
ศึกชิง'จตุจักร' สงครามผลประโยชน์และการเมือง
ดูท่าจะยังไม่ยุติลงง่ายๆ การช่วงชิงโอกาสเข้าไปบริหารจัดการ “ตลาดนัดจตุจักร” ที่แม้ล่าสุดคณะรัฐมนตรี (ครม.)
โดย...ทีมข่าวการเมือง
ดูท่าจะยังไม่ยุติลงง่ายๆ การช่วงชิงโอกาสเข้าไปบริหารจัดการ “ตลาดนัดจตุจักร” ที่แม้ล่าสุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะมีมติเมื่อวันที่ 27 ธ.ค.ที่ผ่านมา เห็นชอบให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ในฐานะเจ้าของที่ดินเข้าบริหารจัดการพื้นที่ตลาดนัดจตุจักร โดยให้กระทรวงคมนาคมไปจัดทำรายละเอียดการจัดตั้งบริษัทลูกขึ้นมาบริหารจัดการต่อไป
ทว่า กรุงเทพมหานคร (กทม.) ซึ่งรับหน้าที่เข้าไปบริหารตลาดนัดจตุจักรมานานกว่า 30 ปี และกำลังจะหมดสัญญาลงในวันที่ 1 ม.ค. 2555 ต้องส่งมอบพื้นที่คืนให้กับ ร.ฟ.ท. ในวันที่ 2 ม.ค. 2555 ก็ยังไม่ลดความพยายามหาช่องทางที่จะเข้าไปบริหารต่อไป โดยพยายามเดินเกมยื้อถ่วงเวลาออกไปช่วงนี้ และหาช่องทางตามกฎหมาย
ท่าทีล่าสุด ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ออกมาระบุชัดว่า จากการตรวจสอบมติ ครม. พบว่า ครม.ไม่ได้ให้อำนาจ ร.ฟ.ท.รับผิดชอบบริหารตลาดนัดจตุจักรแต่อย่างใด และภายหลังวันที่ 1 ม.ค. 2555 ซึ่งจะเป็นวันสิ้นสุดสัญญาเช่า หากทาง ร.ฟ.ท.จะเข้ามาดำเนินการรื้อถอนทรัพย์สินของ กทม. ก็จะต้องมีการตกลงให้ชัดเจนก่อนว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าดำเนินการรื้อถอน
ชัดเจนว่าภายหลังผู้บริหาร กทม. และฝ่ายกฎหมายประชุมหารือถึงเรื่องนี้ เตรียมส่งเรื่องไปยังรัฐบาลเพื่อขอมติ ครม. ในส่วนที่ ร.ฟ.ท.จะเข้าไปบริหารจัดการพื้นที่ แต่ไม่ได้แจ้งให้ทาง ครม.ทราบว่าเป็นการเข้าไปบริหารตลาดนัด แต่เป็นการบริหารจัดการในพื้นที่ เพราะที่ผ่านมา กทม.ก็อยู่ภายใต้การจัดพื้นที่ของ ร.ฟ.ท.อยู่แล้ว
รวมไปถึงการที่ ร.ฟ.ท. เสนอจะตั้งบริษัทลูกเพื่อบริหารจัดการพื้นที่ แต่ไม่ได้ระบุว่าเป็นการบริหารจัดการตลาดนัดจตุจักร ซึ่งยังไม่เห็นรายละเอียดชัดเจน ซึ่ง กทม.พยายามตีความว่า หาก กทม.เข้าไปจัดการตลาดจตุจักรด้วยมติ ครม. ดังนั้นการจะพ้นจากการจัดการบริหารก็ต้องไปเป็นตามมติ ครม.เช่นกัน จึงได้พยายามประสานสอบถามรายละเอียดถึงมติ ครม.
นอกจากนี้ ข้อมูลจาก สัญญา จันทรัตน์ ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. ระบุว่า แม้ กทม.จะหมดสัญญาเช่าในวันที่ 2 ม.ค. 2555 แต่ภาระผูกพันตามสัญญาเช่า กทม. ต้องมีเวลาตามสัญญาข้อ 10 ในการจัดการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเพื่อปรับพื้นที่คืนให้ ร.ฟ.ท. เพราะหากไม่ทำตาม อาจถูกเรียกร้องค่ารื้อถอนภายหลังได้
อีกประเด็นสำคัญที่ทาง กทม.และพรรคประชาธิปัตย์นำมาหักล้างกับทาง ร.ฟ.ท. ก็คือ พ.ร.บ.การรถไฟแห่งประเทศไทย ในมาตรา 6 และ 9 ไม่ได้ระบุให้ ร.ฟ.ท.สามารถไปประกอบกิจการบริหารตลาดนัดได้ ทำได้เพียงแค่การเช่าที่เหมือนกับที่ทำกับทาง กทม.
เรื่องนี้ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.คมนาคม ชี้แจงผ่านกระทู้ถามสดในสภา ยืนยันชัดเจนว่า ร.ฟ.ท.สามารถบริหารตลาดนัดจตุจักรได้ ระหว่างนี้มีแนวคิดที่จะตั้งบริษัทลูกขึ้นมาเพื่อดูแลเรื่องนี้ มีการร่างระเบียบต่างๆ ไว้เรียบร้อยแล้ว
“หากไม่ได้ก็จะไม่คืนกลับไปให้ กทม.ทำแน่นอน”
อีกประเด็นที่ถกเถียงกันมาก คือการขยับราคาค่าเช่าจากเดิมที่ 24 ล้าน เป็น 420 ล้านบาทนั้น ทางประชาธิปัตย์เห็นว่าเป็นการขยับที่ก้าวกระโดดเกินไป ขณะที่ ร.ฟ.ท.อ้างว่า 30 ปี มีรายได้เพียง 180 ล้านบาท การคำนวณราคานี้มีการประเมินตามมูลค่าสินทรัพย์
เวลานี้จึงต้องจับจ้องไปที่บริษัทลูกของ ร.ฟ.ท. ที่จะตั้งขึ้นมาทำหน้าที่บริหารตลาดนัดว่า เป็นกลุ่มใด สายใดที่จะช่วยให้สามารถต่อจิ๊กซอว์ ร้อยเรื่องราวการเคลื่อนไหวครั้งนี้ได้ชัดเจนขึ้น
แน่นอนว่าเวลานี้ การออกมาเป็นโต้โผของ พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก รมช.คมนาคม หนีไม่พ้นที่จะตกเป็นเป้าสายตากับการเดินหน้าเรื่องนี้ รวมไปถึง นิสิต สินธุไพร ในฐานะประธานคณะทำงาน รมช.คมนาคม หรือเฉลิมชัย จีนะวิจารณะ อดีต สส.เพื่อไทย ในพื้นที่ที่เริ่มเห็นการเคลื่อนไหว
ต้องยอมรับว่า ความพยายามดึงแหล่งรายได้ก้อนใหญ่ของ กทม.อย่างสวนจตุจักรกลับไปให้ทาง ร.ฟ.ท. ดูแลบริหารเองนั้น ถูกเชื่อมโยงไปยังศึกทางการเมืองระหว่าง กทม. ที่อยู่ในความดูแลรับผิดชอบจากฝั่งประชาธิปัตย์ กับทางพรรคเพื่อไทยที่ดูแลรับผิดชอบกระทรวงคมนาคม ที่ดูแล ร.ฟ.ท. อีกชั้นหนึ่ง
ที่สำคัญยังเป็นจังหวะการช่วงชิงระหว่างประชาธิปัตย์และเพื่อไทย ที่จะส่งผลต่อไปถึงการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ที่จะเกิดขึ้นช่วงกลางปีหน้าอย่างเลี่ยงไม่ได้ หลังจากในช่วงน้ำท่วม ทั้ง กทม. และรัฐบาลเองก็งัดข้อกันมาหลายรอบ ครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นช่วงชิงจังหวะกันอีกรอบ
จังหวะนี้นอกจากจะเป็นโอกาสให้ดึงรายได้ก้อนโตคร่าวๆ ราวพันกว่าล้านบาทต่อปี ที่จะเป็นของ กทม. ให้เข้ามาอยู่กับ ร.ฟ.ท. แล้ว อีกด้านหนึ่งยังเป็นโอกาสให้ได้สร้างผลงานถ้า ร.ฟ.ท.บริหารตลาดได้ดีกว่าที่ กทม.เคยดำเนินการมา ย่อมส่งผลให้คะแนนเสียงของพรรคเพื่อไทยในพื้นที่ กทม. ที่เทน้ำหนักเลือกผู้ว่าฯ กทม. จากฝั่งประชาธิปัตย์ต่อเนื่องมาถึง 3 สมัย ยังไม่รวมกับการดึงฐานเสียงจากบรรดาผู้ค้าในพื้นที่ให้มาสนับสนุนพรรคเพื่อไทยกลายๆ
แน่นอนว่าค่าเช่าแผงจากเพียงแค่หลักร้อยที่เช่าช่วงต่อกันเป็นทอดๆ จนว่ากันว่าสูงถึง 34 หมื่นบาทต่อแผง ยิ่งทำให้ตลาดนัดแห่งนี้กลายเป็นขุมทรัพย์ก้อนโต แต่ผู้ค้าส่วนใหญ่ได้ทำสัญญาต่อเนื่องไว้แล้ว ยากจะเข้าไปแตะต้องแก้ไข
ทว่ารายได้อีกส่วนหนึ่ง คือพื้นที่โดยรอบตลาดที่มีผู้ค้าเข้าไปเปิดขายของ ซึ่งเป็นอีกรายได้ก้อนโตนอกเหนือจากรายได้จากแผงประจำ ที่สำคัญยังถูกมองว่าเป็นรายได้ที่หล่นหายไประหว่างทาง ไม่มีรายงานการจัดเก็บอย่างแผงที่อยู่ในระบบชัดเจน
ว่ากันว่าผลประโยชน์ตรงนี้ถูกรุมทึ้งจากหลายฝ่าย ทั้งภาคการเมืองระดับท้องถิ่น หรือระดับชาติ หรือแม้แต่ตัวแทนจากพรรคการเมืองบางพรรค
ท่าทีจาก อรุณ ศรีจรูญ ผู้อำนวยการตลาดนัดสวนจตุจักร มือขวาของ บัญญัติ บรรทัดฐาน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พยายามหยิบยกผลกระทบที่จะทำให้ลูกจ้างชั่วคราวถูกเลิกจ้าง 300 ตำแหน่ง และภาระที่ผู้ค้าจะต้องจ่ายค่าเช่าที่เพิ่มมากขึ้น
เรื่องนี้จึงเป็นภาพยนตร์ยาว ที่จะต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะออกมาอย่างไร







