
มวยไทย...สร้างสุภาพบุรุษ
หากคุณคิดว่า กำปั้นหลายสิบชุดและอาวุธจากแข้งขาและหัวเข่า ในเหตุการณ์วุ่นวายในฟุตบอลนัดหนึ่ง ณ สนามศุภชลาศัย นั่นคือ
“มวย” ละก็ คุณคิดผิดและหากคุณคิดว่า
“นักมวย” คือมนุษย์ป่าเถื่อนผู้มีสายเลือดนักเลงไหลเวียนอยู่ในตัวละก็ คุณกำลังคิดผิดเช่นกันอย่างน้อย นั่นก็ไม่ใช่ในกีฬา
“มวยไทย” ที่ “ครูนกหวีด” เดชน์ ศรีอำไพ แห่งโรงเรียนมวยไทย ยูเอสเอ (Muay Thai School U.S.A.) ศรัทธายิ่งนักครูบอกว่า
“มวยไทยเป็นกีฬาสุภาพบุรุษ” แต่ว่า...“
นักกีฬามวยไทยเขาไม่มีมาเรียกเจ้าหนูนู้น เจ้าหนูนี้ ไม่มีหรอกครับ เขาเรียก ‘ไอ้’ กันทุกคน”บ้านเกิดของครู
ครูนกหวีดวัย 49 ปี เล่าให้ฟังว่า สมัยเด็กๆ ครอบครัวมีอาชีพเป็นชาวไร่ ฐานะก็ไม่ดีนัก เพราะพ่อกับแม่มีลูกเยอะถึง 10 คน และครูเป็นคนสุดท้อง เมื่อครูอายุได้ประมาณ 78 ขวบ คุณพ่อก็เสียชีวิต
เพื่อแบ่งเบาภาระของคุณแม่ ครูนกหวีดจึงไปอาศัยเป็นเด็กวัด และเริ่มชอบเล่นกีฬา โดยเฉพาะชกมวย เพราะมองว่าเป็นกีฬาลูกผู้ชาย และได้ขึ้นชกตามงานวัด หรืองานโรงเรียน บางครั้งก็ชกฟรี บางครั้งก็ได้สตางค์ไม่กี่บาท ถ้าครั้งไหนได้ค่าตัวถึง 10 บาทละก็ ครูนกหวีดบอกว่า ดีใจสุดๆ
“
ตอนนั้นเราเป็นเด็ก ก็เอาเงินมาซื้อขนม เลี้ยงเพื่อนฝูง กินก๋วยเตี๋ยว”เมื่อชกมวยมากขึ้น ก็เป็นที่รู้จักกว้างไกลขึ้น คนที่ชอบมวยจะมาเอ่ยปากชวนไปอยู่ด้วย จนในที่สุดครูนกหวีดก็เลือกเข้า
“ค่ายมวย” แถวบ้าน“
ครูมวยเป็นคนยากจน มีกระสอบใบนึง เย็นๆ เลิกเรียนก็ไปจับกลุ่มวิ่งกัน เตะกระสอบ ปล้ำกัน มาเล่นเชิง ลงนวม ออกกำลังกัน เวลามีงานวัด ครูก็จะพาไปชกมวย ครูก็เหมือนหัวหน้าค่าย พาไปเปรียบมวยชก ได้ค่าตัวมั่ง ไม่ได้มั่ง”แต่ที่ได้แน่นอนคือประสบการณ์ที่มากขึ้น ร่างกายแข็งแรงขึ้น เรียนรู้เทคนิคแพรวพราว การขึ้นเวทีชกมวยแต่ละครั้งเท่ากับเป็นการฝึกซ้อม มวยก็เหมือนกับกีฬาทั่วไปคือ ยิ่งซ้อมยิ่งเก่ง
อย่างไรก็ตาม ครูนกหวีดไม่เคยมีโอกาสได้เข้ามาชกมวยในกรุงเทพฯ ไม่เคยได้ขึ้นเวทีดังอย่าง ลุมพินี หรือราชดำเนิน เพราะตัดสินใจหยุดชกมวยในวัย 19 ปี เนื่องจากเรียนจบจากมหาวิทยาลัยต่างจังหวัด และสอบเข้าศึกษาต่อด้านการเกษตรที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
หลังเรียนจบ ครูนกหวีดเข้าทำงานในแผนกตรวจสอบคุณภาพ (คิวซี) ตามบริษัทต่างๆ อยู่ 3 แห่ง จนกระทั่งอาจารย์ท่านหนึ่งของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มาชวนให้ครูนกหวีดย้ายไปเป็นคนงานในสวนส้มโอให้กับเศรษฐีชาวซาอุดีอาระเบียคนหนึ่ง
ครูนกหวีดได้คุยกับนายจ้างจากซาอุฯ เรียบร้อย และตกลงจะไปซาอุฯ เตรียมเอกสารพร้อมทุกอย่างแล้ว ระหว่างรอเวลา ครูจึงลองยื่นเอกสารขอวีซ่าเข้าสหรัฐ เผื่อจะได้ไปเที่ยว
อเมริกันดรีม
“
ตอนนั้นปี 1988 สมัยนั้นมันขอวีซ่าไม่ยาก ผมบอกอาจารย์ว่า ‘อาจารย์ ผมขอโทษนะ ตอนนี้ผมอยู่อเมริกาแล้ว’ ตอนนั้นพูดถึงอเมริกาใครๆ ก็อยากมา”ครูนกหวีดพกเงินติดกระเป๋า 600 บาท เดินทางข้ามมายังอีกซีกโลกหนึ่งเพียงลำพังด้วยตั๋วเครื่องบินที่พี่สาวให้ยืมเงินซื้อ เมื่อมาถึงจึงเข้าไปพักอยู่กับรุ่นพี่ร่วมมหาวิทยาลัยในลอสแองเจลิส
“
สมัยก่อนที่นี่หางานง่าย แต่เลือกไม่ได้ ให้อะไรก็ต้องเอา ใครขยันก็ไม่อดตาย”ในเมืองมะกัน ครูนกหวีดผ่านงานสารพัด ทั้งดูแลคนพิการ เย็บผ้า แคชเชียร์ร้านสะดวกซื้อ ดูแลแปลงดอกไม้กล้วยไม้ ขับรถแท็กซี่ และเมื่อเก็บเงินได้ก้อนหนึ่งจึงทำธุรกิจของตัวเอง
“
สมัย 20 ปีที่แล้ว อาหารไทยยังไม่ป๊อปปูลาร์ ลงทุนไม่มาก คนต่างชาติก็ชอบอาหารไทย ผมก็เลยไปเปิดร้านอาหารเล็กๆ ร้านหนึ่ง มันก็ดี แต่มันเหนื่อยสุดๆ ทำอยู่ 3 ปีแล้วก็เลิก”หลังจากนั้น ครูนกหวีดตัดสินใจหอบเงินกลับบ้าน ตั้งใจจะใช้ชีวิตสบายๆ ในเมืองไทย หลังใช้ชีวิตต่างแดนมานานถึง 1 ทศวรรษ แต่เมื่อกลับมาแล้วต้องเจอกับระบบคอร์รัปชัน ระบบเส้นสาย ครูนกหวีดถึงกับรับไม่ได้จึงออกเดินทางสู่แผ่นดินสหรัฐเป็นคำรบ 2
มวยไทยที่รัก
กลับไปสหรัฐครั้งนี้ ครูนกหวีดไปเป็นครูสอนมวยไทยอยู่ที่ค่ายมวยไทย อะคาเดมี ของน้องชายของรุ่นพี่คนเดิม หน้าที่คือสอนมวยไปด้วย พานักเรียนออกไปชกมวยกับโรงเรียนมวยไทยอื่นๆ บางครั้งก็ทำหน้าที่กรรมการ
อุปสรรคสำคัญคือ มวยไทยแทบจะไม่เป็นที่รู้จัก พวกเขาจัดรวมเข้าไว้กับมวยสากล บ้างก็เรียกว่าคิกบ็อกซิง บ้างก็เรียกว่าไทยบ็อกซิง แต่ไม่ใช่มวยไทย
เมื่อทำงานที่อะคาเดมีไปเรื่อยๆ ครูนกหวีดจึงเกิดความคิดที่ต้องการจะพัฒนามวยไทย จึงส่งใบสมัครเข้าทำงานในทบวงกีฬาของรัฐแคลิฟอร์เนียในตำแหน่งกรรมการ (คอมมิสชันเนอร์) คอยดูแลและควบคุมการแข่งขัน จนเวลาผ่านไปหลายปี ด้วยความพยายามของครูนกหวีดจึงทำให้มวยไทยเป็นที่ยอมรับ
“
ที่นี่เอกสารเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าไม่มีอะไรที่เป็นเอกสารรองรับจะรับไม่ได้ พอไม่มีกติการะบุไว้ก็ชกแบบมวยไทยไม่ได้ ผมจึงกลับไปเมืองไทย มีโอกาสคุยกับการกีฬาแห่งประเทศไทยซึ่งได้รับการสนับสนุนอย่างดี ให้เอกสารกติกามวยไทยที่เป็นภาคภาษาอังกฤษ”ครูนกหวีดหอบเอกสารกลับไปที่สหรัฐ แต่ใช่ว่ามันจะง่ายขนาดนั้น ครูบอกว่า บางกฎโดนมองว่าโหดร้ายเกินไป รุนแรงเกินไป จึงต้องค่อยๆ บอกกัน ค่อยๆ ปรับและพัฒนากันไป ซึ่งระหว่างนี้ ครูนกหวีดมีโอกาสเดินทางไปสัมมนาและสอนเทคนิคมวยไทยในประเทศต่างๆ อาทิ สเปนและเม็กซิโก พร้อมกับรับหน้าที่เป็นกรรมการมวยบ้าง หรือไม่ก็สอนกรรมการบ้าง
จากนั้นครูนกหวีดจึงเกิดไอเดียเปิดโรงเรียนสอนของตัวเองขึ้นมา จากการสนับสนุนของ พล.ต.อ.โกวิทย์ ภักดีภูมิ โรงเรียนมวยไทย ยูเอสเอ จึงก่อกำเนิดขึ้นมาเมื่อวันที่ 1 ก.พ. ปีที่แล้วนี่เอง
ด้วยระยะเวลาเปิดตัวเพียง 1 ปี ท่ามกลางสถานการณ์บอบช้ำทางเศรษฐกิจในสหรัฐ ครูนกหวีดจึงอดประหลาดใจไม่ได้กับเสียงตอบรับแรงเกินคาด ในปัจจุบันนี้ ที่โรงเรียนมีนักเรียนเกือบ 1,000 คน ตั้งแต่วัยรุ่นไปจนถึงวัย 70 ปี
“
ผมมองว่ามวยไทยเป็นการต่อสู้ที่ดีที่สุดในโลก เป็นกีฬาของชาติไทย เป็นศาสตร์ลี้ลับ เป็นความสัมพันธ์ระหว่างกีฬากับจิตวิญญาณ ทำให้ร่างกายแข็งแรง เป็นสุภาพบุรุษ มีความมั่นใจในตัวเอง”ครูนกหวีดและเพื่อนครูมวยไทยที่นี่จะสอนมวยไทยอันเป็นมวยไทยอย่างแท้จริง ชาวต่างชาติจะต้องเรียนรู้วัฒนธรรมการไหว้ ทั้งในยามทักทาย การไหว้ครูก่อนขึ้นชก และยามจากลา
แม้จะเปิดตัวด้วยความสำเร็จเกินคาด แต่ครูนกหวีดยังไม่ได้วางแผนการถึงการขยายสาขา เพราะเรื่องของอนาคตที่ยังไร้คำตอบที่แน่นอน แต่มีสิ่งหนึ่งที่ครูนกหวีดรู้ตัวดีเสมอ
“
ผมมีอยู่อย่างทุกวันนี้เพราะมวยไทย ผมมีโอกาสทำงาน มีโอกาสบินไปทั่วโลก มีบ้านอยู่อเมริกา มีโรงเรียนมวยไทยในอเมริกา ความตั้งใจของผมคือ จะทำมวยไทยให้ดีที่สุด เป็นออริจินัล เป็นสแตนดาร์ด ของมวยไทยจริงๆ”






