
ยุติขัดแย้งบังหน้าแต่พม่าไม่เปลี่ยนแปลง
แม้รัฐบาลพม่าจะแสดงให้เห็นว่าพยายามแก้ปัญหาการเมืองในประเทศ
แม้รัฐบาลพม่าจะแสดงให้เห็นว่าพยายามแก้ปัญหาการเมืองในประเทศ
โดย...สุพงษ์ ทวิภา
แม้รัฐบาลพม่าจะแสดงให้เห็นว่าพยายามแก้ปัญหาการเมืองในประเทศ โดยการปล่อยนักโทษการเมืองและเจรจาหยุดยิงกับกองกำลังชาติพันธุ์กลุ่มต่างๆ เพื่อสร้างความสงบสุขในประเทศ สร้างความเชื่อมั่นให้นานาชาติที่เตรียมจะเข้าไปลงทุนในพม่า แต่ในสายตาของตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ พวกเขากลับมองว่า รัฐบาลพม่าเพียงแค่แก้ภาพลักษณ์ต่อสายตาโลก ขณะที่ปัญหาภายในทั้งการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการสู้รบกับกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ก็ยังมิได้ยุติลง
เมื่อเร็วๆ นี้ โครงการสื่อสารสุขภาพชุมชนชายขอบ และโครงการสื่อสารสุขภาวะผลกระทบข้ามแดน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้เชิญตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ อาทิ เครือข่ายผู้หญิงไทยใหญ่ สมาคมช่วยเหลือนักโทษการเมืองพม่า กลุ่มเครือข่ายและการพัฒนากะฉิ่น กลุ่มติดตามโครงการท่อส่งก๊าซและน้ำมันฉ่วยก๊าซ ในรัฐอาระกัน เครือข่ายแม่น้ำพม่า องค์กรเยาวชนปะโอ และองค์กรเพื่อการพัฒนาลาหู่ พูดคุยวิเคราะห์สถานการณ์การเมืองในพม่า และโครงการลงทุนจากต่างชาติที่ก่อผลกระทบในพม่า
ตัวแทนจากทุกกลุ่มยืนยันตรงกันว่า แม้จะมีการเจรจาหยุดยิง แต่การสู้รบและการปะทะยังคงเกิดขึ้นอยู่เสมอ ด้านตัวแทนจากมูลนิธิภูมิปัญญาชาติพันธุ์ ตัวแทนเครือข่ายกะเหรี่ยง ซึ่งเพิ่งกลับจากการลงพื้นที่สำรวจโครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกทวาย ระบุว่า มีการยึดที่ดินจากชาวบ้านเพื่อเดินหน้าก่อสร้างโครงการนี้มากขึ้นเรื่อยๆ
“หลังการเลือกตั้งทั่วไปและจัดตั้งรัฐบาลพลเรือนในปี 2554 ปรากฏว่าการลงทุนของต่างชาติในพม่าเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ตัวเลขการลงทุนของต่างชาติในพม่าเมื่อปี 2553-2554 พบว่ามัมูลค่าสูงถึง 19,997 ล้านเหรียญสหรัฐ สูงกว่าปี 2549 ซึ่งมีการลงทุนสูงสุด 6,000 ล้านเหรียญสหรัฐถึง 3 เท่าตัว” ตัวแทนมูลนิธิภูมิปัญญาชาติพันธุ์ ระบุ
ตัวแทนมูลนิธิภูมิปัญญาชาติพันธุ์วิเคราะห์ถึงทิศทางการเคลื่อนไหวของกลุ่มทุนต่างชาติ หลังพม่ามีนโยบายผ่อนคลายบรรยากาศทางการเมืองและเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติว่า พม่ามีโครงการที่จะพัฒนาพื้นที่การลงทุนโครงการขนาดใหญ่หลายพื้นที่เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อเร่งการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยประเทศที่เข้าไปลงทุนในพม่าสูงสุด 6 อันดับแรก คือ จีน ฮ่องกง เกาหลีใต้ ไทย อังกฤษ และสิงคโปร์
“พม่าเองก็ห่วงอิทธิพลของจีนที่มีมากขึ้น และไม่อยากให้ต่างชาติมองว่าเป็นลูกไล่จีน กรณีการยกเลิกการก่อสร้างเขื่อนซงกั้นแม่น้ำอิรวดีในเขตรัฐกะฉิ่น เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าส่งให้จีน ก็เพื่อแสดงให้เห็นว่าไม่ได้เป็นลูกไล่จีน และพร้อมที่จะให้ประเทศต่างๆ เข้าไปลงทุน”
การแสดงให้เห็นถึงอำนาจที่พร้อมจะยกเลิกโครงการพัฒนาต่างๆ ได้ตลอดเวลา ไม่เพียงเกิดขึ้นกับจีนเท่านั้น แม้กระทั่งกลุ่มทุนจากไทยก็ได้รับผลกระทบไปด้วย อย่างเช่น การยกเลิกโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินทวายของบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในโครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย
“อิตาเลียนไทยฯ อาจต่อรองขอสิทธิพิเศษต่างๆ ทั้งที่ได้รับสิทธิพิเศษหลายอย่างไปแล้ว เช่น สัมปทานที่ดิน 75 ปี และการยกเว้นภาษีช่วง 2 ปีแรกที่เริ่มโครงการ ส่วนหลังจากนั้นพม่าก็เก็บภาษีในอัตราที่ต่ำมาก เมื่อต่อรองมากเข้ารัฐบาลพม่าก็แสดงให้เห็นถึงอำนาจว่าพร้อมจะยกเลิกโครงการต่างๆ ได้ทุกเมื่อ” ตัวแทนมูลนิธิภูมิปัญญาชาติพันธุ์ ระบุ
ด้านบรรณาธิการกะฉิ่น นิวส์ กรุ๊ป สื่อออนไลน์ของกลุ่มชาติพันธุ์กะฉิ่น ซึ่งพม่าไม่ยอมเจรจาหยุดยิง และจนถึงขณะนี้การสู้รบก็ยังเกิดขึ้นอยู่เสมอ เห็นว่าท่าทีการผ่อนคลายทางการเมืองของพม่า อาจทำให้การลงทุนและเศรษฐกิจดีขึ้น แต่คงไม่เกิดประโยชน์อะไรต่อประชาชนพม่าซึ่งยังไม่มีสิทธิเสรีภาพทางการเมืองที่แท้จริง
ขณะที่ตัวแทนจากสมาคมช่วยเหลือนักโทษการเมืองพม่า เปิดเผยข้อมูลที่น่ากังวลว่า นักโทษการเมืองหลายร้อยคนที่ทางการพม่ายอมปล่อยตัวนั้น แค่เพียง 2.7% ของนักโทษการเมืองทั้งหมดที่ยังถูกคุมขังอยู่ และยิ่งกว่านั้น หลังจากปล่อยตัวแล้วทางการพม่ายังตามจับกุมนักทางการเมืองอีกกว่า 200 คน กลับไปคุมขังอีกครั้ง
หลาวแสง เจ้ายอด โฆษกกองกำลังกู้ชาติไทยใหญ่ หรือเอสเอสเอ ซึ่งเพิ่งลงนามหยุดยิงกับพม่า บอกว่า แม้กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ จะลงนามหยุดยิง แต่กระบวนการสันติภาพก็ยังไม่จบ ต้องดูว่าพม่าจริงใจที่จะตั้งสมัชชาแห่งชาติ ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจากทุกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่
จากข้อมูลที่ตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในพม่าสะท้อนออกมา พอทำให้เห็นภาพว่า ณ ขณะนี้สถานการณ์ในพม่ายังไม่สงบ







