
ลุ้นถมเงินลากศก.หนีน้ำท่วม
การบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทย
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
การบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทย หากวัดจากตัวเลขการขยายตัวเศรษฐกิจในปี 2554 ที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 1.1% จากที่ตั้งเป้าไว้ 4-5% ถือว่าสอบไม่ผ่าน
อย่างไรก็ตาม การสอบตกของรัฐบาลก็ยังได้รับความเห็นใจ เพราะเศรษฐกิจทรุดหนักตกลงก้นเหวมาจากผลกระทบน้ำท่วมใหญ่ ที่ส่วนหนึ่งเป็นภัยธรรมชาติที่ยากจะรับมือ
การที่รัฐบาลเริ่มเข้ามาทำงานไม่ถึง 6 เดือน และต้องเจอวิกฤตเศรษฐกิจแบบไม่ได้ตั้งตัว ทำให้รัฐบาลได้รับโอกาสแก้มือล้างตา โชว์ฝีมือกอบกู้เศรษฐกิจให้ฟื้นจากโคม่า
ในปี 2555 รัฐบาลปักธงเศรษฐกิจโต 5% เรียกความเชื่อมั่นจากทุกภาคส่วนที่จมหายไปกับน้ำกลับมาอีกครั้ง
เป้าเศรษฐกิจที่ถูกวางไว้แม้จะไม่สูงมาก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะไปให้ถึงฝัน
เพราะหากมองไปข้างหน้า ขวากหนามเศรษฐกิจมีอีกเพียบให้ต้องออกแรงฝ่าฟัน
ท่ามกลางเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทั้งการส่งออก การบริโภค การลงทุนภาคเอกชน และการลงทุนภาครัฐยังติดๆ ขัดๆ
ปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจโลกยังผันผวนประเมินได้ยาก เศรษฐกิจสหรัฐแม้ไม่ทรุดแต่ยังไม่ฟื้น
เศรษฐกิจยุโรปยังทรงกับทรุด ประเทศที่ไม่มีปัญหาก็ทำท่าจะมีปัญหา
เศรษฐกิจญี่ปุ่นยังซมไข้ภัยพิบัติแผ่นดินไหว สึนามิ แม้แต่เศรษฐกิจจีนที่ยังขยายตัวได้ดี แต่ก็มีปัญหาเงินเฟ้อรุนแรงขึ้นทุกวัน
เศรษฐกิจโลกที่ป่วยไม่ฟื้นไข้กระทบกับการส่งออกของไทย ที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจโดยตรงมีมูลค่าถึง 60-70% ของจีดีพี
การที่ส่งออกของไทยไม่โต ทำให้เศรษฐกิจไทยสะดุดไปด้วย ยิ่งตัวเลขการส่งออกเดือน ธ.ค. 2554 ทิ้งท้ายปีเก่าติดลบ 2% ทำให้ยอดการส่งออกปี 2555 ที่ตั้งเป้าโต 15% ต้องผวา
แต่มีการประมาณการว่า ในไตรมาสแรกของปี 2555 ที่ยังติดเชื้อน้ำท่วมไม่หาย การส่งออกจะขยายตัวได้ 9.2% เท่านั้น
แน่นอนว่าการที่ส่งออกโตได้ไม่ตามเป้า ย่อมทำให้เป้าเศรษฐกิจที่ตั้งไว้ 5% สะเทือน
ด้านการบริโภคภาคเอกชน แม้ว่าที่ผ่านมาจะเริ่มฟื้น แต่ก็ยังอยู่ในอาการผวาไม่กล้าใช้เต็มไม้เต็มมือ การใช้จ่ายเป็นเรื่องที่จำเป็นซ่อมแซมสินทรัพย์ และใช้ดำรงชีพเท่าที่จำเป็น ส่วนที่เหลือก็เก็บไว้รับมือน้ำท่วมรอบใหม่
เศรษฐกิจไทยปี 2555 จึงจะหวังการบริโภคเป็นตัวเบ่งเศรษฐกิจโตเหมือนหลายๆ ปีที่ผ่านมา เป็นเรื่องที่หวังได้ยาก
เครื่องยนต์การลงทุนภาคเอกชนก็ยังสาหัส น้ำท่วมที่ผ่านมาสร้างความเสียหายทั้งทรัพย์สินและรายได้นับแสนล้านบาท การลงทุนจึงสะดุด ผู้ประกอบการยังผลิตไม่ได้ รายใหม่ไม่กล้าเข้ามาลงทุน ผู้ประกอบการบางรายก็แอบถอดใจหาทางย้ายฐานการผลิตออกจากไทยเสียอีก
การลงทุนภาคเอกชนจึงยังเป็นเรื่องสิ้นหวังในการจะมาช่วยเติมเต็มให้เศรษฐกิจไทยโตได้ตามที่ปักธงไว้
เมื่อเป็นเช่นนี้ กำลังสำคัญของเศรษฐกิจไทยจึงอยู่ที่การลงทุนอัดฉีดเงินภาครัฐเป็นหัวจักรตัวสำคัญ ที่จะเป็นตัวชี้เป็นชี้ตายว่าจะโตได้ตามเป้า หรือว่ายังสำลักน้ำนอนจมอยู่ใต้น้ำ
แม้ว่ารัฐบาลจะออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 ฉบับ ระดมเงินก้อนใหญ่ฟื้นเศรษฐกิจ หวังเป็นไม้เด็ดกระชากความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจให้กลับคืนมาก่อนน้ำท่วมรอบใหม่
แต่สถานการณ์กลับเป็นตรงข้าม พ.ร.ก. ไม่สามารถเรียกความเชื่อมั่นได้แล้ว ยังเป็นตัวเขย่าความเชื่อมั่นที่มีน้อยอยู่แล้วให้น้อยลงไปอีก
พ.ร.ก. 2 ฉบับ คือ พ.ร.ก.กู้เงินฟื้นฟูเศรษฐกิจ 3.5 แสนล้านบาท และ พ.ร.ก.โอนหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ 1.14 ล้านล้านบาท ถูกฝ่ายค้านยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความเป็นโมฆะ
ล่าสุด ศาลได้รับไว้พิจารณา ทำให้ต้องลุ้นกันแบบใจหายใจคว่ำ เพราะหาก พ.ร.ก.ถูกตีตก การอัดฉีดเงินของรัฐบาลก็มีปัญหา
และหากว่า พ.ร.ก.ผ่าน รัฐบาลก็ยังไม่พร้อมเดินหน้าอัดฉีดเงินลงไปแบบทันที โดยเฉพาะการใช้เงินกู้จาก พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท ที่วันนี้ยังไม่มีแผนปฏิบัติการลงทุนที่ชัดเจน จะทำโครงการไหน ที่ไหน มูลค่าเท่าไร
ขณะที่การพิจารณาโครงการขั้นตอนก็ยังไม่ชัดเจนว่า หลังจากที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) วางกรอบมาแล้ว จะเดินหน้าได้หรือไม่
เพราะหลักโครงการลงทุนของภาครัฐ ต้องส่งให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พิจารณาความคุ้มค่าโครงการ ซึ่งต้องใช้เวลาไม่น้อย
นี่ยังไม่รวมกับการประมูลหาผู้รับเหมา เซ็นสัญญา การก่อสร้างลงเสาเข็ม คงต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนกว่าจะเดินไปถึง ไม่แน่ว่าอาจเลยเถิดถึงไตรมาส 3
ดังนั้น เป้าของ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ที่จะใช้เม็ดเงินจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท ประเดิมในปีนี้ให้ได้ 1.5 แสนล้านบาท จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมากว่าจะทำได้ตามเป้าหรือไม่
เพราะหากลองดูจากการเบิกจ่ายงบประมาณฟื้นฟูน้ำท่วม 1.39 แสนล้านบาท ยังสตาร์ตเครื่องไม่ติด นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ถึงขนาดฟิวส์ขาดในที่ประชุมรัฐมนตรี เพราะผ่านมาหลายเดือนเบิกจ่ายได้แค่ 5 หมื่นล้านบาท ค้างท่ออีกถึง 7 หมื่นล้านบาท ที่ยังไม่เบิกจ่าย
จะเห็นได้ว่าการอัดฉีดเงินภาครัฐมีปัญหาที่แก้ไม่ตก เงินลงไปไม่ถึง ขนาดงบฟื้นฟูน้ำท่วมที่เป็นโครงการซ่อมแซมจัดซื้อจัดจ้างขนาดเล็กเป็นส่วนใหญ่ยังไม่คืบ
นี่จึงเป็นปัญหาให้นักลงทุนประเมินว่า การเข็นเงินกู้ พ.ร.ก. 3.5 แสนล้านบาท จะเจอปัญหาอืดเป็นเรือเกลือ เพราะเป็นโครงการขนาดใหญ่ ไม่ทันกับการแก้ปัญหาน้ำท่วมรอบใหม่ และไม่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปีนี้ให้โตได้ตามเป้า
หรือแม้แต่เงินลงทุนจำนวนมากของรัฐบาลในปีงบประมาณ 2555 จำนวน 3-4 แสนล้านบาท ก็ยังมีการเบิกจ่ายน้อย เวลาของการเบิกจ่ายงบประมาณก็เหลือไม่ถึง 8 เดือน เพราะงบประมาณพิจารณาล่าช้ามาหลายเดือน
ขนาดเงินลงทุนจำนวนมากไม่มีปัญหาเรื่องข้อกฎหมายเหมือนเงินจาก พ.ร.ก. มีโครงการแล้วชัดเจน แต่ไม่สามารถอัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว ให้เศรษฐกิจหมุนหลายๆ รอบไม่ได้ ก็เป็นเรื่องน่าเสียดายและน่าเป็นห่วง
ดังนั้น การอัดฉีดเงินของภาครัฐ ทั้งเข้าระบบสินเชื่อและการลงทุนต่างๆ ทั้งใหญ่ทั้งเล็ก จึงเป็นความหวังสำคัญของเศรษฐกิจ เพราะเม็ดเงินจำนวนไม่น้อย ลำพังจากเงินงบประมาณ 2554 และ 2555 ก็มีรวมกันไม่ต่ำกว่า 4-5 แสนล้านบาท
แต่ปัญหาที่ต้องพิสูจน์ฝีมือ คือ การเดินเครื่องฉีดเงินให้ลงสู่ระบบเศรษฐกิจให้รวดเร็วกว่าที่เป็นอยู่ได้อย่างไร







