
ขยายพระราม 2 โมเดล ชาวบ้าน-รัฐ ร่วมแก้น้ำท่วม
ช่วงวิกฤตน้ำท่วมที่ผ่านมา หลังมวลน้ำมหาศาลไหลท่วมจากพื้นที่ จ.นนทบุรี เข้าสู่พื้นที่ฝั่งธนบุรีของกรุงเทพมหานคร (กทม.)
โดย...ธเนศน์ นุ่นมัน
ช่วงวิกฤตน้ำท่วมที่ผ่านมา หลังมวลน้ำมหาศาลไหลท่วมจากพื้นที่ จ.นนทบุรี เข้าสู่พื้นที่ฝั่งธนบุรีของกรุงเทพมหานคร (กทม.) พื้นที่ถัดไปซึ่งทุกฝ่ายกังวลว่าจะได้รับผลกระทบตามมาคือ ถนนพระราม 2 เส้นทางคมนาคมสู่ภาคใต้ที่เหลืออยู่เพียงเส้นทางเดียว แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับไม่ดำเนินการใดๆ เพื่อปกป้องเส้นทางสายนี้ไว้ แต่หันไปกู้เส้นทางสาย 340 บางบัวทองสุพรรณบุรี แทน
เมื่อวิกฤตคลี่คลายลง และถนนพระราม 2 รอดพ้นจากการถูกน้ำท่วม ผลสำเร็จล้วนเกิดจากความร่วมมือร่วมใจของภาคประชาชนหลายฝ่าย
“ฝั่งธนบุรี เป็นพื้นที่ซึ่งนักวิชาการ รัฐบาล และ กทม.เห็นว่าต้องปล่อยตามธรรมชาติ ไม่มีการสนับสนุน แต่เราไม่ยอมให้เป็นอย่างนั้น ไม่ยอมเป็นผู้ประสบภัยที่รอเพียงการอพยพ” รสนา โตสิตระกูล สว.กทม.เล่าถึงจุดเริ่มต้นที่ทุกฝ่ายจับมือกันและประกาศปกป้องพื้นที่ฝั่งธนบุรีตอนใต้และถนนพระราม 2
เพื่อปกป้องพื้นที่ของตนเอง เครือข่ายประชาชน องค์กร รวมถึงข้าราชการ ได้ริเริ่ม “โครงการต้นแบบผลักดันน้ำสู่อ่าวไทยผ่านคลองพระยาราชมนตรี” ซึ่งรสนาเล่าถึงรายละเอียดแนวคิดแรกเริ่มของโครงการนี้ว่า
“หลังวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ปี 2538 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงออกแบบการจัดการน้ำ มีการสร้างระบบแก้มลิงริมทะเลทั้งสองฝั่ง หลังจากคณะ สว.ที่ได้ไปเยี่ยมโครงการแก้มลิงคลองสนามชัย คลองมหาชัย ในพระราชดำริฝั่งธนบุรี เป็นพื้นที่รับน้ำได้วันละ 7 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่คลองแนวดิ่งตื้นเขิน จึงคิดใช้วิธีเร่งน้ำตามแนวพระราชดำริ โดยใช้เครื่องผลักดันน้ำติดตั้งในคลองแนวดิ่ง”
จากแนวคิดที่กล่าวมา เครื่องผลักดันน้ำจึงถูกติดตั้งในคลองราชมนตรี คลองสนามชัย และคลองเล็ก เช่น สะแกงาม เร่งน้ำให้ไหลลงอ่าวไทย ตัวเครื่องผลักดันน้ำก็ระดมมาจากหลายหน่วยงาน ทั้งจากภูมิปัญญาชาวบ้านและจากหน่วยงานราชการ ใช้ศักยภาพคลองแนวดิ่งทุกคลองเร่งผันน้ำไปที่ปลายคลอง ซึ่งมีสถานีสูบน้ำต่อไปยังแก้มลิง คลองมหาชัย คลองสนามชัย ด้วยระยะที่สั้นมาก เพียง 9 กิโลเมตร
“หลังจากรัฐบาลประกาศทิ้งฝั่งธนบุรี ก็เป็นโอกาสที่จะดำเนินการได้อย่างเป็นอิสระยิ่งขึ้น เครือข่ายต่างๆ สามัคคีกันมากขึ้น แม้จะผ่านความขัดแย้ง มีการปิดถนนถึง 3 ครั้ง แต่ก็ผ่านพ้นไปได้จากการเรียนรู้ที่จะแก้วิกฤตร่วมกัน เราเห็นร่วมกันว่า ถ้าสามารถเร่งน้ำให้ไหลผ่านคลองเหล่านี้ก็จะผ่อนหนักเป็นเบาให้กับชุมชนที่กำลังถูกน้ำท่วมขัง” รสนา เล่าถึงขั้นตอนการสร้างความร่วมมือร่วมใจท่ามกลางวิกฤต
ใช่แค่ความร่วมมือ ร่วมใจ แต่ยังรวมถึงการร่วมกันคิด ค้นคว้าเครื่องผลักดันน้ำที่สร้างจากภูมิปัญญาชุมชนที่เรียกว่า การเป่าฟอง โดยใช้ถังน้ำมันเชื่อมต่อกัน 2 ถัง เป็นเสมือนอุโมงค์ท่อส่งน้ำ ผลการติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำชุดแรกแสดงให้เห็นได้ชัดว่า จากคลองที่น้ำนิ่งเกิดการขยับไหล จึงนำแนวคิดมาขยายผลเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้น้ำที่ท่วมขังมีระดับต่ำลงและลดระยะเวลาการท่วมขัง ผลก็คือ บางจุดมีน้ำท่วมเพียงสัปดาห์เดียวเท่านั้น
ความสำเร็จในการปกป้องถนนพระราม 2 เป็นสิ่งที่ สว.กทม.ระบุอีกว่า ประชาชนในพื้นที่ได้ตระหนักแล้วว่า จะต้องพึ่งตัวเองก่อนที่จะหวังให้รัฐบาลช่วย โครงการต้นแบบผลักดันน้ำสู่อ่าวไทยผ่านคลองพระยาราชมนตรีจะเป็นแบบอย่างให้พื้นที่อื่นๆ เห็นว่าพื้นที่ที่ซึ่งแม้จะไม่มีโครงสร้างการระบายน้ำพื้นฐานของหน่วยงานรัฐ ก็สามารถผ่านพ้นวิกฤตไปได้ด้วยความสามัคคี และแนวคิดนี้จะถูกนำไปเป็นพิมพ์เขียวในการรับมือกับภัยพิบัติในอนาคตอีกด้วย
“หลายสิ่งที่เราเรียนรู้จากวิกฤตที่ผ่านมา ซึ่งนอกเหนือจากความสามัคคีคือ เรื่องการผสานความรู้ที่ได้จากทุกกลไกของสังคม ความรู้จากคนในพื้นถิ่นเรื่องคลองต่างๆ ที่คนในพื้นที่รู้ดีว่าเป็นกลไกอย่างไรในการระบายน้ำออกจากพื้นที่ ต้องตั้งเครื่องผลักดันน้ำตรงจุดไหนจึงจะมีประสิทธิภาพ ตรงไหนเป็นคลองตันที่ไม่ได้ทำหน้าที่ระบายน้ำ เรื่องนี้จะส่งผลให้การลงไปทำงานในพื้นที่รวดเร็วยิ่งขึ้น และสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า รัฐบาลจะต้องกำหนดให้ภาคประชาชนเข้ามามีบทบาทในการวางโครงสร้างจัดการน้ำในท้องที่ที่มีความเสี่ยงต่อน้ำท่วมในอนาคตมากขึ้น” รสนา กล่าวทิ้งท้าย







