
แก้โทษเสธ.น็อตค้าไอซ์คุก41ปี
ศาลอุทธรณ์แก้โทษ เสธ.น็อต-พวก ค้าไอซ์ เหลือจำคุก41ปี ปรับ 3 ล้าน
ศาลอุทธรณ์แก้โทษ เสธ.น็อต-พวก ค้าไอซ์ เหลือจำคุก41ปี ปรับ 3 ล้าน
ที่ห้องพิจารณา 812 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 28 ธ.ค. เวลา 11.00 น. ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีหมายเลขดำ อย.2154/2550 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดียาเสพติด 2 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พ.ต.ชานนท์ หรือ เสธ.น็อต ชิณวงศ์ อายุ 46 ปี อดีตนายทหารประจำ บก.ทหารสูงสุด ช่วยราชการส่วนหน้า 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จ.ยะลา , นายสุขุม หรือเบียร์ เจือแจ่มจันทร์ อายุ 34 ปี และนายวิฑูรย์ หรือผู้ใหญ่ฑูรย์ นิยกิจ อายุ 47 ปี อดีตผู้ใหญ่บ้าน เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด , ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์)เพื่อจำหน่ายและจำหน่าย , จัดหาที่พำนัก หรือที่ซ่อนเร้นเพื่อช่วยเหลือแก่ผู้กระทำผิด , เสพยาเสพติด มีเมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน (ยาอี) ไว้ในครอบครอง ตามความผิดพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และฐานปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม
โดยอัยการโจทก์ ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 4 ก.ค. 50 ระบุพฤติการณ์ความผิดสรุปว่า ระหว่างวันที่ 20 ก.พ. -11 เม.ย. 50 เวลากลางวัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นข้าราชการทหาร จำเลยที่ 3 ที่เป็นผู้ใหญ่บ้าน กับพวกที่ถึงแก่ความตาย ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน (ยาไอซ์) 7 ถุง น้ำหนัก 12.772กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และร่วมกันจำหน่ายยาไอซ์ 2 ถุง น้ำหนัก 1.010 กรัมให้สายลับที่ล่อซื้อในราคา6,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดหาห้องเลขที่ 305เดอะลิฟวิ่งรูม อพาร์ตเมนต์ แขวงและเขตดินแดง กทม.เพื่อให้ความสะดวกในการมั่วเสพยาไอซ์ และเป็นที่ประชุมสำหรับตกลงในการนำยาเสพติดไปจำหน่าย และจำเลยที่ 1 ยังมียาอี 1ซอง น้ำหนัก 0.250 กรัม และร่วมกันเสพ ซึ่งเจ้าพนักงานจับกุมจำเลยทั้งสามพร้อมได้ยาไอซ์ อุปกรณ์การเสพ โทรศัพท์มือถือ เป็นของกลาง นอกจากนี้จำเลยที่ 2ยังปลอมแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์อีกด้วย
คดีนี้ศาลชั้นต้นมีพิพากษาเมื่อวันที่24 มิ.ย.52 ให้จำคุกจำเลยที่ 1 และ 3 ฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด , ร่วมกันมียาไอซ์เพื่อจำหน่ายและจำหน่าย และร่วมกันเสพยาเสพติด คนละ 58 ปี แต่ตามกฎหมายเมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุกไว้สูงสุดจำเลยที่1 และ 3ไว้คนละ 50 ปี และปรับคนละ 3.6ล้านบาท ส่วนจำเลยที่ 2 มีความผิดฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด , ร่วมกันมียาไอซ์ เพื่อจำหน่ายและจำหน่าย , ฐานเสพยาเสพติด , ปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม รวมจำคุกจำเลยที่ 2 ไว้เป็นเวลา 15 ปี 18 เดือน และปรับ 900,000บาท ต่อมาจำเลยทั้งสาม ยื่นอุทธรณ์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ประชุมตรวจสำนวนแล้ว เห็นว่า ที่จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ในประเด็นว่าของกลางที่ถูกค้นพบที่ห้องพัก 302ใช้อ้างเป็นพยานไม่ได้ เพราะเป็นการตรวจค้นโดยไม่มีหมายค้นและไม่ได้กระทำต่อหน้าจำเลยที่1ศาลเห็นว่าการตรวจค้นห้องพักเจ้าหน้าที่ตำรวจกระทำต่อเนื่องใกล้ชิดในการจับกุมจำเลยทั้งสามกับพวก โดยมีเหตุสมควรเชื่อว่าหากดำเนินการล่าช้าสิ่งของที่มีไว้ที่เป็นความผิด หรืออาจจะเป็นหลักฐานพิสูจน์ความผิดจำเลยที่ 1 ได้ จะถูกทำลายและโยกย้ายเสียก่อน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงมีอำนาจตรวจค้นได้ และสิ่งที่ได้จากการตรวจค้นสามารถใช้อ้างเป็นพยานหลักฐานได้ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ไม่มีเหตุตามกฎหมายที่จะให้รับฟัง เช่นเดียวกับประเด็นโต้แย้งเรื่องการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของคนใกล้ชิดจำเลยที่2 อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสาม จึงฟังไม่ขึ้น
แต่เมื่อพิจารณาถึงพฤติการณ์ของจำเลยทั้งสามแล้ว ศาลอุทธรณ์เห็นว่าการที่ศาลชั้นต้นพิพากษาจำเลยที่ 1 และ 3 นั้นหนักเกินไป ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด เห็นควรวางโทษใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี จึงพิพากษาแก้ว่า ให้จำคุกจำเลยที่ 1 และ 3 คนละ 30 ปี และปรับคนละ 2 ล้านบาท ฐานร่วมกันมียาไอซ์ไว้เพื่อครอบครองและจำหน่าย และจำคุกอีกคนละ 10 ปี และปรับคนละ1 ล้านบาท ฐานร่วมกันจำหน่ายยาไอซ์ รวมจำคุกจำเลยที่ 1 และ 3 คนละ 41 ปี และปรับคนละ3 ล้านบาท
ส่วนจำเลยที่ 2ศาลเห็นว่าที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลดโทษให้เพียงหนึ่งในสี่ของทุกกระทงความผิดนั้นน้อยเกินไป เมื่อคำให้การของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่มาก จึงเห็นควรลดโทษให้จำเลยที่2 หนึ่งในสามทุกกระทงความผิด โดยให้จำคุกจำเลยที่ 2 รวม 4 กระทง เป็นเวลา 13 ปี 20เดือน และปรับ 800,000 บาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์วันนี้ มีเพียงจำเลยที่1 และ 2 ที่ถูกเบิกความมาจากเรือนจำคลองเปรม มาฟังคำพิพากษา ส่วนจำเลยที่ 3 นั้น ถูกควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำเขาบิน จ.ราชบุรี ศาลจึงอ่านคำพิพากษาให้เฉพาะจำเลยที่1 และ 2 ฟัง ส่วนจำเลยที่ 3 ก็จะนัดฟังคำพิพากษาต่อไป
สำหรับ พ.ต.ชานนท์ หรือเสธ.น็อต จำเลยที่ 1 กับพวกนั้น ยังถูกศาลอาญา พิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อ.2419/2550 ฐานร่วมกันฆ่าเจ้าพนักงาน พยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ และต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.138,140,289 จากเหตุยิงปะทะระหว่างพวกจำเลย กับกลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้าจับกุมที่ เดอะลิฟวิ่งรูม อพาร์ตเมนต์ เมื่อวันที่ 11 เม.ย.50 จนเป็นเหตุ ด.ต.มาโนช ศรีละคร และ ส.ต.ท.ไสว อาจหนองหว้า เจ้าพนักงานที่ร่วมจับกุมเสียชีวิต ซึ่งศาลให้ประหารชีวิต พ.ต.ชานนท์ จำเลยที่ 1 และนายวิฑูรย์ จำเลยที่ 3 ส่วนจำเลยที่ 2 ให้จำคุก 10 ปี โดยคดีดังกล่าวอยู่ระหว่างฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์







