
จัดระเบียบใหม่ ประเทศไทยปี 55 (ตอนจบ)
ฉบับที่แล้วผมนำเสนอเกี่ยวกับภาพประเทศไทยว่า ในปี 2555
ฉบับที่แล้วผมนำเสนอเกี่ยวกับภาพประเทศไทยว่า ในปี 2555
โดย..ปานปรีย์ พหิทธานุกร
ยังมีปัจจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศที่อาจส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ของประเทศไทย ได้แก่
1.ดุลยภาพการเมืองยังไม่เกิด อุณหภูมิความขัดแย้งของคนในชาติยังไม่ดับมอดเสียทีเดียว นโยบายปรองดองก็ยังคงลอยอยู่ในอากาศไม่มีความคืบหน้า
2.เศรษฐกิจโลกไว้ใจไม่ได้ ทั้งสหรัฐและสหภาพยุโรปพยายามออกมาตรการแก้ปัญหา แต่ดูเหมือนปัญหาเก่าก็ยังแก้ไม่จบ ปัญหาใหม่ก็เกิดขึ้นมาอีก เสมือนเป็นวงจรอุบาทว์ทางเศรษฐกิจ ส่วนเศรษฐกิจของเอเชียเองที่ขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่อง แต่ความร้อนแรงก็มีแนวโน้มที่จะลดลง
ถึงแม้สหรัฐจะออกมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน QE1 QE2 เศรษฐกิจโลกก็ยังผันผวนเหมือนเดิม ขณะที่ประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป ก็ยังมีความ “ขัดแย้งเชิงนโยบายในเรื่องการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ”
ส่วนเศรษฐกิจของเอเชียเองที่ขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่อง แต่ความร้อนแรงก็มีแนวโน้มที่จะลดลง เพราะประเทศใหญ่อย่าง จีน อินเดีย เกรงว่าจะเกิดปัญหาเงินเฟ้อในประเทศ จึงเริ่มออกมาตรการเพื่อชะลอความร้อนแรงทางเศรษฐกิจลง จะเห็นได้จากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศเริ่มลดลงบ้างแล้วในปี 2554
3.เอเชียจะไม่เหมือนเดิม สองมหาอำนาจยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐและจีน ต่างแสดงพลังและแข่งขันกันในเอเชียมากขึ้น ซึ่งจะมีผลกระทบต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจในเอเชียและไทยด้วย ผมเสนอว่า หากต้องการให้ไทยสามารถยืนหยัดอยู่ในแถวหน้าของอาเซียนต่อไปได้ ฉะนั้นต้องเตรียมความพร้อมในการรวมกลุ่ม และเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่จะมีขึ้น สิ่งที่รัฐบาลจะทำได้
อย่างเช่น การเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในอีก 3 ปีข้างหน้า (ปี 2558) และการพิจารณาเข้าร่วมในความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) ที่สหรัฐเสนอ รวมทั้งการใช้ประโยชน์เพิ่มขึ้นจากข้อตกลงการเปิดเสรีการค้าแบบทวิภาคีที่มีอยู่ในปัจจุบัน จะช่วยให้ไทยเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจทางอ้อมไปได้ในตัว
ทั้งหมดนี้มีเงื่อนไขว่า รัฐบาลจะต้องเข้าใจและเป็นผู้ให้การสนับสนุนอย่างจริงจังด้วย
นอกจากนี้ ความมั่นคงด้านพลังงานและความมั่นคงด้านอาหาร ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องบริหารจัดการให้ดี โดยเฉพาะเรื่องน้ำมัน ซึ่งคาดกันว่าราคาไม่น่าจะผันผวนเหมือนปี 2554 เพราะความต้องการในตลาดโลกจะไม่เพิ่มขึ้นมากนัก
ส่วนราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าเกษตร ก็เช่นเดียวกัน ราคาน่าจะทรงตัว ดังนั้นความนิ่งทั้งในราคาน้ำมันและราคาอาหาร น่าจะช่วยทำให้รัฐบาลสามารถกำหนดนโยบายที่เหมาะสมได้ในปี 2555
4.ความไม่แน่นอนจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)ผลกระทบจากปัญหาโลกร้อนอาจสร้างความเสี่ยงได้อีกมาก ภัยพิบัติต่างๆ ที่เกิดในปี 2554 อาจเกิดขึ้นได้อีกครั้งในปี 2555 เพราะทุกวันนี้เรากำลังอยู่ภายใต้ข้อกำหนดทางธรรมชาติที่เราควบคุมไม่ได้
ทุกวันนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่า หากเกิดวิกฤตการณ์แบบเดิมซ้ำขึ้นมาอีก รัฐบาลจะ “เอาอยู่” หรือไม่ และความเสี่ยงนี้จะไม่มีวันหมดไป ตราบใดที่ยังไม่มีคำตอบที่สามารถให้ความเชื่อมั่นกับประชาชนได้ว่า ยามที่เกิดภัยพิบัติตามธรรมชาติ ประเทศไทยจะมีสิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้โดยเร็วทันเวลาหรือไม่
1) “ผู้บริหารวิกฤต” ที่เข้าใจและสามารถแก้ปัญหาได้
2) หน่วยงานที่รับผิดชอบด้านภัยพิบัติที่สามารถดำเนินการได้อย่างเป็นเอกภาพ
3) แผนและมาตรการรองรับวิบัติภัยธรรมชาติรูปแบบต่างๆ
4) กฎหมายรองรับที่ศักดิ์สิทธิ์ มีประสิทธิภาพ
5) การจัดใช้งบประมาณอย่างโปร่งใส
6) ระบบเตือนภัยที่ดี เชื่อถือได้
7) มาตรการช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทุกกรณี
5.สังคมออนไลน์ที่ใช้ไม่ถูกทาง เรื่องนี้ดูอาจไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่หากเราพิจารณาข้อเท็จจริงว่า ทุกวันนี้คนเราได้ติดต่อสื่อสารถึงการได้อย่างรวดเร็วมากขึ้นผ่านสังคมออนไลน์เรื่องหนึ่งเรื่องที่เกิดขึ้น บางครั้งอาจสร้างผลกระทบต่อคนในสังคมเป็นวงกว้างได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว การวิพากษ์วิจารณ์ทำได้ด้วยความเสรีมากขึ้น ทำให้ขอบเขตการดูแลเฝ้าระวังการละเมิดสิทธิต่างๆ ทำได้ยากเพิ่มขึ้นไปด้วย
ดังนั้น ทุกวันนี้เราจึงเห็นประเด็นการล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคลเกิดขึ้นในสังคมออนไลน์มากขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อภาครัฐยังไม่มีมาตรการตรวจสอบ จับกุม ลงโทษ อย่างมีประสิทธิภาพ ในที่สุดก็จะนำไปสู่ความอ่อนแอของประเทศ และมีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐได้
จากสถานการณ์และปัจจัยเหล่านี้ จะเห็นได้ว่าประเทศไทยมีปัญหารอบด้านที่รอการแก้ไขอยู่ข้างหน้าอีกมากมาย
ในปี 2555 ที่กำลังจะมาถึงนี้ ผู้บริหารประเทศคงต้องดำเนินการกับเรื่องที่ค้างคามาในช่วงปี 2554 ให้แล้วเสร็จ หรืออย่างน้อยก็ให้เห็นว่า มีความคืบหน้ามากขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องมองถึงปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในปี 2555 ควบคู่กันไปด้วย
ประเทศไทยเสียโอกาสในการพัฒนาประเทศมาหลายปีแล้ว ดังนั้นในปี 2555 จึงเป็นปีที่มีผู้คาดหวังกันว่า รัฐบาลน่าจะมองเห็นปัญหาและใช้ความสามารถอย่างเต็มที่ในการแก้ไข เพื่อจัดระเบียบใหม่ภายในประเทศ ให้บ้านเมืองกลับมาแข็งแรง และประชาชนมีความสุขถ้วนหน้า
แล้วความสำเร็จจะเป็นของขวัญปีใหม่อันล้ำค่าสำหรับคนไทย







