
สงครามชายแดนใต้ ปัญหาท้าทาย'ยิ่งลักษณ์'
สถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ใกล้ครบ 8 ปีเต็ม และกำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 9
สถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ใกล้ครบ 8 ปีเต็ม และกำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 9
หากนับเอาเหตุการณ์ผู้ก่อความไม่สงบยกกำลังเข้าตีค่ายทหารกองพันพัฒนาที่ 4 อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส หรือที่สื่อมวลชนเรียกว่า “เหตุการณ์ปล้นปืน” เมื่อวันที่ 4 ม.ค. 2547 เป็นจุดตั้งต้น ผ่าน 5 รัฐบาล 3 กลุ่มอำนาจ ทั้งรัฐบาลไทยรักไทย คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) พลังประชาชนประชาธิปัตย์ และเพื่อไทย
ศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 ส่วนหน้า (ศจฉ.กอ.รมน. ภาค 4 สน.) รายงานสรุปตัวเลขความสูญเสียจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ตั้งแต่เดือน ม.ค. 2547 ถึงสิ้นเดือน พ.ย. 2554 ว่า มีผู้เสียชีวิตไปแล้วถึง 4,557 คน แยกเป็นผู้นับถือศาสนาพุทธ 1,910 คน นับถือศาสนาอิสลาม 2,520 คน ไม่ระบุศาสนา 127 คน บาดเจ็บรวม 8,096 คน ยังไม่นับความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ปมปัญหาสังคม และสถานการณ์ยังมีแนวโน้มยืดเยื้อไม่สิ้นสุด
ตลอดเวลาที่ทั้ง 3 กลุ่มอำนาจบริหารสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ สังคมไทยแทบไม่เคยเห็นว่า จะมีกลุ่มอำนาจใดได้เสนอวิธีการในการแก้ปัญหาด้วยแนวทางที่เหมาะสมกับลักษณะสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเลย
ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา ทั้ง 3 กลุ่มอำนาจแก้ปัญหาเหมือนๆ กัน คือใช้สิ่งที่เรียกว่า “การเมืองนำการทหาร” และสิ่งที่เรียกว่า “งานความมั่นคงและงานพัฒนา” จากยุทธศาสตร์ดังกล่าว เจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ทุกระดับ ก็ไม่สามารถเชื่อมโยงให้เกิดความเชื่อมั่นต่อสังคมได้ว่า เป็นหนทางที่ถูกต้องเหมาะสมในการแก้ปัญหามากน้อยเพียงใด หากแต่อาศัยการปฏิบัติงานไปพร้อมๆ กันในทุกๆ ด้าน จนสังคมพอมองเห็นภาพว่า เจ้าหน้าที่ทุกๆ ระดับคงเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างงานความมั่นคงและงานพัฒนา ว่า งานการพัฒนาก็คืองานการเมือง และงานความมั่นคงก็คืองานการทหาร และสุดท้ายคงเข้าใจว่า “การเมืองนำการทหาร” คือ “งานพัฒนานำการทหาร” นั่นเอง
ทุกๆ รัฐบาล ทั้ง 3 กลุ่มอำนาจต่างได้ทุ่มทุนด้านการพัฒนาลงสู่พื้นที่เป็นจำนวนเงินมหาศาล มียอดรวมของงบประมาณงานด้านการพัฒนาจำนวนหลักหมื่นล้านบาทต่อปี รวม 8 ปี งบประมาณจำนวนทั้งสิ้นประมาณ 1.5 แสนล้านบาท
ด้วยเม็ดเงินพัฒนาอย่างมหาศาล ด้วยจำนวนกำลังติดอาวุธของรัฐที่เหนือกว่ากลุ่มขบวนการก่อความไม่สงบอย่างเทียบไม่ได้ สถานการณ์ความรุนแรงก็ไม่ได้ดีขึ้น
ย่างเข้าปีที่ 9 ของการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ภายใต้รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แม้จะมีข้อจำกัดในสายตาของผู้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดอยู่สองประการสำคัญ คือ ไม่สามารถดำเนินนโยบายให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “มหานครปัตตานี” และการยุบศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ได้ ทั้งที่เป็นนโยบายหาเสียงสำคัญที่พรรคเพื่อไทยใช้เป็นนโยบายรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งในพื้นที่ แต่เมื่อแพ้การเลือกตั้ง การปฏิบัติตามนโยบายข้างต้นต้องยุติลงโดยปริยาย
อย่างไรก็ตาม แม้ว่ารัฐบาลจะไม่อาจใช้นโยบายตามที่หาเสียงไว้มาเป็นแนวทางแก้ปัญหาและมีขีดจำกัดในการกำหนดแนวทางระดับยุทธศาสตร์ให้เกิดความแตกต่าง และเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ต่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ใช่ว่ารัฐบาลนี้จะลอยตัวต่อสถานการณ์ไปได้ เพราะการแก้ไขปัญหาในระดับปฏิบัติ โดยเฉพาะการสร้างความชัดเจนในการบริหารจัดการระหว่าง ศอ.บต.ที่รับผิดชอบงานด้านพัฒนาและ กอ.รมน.ภาค 4 ที่รับผิดชอบงานด้านความมั่นคง เพื่อให้ทั้งเจ้าหน้าที่ทุกระดับและภาคประชาชนได้กระจ่างชัดเป็นเอกภาพ
ตราบใดที่ยังไม่เกิดความไม่ชัดเจน การแก้ไขปัญหาย่อมไม่เกิดเอกภาพ ตรงกันข้ามการสร้างความชัดเจนดังกล่าวจะเป็นพื้นฐานของกระบวนการแก้ไขปัญหาทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยเฉพาะในระยะสั้นหากดำเนินการได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ก็จะส่งผลให้สิ่งที่เรียกว่า “เหตุร้ายรายวัน” ซึ่งทำให้เกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของทุกๆ ฝ่ายสามารถลดลงโดยลำดับ ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นความปรารถนาทั้งของเจ้าหน้าที่และประชาชนไทยทั้งประเทศ
ขณะที่ในข้อเท็จจริง เหตุร้ายรายวันจะลดลงได้ก็ต้องเริ่มจากงานการเมืองประสบความสำเร็จ เมื่องานการเมืองประสบความสำเร็จ หน่วยงานของรัฐโดยเฉพาะหน่วยงานด้านความมั่นคงก็จะได้รับความนิยมเป็นที่ต้อนรับจากประชาชนในพื้นที่อย่างจริงใจ ไม่ใช่เกิดจากการจัดฉากสร้างภาพหรือการโฆษณาชวนเชื่อ งานการข่าวก็จะมีปริมาณมากขึ้น มีคุณภาพมากขึ้น การป้องกันเหตุร้ายอย่างเป็นฝ่ายรุก การเข้าระงับเหตุอย่างเป็นฝ่ายกระทำ กระทำของฝ่ายความมั่นคงก็จะมีประสิทธิภาพได้รับผลมากขึ้น เหตุร้ายรายวันก็จะค่อยๆ หมดไปตามความคาดหวัง เพียงแต่ว่ารัฐบาลของยิ่งลักษณ์จะมี “กึ๋น” พอที่จะใช้อำนาจที่มีอยู่เข้าไปบริหารจัดการ ศอ.บต.และ กอ.รมน.ภาค 4 เพื่อผนึกความเป็นเอกภาพ ขับเคลื่อนงานการเมืองนำการทหาร และขับเน้นงานความมั่นคงกับงานพัฒนาให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว
หากเป็นไปตามครรลองดังกล่าว โอกาสลดปริมาณหรือยุติเหตุร้ายรายวันย่อมสามารถหวังผลได้
สถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้อันยืดเยื้อ ซึ่งกำลังก้าวผ่านปีที่ 8 เข้าสู่ปีที่ 9 จึงเป็นงานท้าทายความสามารถของนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย สตรีที่ได้ชื่อว่า “นารีขี่ม้าขาว” สตรีที่เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดในการแก้ไขปัญหาสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้







