posttoday
พรก.โอนหนี้ฯคนจ่ายคือประชาชน

พรก.โอนหนี้ฯคนจ่ายคือประชาชน

28 มกราคม 2555

ทันทีที่พระราชกำหนด (พ.ร.ก.)กู้เงิน 4 ฉบับ

ทันทีที่พระราชกำหนด (พ.ร.ก.)กู้เงิน 4 ฉบับ

ของรัฐบาลได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา กฎหมายก็จะมีผลบังคับใช้ทันที และเป็นครั้งแรกที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)และนายธนาคารได้เห็นรายละเอียดกฎหมายทั้งหมด

แม้กฎหมายมีผลบังคับใช้แล้ว แต่ก็ยังมีปัญหาตามมาอีกมากมายที่จะต้องไปดำเนินการ

การดำเนินการคัดค้านของ สส.ฝ่ายค้าน และกลุ่ม สว. ที่จะเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยจะยื่นคำร้องต่อศาลในวันที่ 30 ม.ค.นี้ ก็เป็นกระบวนการทางรัฐสภาที่จะดำเนินต่อไป

แต่ในภาคเอกชนที่จะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายนี้ ก็จะต้องหาข้อสรุปให้ได้ในการจ่ายเงินค่าธรรมเนียมเพิ่มให้ ธปท. นำไปใช้เพื่อชำระดอกเบี้ยพันธบัตรกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน โดยไม่ให้เป็นภาระต่องบประมาณแผ่นดิน

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง จะหารือกับผู้ว่าการ ธปท. ในวันที่ 29 ม.ค.นี้ ทันทีที่กลับจากการประชุมเวิลด์อีโคโนมิก ฟอรัม ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

พรก.โอนหนี้ฯคนจ่ายคือประชาชน

สำหรับประเด็นที่หารือกัน จะเป็นอัตราค่าธรรมเนียมที่ ธปท.จะเรียกเก็บจากธนาคารพาณิชย์ และข้อข้องใจของธนาคารพาณิชย์ที่เห็นว่าการเก็บค่าธรรมเนียมนี้ไม่ยุติธรรมต่อเอกชน เพราะธนาคารของรัฐมาแข่งกับธนาคารพาณิชย์ในขณะที่มีต้นทุนต่ำกว่า เพราะไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมใดๆ

ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า เมื่อ พ.ร.ก.ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2555 มีผลบังคับใช้แล้ว ก็สบายใจได้ว่าจะไม่มีการให้พิมพ์ธนบัตรเพิ่ม ซึ่งจะสร้างปัญหาในระบบเศรษฐกิจ

“การชำระดอกเบี้ยนั้น ธปท.จะเก็บเงินนำส่งจากฐานเงินฝากและตั๋วเงินฝาก (บี/อี) จากสถาบันการเงินหรือธนาคาร และจะเก็บเงินนำส่งไม่เกินเพดาน 1% ของฐานเงินฝาก ซึ่งอัตราเก็บที่ชัดเจนจะรอหารือกับ รมว.คลัง อีกครั้ง” ประสาร กล่าว

ประสาร กล่าวว่า ส่วนเงินต้นที่ครบกำหนดในปีนี้ประมาณ 3.5 แสนล้านบาท ซึ่งกระทรวงการคลังจะออกพันธบัตรมาทดแทนให้ก่อน และเงินต้นจะทยอยลดลง ถ้าผ่านระยะ 510 ปีไปได้ ภาระเงินต้นลดลงตามลำดับ และหากมีระยะเวลาประมาณ 25 ปี คิดว่าอยู่ในวิสัยที่รับได้ เพราะตัวเลขหนี้จะไม่ใหญ่แล้ว ยกเว้นเกิดวิกฤตเหมือนปี 2540 ขึ้นมาอีก

สำหรับแนวทางในการแก้ไขปัญหาการแข่งขันการได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างธนาคารพาณิชย์กับธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ เท่าที่ศึกษาและพูดคุยกันในคณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน(กนส.) และหารือร่วมกับคลังแล้ว แนวทางการดูแลกฎเกณฑ์ในการแข่งขันที่จะให้สถาบันการเงินของรัฐที่ทำได้ ไม่มาทำธุรกิจที่ธนาคารพาริชย์ทำอยู่ ปัยหาการเหลื่อมล้ำในการแข่งขันน่าจะดีขึ้น เพราะการวางกฏเกณฑ์การแข่งขันให้อยู่ในระราบเดียวกันนาจะดูแลได้ ซึ่งเรื่องนี้ต้องขึ้นอยู่กับการหารือร่วมกับรองนายกฯกิตติรัตน์ต่อไป

เป็นสิ่งที่ยังแก้ไขไม่ได้ จะหารือกับรองนายกฯ และ รมว.คลัง เพื่อให้ดูแลธนาคารรัฐให้ทำธุรกิจเฉพาะ ไม่แข่งขันกับธนาคารพาณิชย์

แต่ทว่าเรื่องการแข่งขันไม่เป็นธรรมนี้คงจะหาข้อตกลงได้ยาก เพราะ อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง ยืนยันว่าการปล่อยสินเชื่อรายใหญ่ของธนาคารรัฐมีสัดส่วนที่น้อยมาก เช่น ธนาคารออมสินมีการปล่อยกู้รายใหญ่ 6-7 หมื่นล้านบาท เทียบกับสินเชื่อทั้งหมด 1 ล้านล้านบาท ซึ่งถือว่าน้อยมาก ส่วนใหญ่กว่า 90% ยังเป็นรายย่อยรากหญ้า

ทางด้านเอกชน เดชา ตุลานันท์ รองประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า พระราชกำหนด(พ.ร.ก.) ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วนั้น ขณะนี้เป็นห่วงเรื่องเสถียรภาพสถาบันการเงินจะด้อยลง ซึ่งน่าจะมีผลต่อเรตติ้งและการลดอันดับความน่าเชื่อถือของธนาคารพาณิชย์

“ปัญหากฎหมายฉบับนี้อยู่ที่ความไม่เท่าเทียมกันระหว่างธนาคารพาณิชย์กับธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ เมื่อธนาคารของรัฐดำเนินธุรกิจทุกอย่างเหมือนเป็นธนาคารพาณิชย์ แต่ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม ก็จะทำให้ฐานะทั่วไปของธนาคารพาณิชย์อ่อนแอลง และจะมีผลต่อการทำกำไรของธนาคารแน่” เดชา กล่าว

ด้านธนาคารกรุงไทย ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ 0.125% จาก 0.875% เป็น 0.75% พร้อมทั้งปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (เอ็มแอลอาร์) จาก 7.25% เป็น 7.125% และดอกเบี้ยเงินกู้เบิกเกินบัญชี (เอ็มโออาร์) จาก 7.5% เป็น 7.375% ขณะที่ดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (เอ็มอาร์อาร์)ยังคงเดิมอยู่ที่ 8% โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 30 ม.ค.

จงรัก รัตนเพียร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ธนาคารจะพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยในสัปดาห์หน้า ปัจจัยที่จะพิจารณาคือสภาพการแข่งขันในตลาด และการเสนอดอกเบี้ยของคู่แข่ง เนื่องจากขณะนี้การแข่งขันดอกเบี้ยเงินฝากในตลาดค่อนข้างรุนแรง

ขณะที่ต้นทุนจากการนำส่งเงินเพื่อชดใช้หนี้กองทุนฟื้นฟูฯ ก็จะนำมาพิจารณาด้วย แต่ไม่ใช่ประเด็นหลัก เพราะขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องอัตราการนำส่งที่จะเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ แม้ ธปท.จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงต่อเนื่อง 0.25% รวม 2 ครั้ง เป็น 0.5% แต่ธนาคารพาณิชย์ก็เพิ่งปรับลดดอกเบี้ยครั้งนี้เป็นครั้งแรก ยกเว้นธนาคารทหารไทยที่ปรับลดดอกเบี้ยเพียงธนาคารเดียว หลัง ธปท.ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายครั้งก่อนหน้า

อย่างไรก็ดี ไม่ว่าผลการหารือจะสรุปว่าอัตราค่าธรรมเนียมจะเป็นเท่าใด หรือการแข่งขันจะเป็นธรรมหรือไม่ระหว่างธนาคารพาณิชย์กับธนาคารของรัฐ

คนที่จะต้องรับภาระต้นทุนที่จะเกิดขึ้นจากกฎหมายนี้ก็คือประชาชนที่จะได้รับดอกเบี้ยเงินฝากต่ำ แต่ดอกเบี้ยเงินกู้สูง แถมถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียมใช้บริการเพิ่มในอนาคต

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน