
อิหร่าน-สหรัฐ-การเมืองโลก ปัจจัยส่งน้ำมันปี'55 แรงทั้งปี
หากยึดตามหลักเศรษฐศาสตร์ขั้นพื้นฐานที่ว่าด้วยเรื่องของปริมาณของสินค้ากับความต้องการบริโภคในตลาดแล้ว
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
หากยึดตามหลักเศรษฐศาสตร์ขั้นพื้นฐานที่ว่าด้วยเรื่องของปริมาณของสินค้ากับความต้องการบริโภคในตลาดแล้ว ราคาน้ำมันของตลาดโลกในปัจจุบันก็ควรที่จะถูกลง เนื่องจากความต้องการใช้น้ำมันในตลาดโลกได้ลดน้อยลงแล้วในช่วงนี้ เพราะสภาพเศรษฐกิจที่ทั้งย่ำแย่และชะลอตัวทั่วทั้งในยุโรป สหรัฐ จีนและอินเดีย
อย่างไรก็ตาม แทนที่โลกจะได้ใช้น้ำมันในราคาถูกลงตามที่ทฤษฎีว่าไว้ ราคาน้ำมันที่ซื้อ-ขายกันอยู่ในขณะนี้กลับพุ่งสูงแตะระดับประมาณ 110-113 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แถมมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงมากขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่มีลด
คำถามหลักๆ ที่ตามมาก็คือ เพราะอะไรน้ำมันในปีนี้ถึงส่อแววแพงตลอดทั้งปี ซ้ำเติมให้เศรษฐกิจที่กำลังเดินหน้าเข้าสู่สภาวะชะลอตัวได้ดิ่งเหว
คำตอบที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่พินิจพิเคราะห์ออกมาได้ต่างระบุตรงกันว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาน้ำมันให้สูงลิ่วตลอดทั้งปีนี้มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น คือ การเมืองโลกที่เป็นไปอย่างเข้มข้นในขณะนี้
แน่นอนว่าความขัดแย้งระหว่างประเทศอันดับแรกสุดที่ไม่พูดถึงไม่ได้ แถมคุกรุ่นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปีที่แล้วก็คือ อิหร่านกับสหรัฐ เรื่องโครงการพัฒนานิวเคลียร์ที่สหรัฐก็ยืนกรานเสียงดังให้ยกเลิก โดยใช้มาตรการคว่ำบาตรสุดหินชนิดที่เรียกว่าแทบจะตอกตะปูปิดตายเศรษฐกิจและการค้าของประเทศอิหร่าน
ทั้งไม่นำเข้า-ส่งออกน้ำมันอิหร่าน ไม่ทำธุรกรรมกับบริษัทหรือธนาคารที่ข้องเกี่ยวกับอิหร่าน หรือกระทั่งยึดทรัพย์ของอิหร่านที่ฝากไว้ตามธนาคารต่างๆ ทั่วโลก
ทว่า สิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นก็คือความเป็นมหาอำนาจของสหรัฐที่ทำให้แดนลุงแซมอยู่ในสถานะแสวงหาแนวร่วมพันธมิตรคว่ำบาตรอิหร่านเพิ่มได้อย่างไม่ยากเย็น
ไล่เรียงตั้งแต่ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปที่มีชาติสมาชิกส่วนหนึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ของอิหร่าน ญี่ปุ่น ที่เมื่อไม่กี่วันก่อนประกาศไม่เอาน้ำมันจากอิหร่านไปเรียบร้อย ขณะที่ก่อนหน้านั้นไม่นานเกาหลีใต้ก็แสดงความจำนงไม่เอาน้ำมันของอิหร่าน แถมยังหาทางออกไว้เสร็จสรรพด้วยการจับมือซื้อขายน้ำมันกับโอมานแทน
นอกจากนี้ แม้ว่าความวิตกเรื่องราคาน้ำมันของตลาดได้คลายตัวลงในระดับหนึ่ง เห็นได้จากราคาน้ำมันดิบเมื่อวันที่ 16 ม.ค. โดยน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ที่ตลาดนิวยอร์ก ส่งมอบเดือน ก.พ. ปรับลดลง 0.40 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ปิดที่ 98.70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนต์ ที่ตลาดลอนดอน ส่งมอบเดือน ก.พ. ปรับลดลง 0.82 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ปิดที่ 110.44 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล โดยสืบเนื่องมาจากมติล่าสุดของอียูที่ตัดสินใจชะลอมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านออกไปอีก 6 เดือน เพื่อให้ประเทศสมาชิกมีเวลาเพียงพอในการมองแหล่งซื้อน้ำมันดิบจากประเทศอื่น
แต่รูปการณ์ดังกล่าวก็เป็นเพียงแค่ชะลอน้ำมันไม่ให้ปรับตัวเพิ่มขึ้นในวันนี้เท่านั้น เพราะความตึงเครียดและความขัดแย้งกับอิหร่านยังคงมีอยู่
ยิ่งเมื่ออิหร่านประกาศกร้าวจะปิดทั้งช่องแคบฮอร์มุซหนึ่งในเส้นทางลำเลียงน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก ตอบแทนมติคว่ำบาตรของ สหรัฐ และขู่ตอบโต้บรรดาชาติสมาชิกอาหรับด้วยกันแน่ถ้าคิดผลิตน้ำมันเพื่อชดเชยน้ำมันอิหร่าน
ยิ่งทำให้ไม่อาจสรุปเป็นอื่นไปได้ว่ามีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดความขัดแย้งอย่างหนักบนคาบสมุทรเปอร์เซียแหล่งผลิตน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จนกระทบต่อปริมาณน้ำมันที่ไหลเข้าสู่ตลาด
ทั้งนี้ ราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นในปีนี้ นอกจากสถานการณ์ในอิหร่านที่จะกระเทือนประเทศยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตน้ำมันซึ่งอยู่ละแวกเดียวกัน ทั้งซาอุดีอาระเบีย คูเวต กาตาร์ หรือกระทั่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์แล้ว ยังหมายรวมถึงสถานการณ์ในประเทศผู้ผลิตน้ำมันป้อนตลาดโลกรายอื่นๆ ที่ไม่ได้อยู่ในสภาพที่ดีกว่าอิหร่านเท่าไรนัก
เริ่มตั้งแต่ไนจีเรีย ที่การประท้วงของแรงงานผลิตน้ำมันเริ่มส่อเค้ารุนแรงขึ้น เวเนซุเอลา เจอการบริหารงานที่ผิดพลาดของประธานาธิบดี ฮูโก ชาเวซ จนประเทศมีแนวโน้มล่มจม รัสเซีย ผู้ผลิตน้ำมันรายสำคัญของโลกกำลังเผชิญความแตกแยกทางการเมือง ส่วน ลิเบีย ก็ยังต้องฟื้นฟูประเทศจากการประท้วงขับไล่ผู้นำ ขณะที่ปัญหาการเมืองในอิรักก็ยังทำให้ไม่สามารถผลิตน้ำมันได้เท่าเดิม
เรียกได้ว่าแต่ละประเทศที่เป็นผู้ผลิตน้ำมันรายสำคัญของโลกมีแนวโน้มเผชิญความวุ่นวายจนส่งผลกระทบต่อปริมาณการผลิตน้ำมันป้อนสู่ตลาดโลกทั้งสิ้น
ยิ่งไปกว่านั้น นักวิเคราะห์จากซีเอ็นเอ็นมันนี่ ระบุว่า ยังมีปัจจัยแฝงเงียบๆ ที่กำลังคืบคลานดันราคาน้ำมันให้อยู่ในระดับสูงต่อไปในปี 2555 สิ่งนั้นก็คือผลประโยชน์ของประเทศผู้ผลิตน้ำมันเอง
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ต่างเชื่อว่าเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุประท้วงโค่นล้มผู้นำเหมือนเพื่อนบ้าน สิ่งที่บรรดาประเทศร่ำรวยน้ำมันต้องทำอย่างเร่งด่วนก็คือทำให้ประชาชนพอใจกับการกินดีอยู่ดี จนกลายเป็นว่ารัฐบาลของประเทศเหล่านี้ต้องขายน้ำมันในราคาที่ครอบคลุมหรือเกินงบประมาณค่าใช้จ่ายของตนเอง ซึ่งเมื่อคำนวณคร่าวๆ ดูแล้ว รัสเซียต้องขายน้ำมันขั้นต่ำในราคา 110 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล อิรักที่ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซาอุดีอาระเบีย 80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่แอลจีเรีย กาตาร์ และโอมาน ก็ต้องขายที่ระดับเกิน 90 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
พูดให้เข้าใจง่ายก็คือว่า ถ้าขายน้ำมันในราคาต่ำกว่านี้ รัฐบาลก็จะไม่สามารถมีเงินบำรุงเลี้ยงดูประชาชนให้สุขสบายได้ เป็นอันตรายต่ออำนาจของรัฐบาลเอง
หรืออาจสรุปให้เข้าใจง่ายขึ้นมาอีกสักนิดก็คือว่า ปีนี้ประชาชนทั้งหลายต้องเตรียมใจยอมรับค่าเดินทางที่เพิ่มขึ้นเสียแล้ว







