
เริ่มศักราชใหม่ด้วยเรื่องเบาๆที่ไม่อาจไม่เบา
คงต้องขอเริ่มด้วยการสวัสดีปีใหม่กับท่านผู้อ่านทุกๆ ท่าน
คงต้องขอเริ่มด้วยการสวัสดีปีใหม่กับท่านผู้อ่านทุกๆ ท่าน
โดย..พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
ถึงแม้ว่าจะล่าช้าไป 1 สัปดาห์ก็ตาม อาจเป็นเพราะผู้เขียนเองชอบเขียนตุนไว้เพราะเป็นโรคกลัวส่งต้นฉบับไม่ทัน ก็เลยไม่ค่อยจะลงล็อกสักเท่าไร
ปีใหม่มานี้ ก็ขอเริ่มต้นกันด้วยเรื่องเบาๆ ดีกว่า ทั้งที่ตั้งใจให้คอลัมน์ที่เขียนเป็นเรื่องวิชาการที่ใกล้ตัวและควรจะทราบแต่เผอิญไม่ทราบ โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งดูเหมือนง่าย แต่ที่จริงแล้วค่อนข้างสลับซับซ้อน ยุ่งยาก ถ้าไม่ใช่บุคคลในวงการจริงๆ แล้ว ก็ยากที่จะเข้าใจ เพราะมีทั้งแง่กฎหมาย และแง่ปฏิบัติเชิงวิชาการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์ ชีวภาพ วิศวกรรม ออกแบบ ศิลปกรรม ประติมากรรม ฯลฯ ก็เลยกลายเป็นวิชาที่ค่อนข้างหนัก อีกประการหนึ่ง ผู้เขียนก็ไม่ประสงค์จะเขียนอะไรที่เฉียดใกล้กับการเมือง เอาไว้ให้ผู้ที่เขารู้เรื่องดีเขียนกันดีกว่า
วันนี้ก็เลยจะขอเป็นวันเบาๆ สักวัน แต่ไม่แน่ใจว่าเบาได้แค่ไหนเพราะพอขึ้นปีใหม่ นั่งทบทวนถึงปีที่ผ่านมาก็กังวล มองไปข้างหน้าก็ยิ่งกังวัลใหญ่ ที่กังวัลนั้นเป็นเรื่องเศรษฐกิจนะ อย่างที่บอกว่า เรื่องการเมืองไว้ให้เป็นเรื่องที่ผู้รู้ท่านอื่นกังวัลกันดีกว่า
ที่ว่ากังวัลเรื่องเศรษฐกิจนั้น เพราะมองกลับไปตั้งหลายปีมาแล้วก็บอกกันว่า เศรษฐกิจของไทย เหมือนเครื่องบินที่มี 4 ใบพัด หรือ 4 เครื่องไอพ่นก็ตาม แต่เหลือทำงานได้เพียงเครื่องเดียวคือ การส่งออก ท่านนักเศรษฐศาสตร์ทั้งหลายก็คงทราบกันดีว่า การที่ดูเศรษฐกิจว่าดี หรือไม่ ตัวหนึ่งก็คือ ผลผลิตมวลรวมประชาชาติในประเทศ หรือ GDP (Gross Domestic Product) ซึ่ง GDP นั้นประกอบด้วย การบริโภคของประชาชน การใช้จ่ายของรัฐบาล การลงทุน และการส่งออกหักลบด้วยการนำเข้า หรือเขียนกันเพื่อดูให้ง่ายๆ ว่า
GDP = C + G + I + (X – M)
เมื่อ C คือ Consumption หรือ การบริโภค
G คือ Government Expenditure หรือการใช้จ่ายของรัฐบาล
I คือ Investment หรือ การลงทุน
X – M คือ Export หักด้วย Import หรือ การส่งออก หักด้วยการนำเข้า
ดังนั้นการที่ประเทศไทยมีรายได้การส่งออกที่เป็นชิ้นเป็นอันเพียงอย่างเดียวจึงเหมือนเครื่องบินบินอยู่ได้ด้วยเครื่องยนต์เพียงเครื่องเดียว มันน่ากลัวไหมล่ะ แล้วตอนนี้ปัญหาน้ำท่วมนิคมอุตสาหกรรมถึง 4–5 แห่งก็มีผลทำให้ผลิตกันไม่ได้ จะเอาอะไรไปส่งออก พยายามคิดกันว่าต่างชาติไม่ถอนการผลิตจากไทย แต่ที่ประกาศกันเห็นๆ ว่าถอนการผลิตจากไทยคือ บริษัท ซันโย ซึ่งนอกจากจะทำให้ไม่มีของส่งออกแล้วยังทำให้คนงานตกงานอีก 2,000 กว่าคน ส่วนบริษัทที่ไม่ประกาศกันเปิดเผยก็ไม่ทราบว่ามีอีกกี่บริษัท หรือโรงงาน แล้วก็ไม่ทราบว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเปิดมาให้ดูกันหรือเปล่า นี่ยังไม่พูดถึงการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม เพราะเผอิญเป็นช่วงพีคที่ต่างชาติจะเข้ามาเที่ยวกันพอดี ก็ยกเลิกกันเป็นแถว แล้วก็ยังไม่นับผลที่กระทบกับ SME นะ
คงต้องดูว่ามูลค่าการส่งออกในปีนี้จะเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลงอย่างไรบ้าง ปัญหาการผลิตของประเทศไทยเองที่เกิดจากน้ำท่วมก็ปัญหาหนึ่ง แต่ปัญหาคนซื้อเขาไม่มีตังค์ก็เป็นปัญหาใหญ่อีกปัญหาที่มานานพอสมควร ตลาดใหญ่ และเปิดอย่างสหรัฐก็ร่อแร่ จะลุกขึ้นมายืนได้ก็ไม่ใช่ จะล้มก็ไม่เชิง กำลังซื้อก็อ่อนตามไปด้วย ส่วนยุโรปนั้น ไม่ต้องพูดถึง เหมือนคนป่วยมานานกระเสาะกระแสะ แล้วก็ทรุดลงเรื่อยๆ จะหาตังค์ที่ไหนมาซื้อเรา ถึงแม้ว่าระยะหลัง เราจะหันมาค้ากับประเทศในอาเซียนกันเองเป็นอันดับหนึ่ง แต่ 2 ตลาดที่ว่ามานี้ก็เป็นตลาดส่งออกที่สำคัญของไทยเช่นกัน
ดังนั้นเหลืออยู่เครื่องยนต์เดียว แล้วถ้าให้เครื่องยนต์นี้อ่อนแรงลงอีก จะทำไงดี เรื่องการอยู่ได้ด้วยเครื่องยนต์เดียวนี้ ก็เป็นที่รู้กันมานาน และที่ผ่านมาแม้จะมีความพยายามในหลายๆ รัฐบาลที่จะแก้ปัญหานี้ แต่ก็ยังไม่สำเร็จ มาถึงรัฐบาลปัจจุบัน แม้ไม่ได้ตั้งใจจะแก้ปัญหานี้โดยตรง แต่แค่เงินแก้ปัญหาน้ำท่วม 3.5 แสนล้านบาท ยังไม่นับเงินฟื้นฟูหลังน้ำท่วมก็น่าจะเป็นค่าใช้จ่ายของรัฐบาล (G : Government Expenditure) ที่ทำให้ จีดีพี เพิ่มขึ้นได้ การลงทุนก็คงจะมีมากขึ้นเพราะมีแผนการลงทุนเป็นล้านๆ เป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานให้ประเทศครั้งใหญ่ ทั้งการลงทุนด้านโลจิสติกส์และขนส่งยุคใหม่ – เชื่อมโยงภูมิภาค เหนือใต้ ตะวันออกตะวันตก โครงการมอเตอร์เวย์เชื่อมเมืองเศรษฐกิจ และพื้นที่อุตสาหกรรมใหม่โครงการสนามบินสุวรรณภูมิ เฟส 2 ฯลฯ หรือการเปิดพื้นที่อุตสาหกรรมใหม่ และโครงการอื่นๆ อีกมากมาย เรียกว่า 1) ถ้ามีเงินพอจะทำได้ทั้งหมดนี้ และทำกันได้จริงๆ ทั้งเงินลงทุน และการใช้จ่ายของรัฐบาลก็คงจะสูงลิ่ว พาให้การบริโภคของประชาชนสูงตามไปด้วย จีดีพีก็คงจะพุ่งกระฉูดกันใหญ่ และ 2) ถ้าเงินทุนมหาศาลนี้ไม่ตกหล่นเบี้ยบ้ายรายทางไปเสีย 30% 40% หรือ 50%
นอกจาก “ถ้า” ที่พูดถึงในข้อ หนึ่ง และข้อสองที่เป็นข้อแม้ข้างต้นแล้ว ยังมีเงื่อนไขว่าประชาชนจะมีกำลังใช้จ่ายมากมายแค่ไหน ถึงแม้จะมีค่าใช้จ่ายซ่อมแซมบ้านหลังน้ำท่วม แต่ส่วนใหญ่ก็ทำกันอย่างประหยัดเพราะไม่แน่ใจว่าปีนี้ (พ.ศ. 2555) จะมีมาอีกหรือไม่ มาแค่ไหน เอาอยู่หรือเอาไม่อยู่ จะผลักน้ำกันไปทางไหน ล้วนไม่มีความแน่นอน เรียกว่าชีวิตเหมือนฟองสบู่ล่องลอยไปในอากาศ สุดแต่ลมจะพาไป เอาแน่ไม่ได้ แถมยังมีข่าวที่ถาโถมมาเป็นเงื่อนไขอีกประเด็นคือ การผลักหนี้กองทุนฟื้นฟูให้ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งจะมีผลให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้เพิ่มขึ้น หรือดีๆ ชั่วๆ ดอกเบี้ยเงินฝากก็คงต้องลดลง ประชาชนตาดำๆ อย่างเราสงสัยจะตายหยั่งเขียด ดอกเบี้ยขึ้นและรัฐบาลใช้จ่ายกันกระจุยขนาดนี้ ก็เฉียดกับเงินเฟ้ออีก หรือถ้าดอกเบี้ยเงินฝากลดพวกกระเบียดกระเสียรหวังกินดอกเบี้ยเงินฝากก็เดือดร้อนอีก เรียกว่าเป็นเรื่องของเศรษฐศาสตร์พื้นฐานที่เห็นกันได้ง่ายๆ กันเลยทีเดียว
นี่ละที่ผู้เขียนถึงบอกว่า มองไปข้างหน้าหลังปีใหม่ ก็ยิ่งกังวล คงต้องติดตามดูการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างตาไม่กะพริบ







