การค้าลงทุนไทย-จีนเพิ่มหลังหยวนผงาดเงินสกุลหลักโลก
การลงนามในข้อตกลงว่าด้วยการแลกเปลี่ยนเงินตราแบบทวิภาคี (Bilateral Swap Agreement)
การลงนามในข้อตกลงว่าด้วยการแลกเปลี่ยนเงินตราแบบทวิภาคี (Bilateral Swap Agreement)
โดย...ทีมข่าวการเงิน
การลงนามในข้อตกลงว่าด้วยการแลกเปลี่ยนเงินตราแบบทวิภาคี (Bilateral Swap Agreement) ระหว่างธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และธนาคารกลางของสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่มีการลงนามไปเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ในโอกาสที่รองประธานาธิบดีของสาธารณรัฐประชาชนจีนเดินทางมาเยือนไทย
การลงนามดังกล่าวเป็นการตกลงการแลกเปลี่ยน (สวอป) เงินบาทเป็นเงินหยวนได้โดยไม่ต้องผ่านเงินตราต่างประเทศสกุลอื่นเป็นตัวกลางเหมือนในอดีต การเปิดสวอปไลน์ครั้งนี้เป็นเงิน 7 หมื่นล้านหยวน หรือ 3.2แสนล้านบาท
วงเงินดังกล่าวนั้นเป็นการคำนวณว่าปริมาณการค้าระหว่างไทยและจีนจะขยายตัวปีละ 20% ซึ่งปัจจุบันไทยค้าขายกับจีนอยู่ที่ระดับ 7.5 แสนล้านบาท โดยไทยเป็นฝ่ายขาดดุลการค้า
ข้อตกลงนี้เป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว เพราะเป็นการลดต้นทุนให้กับผู้ส่งออกและนำเข้าทั้งสองฝ่าย ไม่ต้องไปชำระเงินเป็นเงินสกุลเหรียญสหรัฐ ที่จะต้องนำเงินบาทไปซื้อเงินเหรียญสหรัฐชำระค่าสินค้า และไม่ต้องนำเงินเหรียญสหรัฐไปแลกเป็นเงินหยวน กลับไปกลับมาให้เสียค่าธรรมเนียมและรับความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน
แหล่งข่าวจากสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า เห็นด้วยที่ ธปท.ศึกษาความเป็นไปได้การแลกเปลี่ยนเงินบาทและเงินหยวนของจีนซึ่งจะเพิ่มช่องทางการแลกเปลี่ยนเงินให้กับผู้ส่งออกที่ทำการค้าด้วยสกุลเงินหยวน เพราะต่อไปทิศทางการใช้เงินหยวนจะมีจำนวนมากขึ้น
อุสรา วิไลพิชญ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) กล่าวว่า ข้อตกลงการแลกเปลี่ยนเงินบาทและเงินหยวนของจีน จะเป็นประโยชน์ต่อการค้าระหว่าง2 ประเทศในอนาคต แต่คงไม่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงค่าเงินในระยะเวลาอันใกล้
ทั้งนี้ การลงนามในสัญญาดังกล่าวเป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านการเงิน เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุนระหว่างกัน มีโอกาสที่ไทยจะดึงเงินลงทุนตรงได้มากขึ้น หรือจีนอาจใช้ไทยเป็นฐานการผลิต ลดขั้นตอนการทำธุรกรรมด้านการเงิน
อย่างไรก็ดี กลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่คงไม่ต้องการถือเงินหยวน ซึ่งได้จากการขายสินค้าในปริมาณมาก เพราะช่องทางตลาดเงินหยวนยังไม่ลื่นไหล เมื่อเทียบเงินสกุลหลักอย่างเงินเหรียญสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม มีคำเตือนจากนายธนาคารว่า กลุ่มผู้ที่จะได้ประโยชน์จริง คือ กลุ่มผู้ประกอบการรายเล็ก เพราะเงินหยวนที่ถืออยู่ในมือมีจำนวนไม่มาก ส่วนใหญ่จะเป็นการใช้เพื่อค้าขาย
มีความเป็นไปได้ว่า ผู้ประกอบการรายใหญ่ก็จะเกิดคำถามว่า มีเหตุผลอะไรที่ต้องถือเงินหยวนในปริมาณมาก เพราะแม้ปัจจุบันธนาคารพาณิชย์จะมีการรับฝากบัญชีเงินหยวน แต่ผลตอบแทนที่ได้อาจไม่ดีเหมือนกับเงินสกุลอื่น
ขณะที่เงินเมื่อผ่านช่องทางธนาคารพาณิชย์ ธนาคารก็ต้องดูว่าจะนำเงินหยวนไปใช้ประโยชน์ในด้านใดได้บ้าง
สุชาดา กิระกุล รองผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2552 การชำระเงินหยวนของผู้ประกอบการไทยในจีนมีเพียง 350 บริษัท และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ดี การที่จีนเปิดศักราชใหม่ทางด้านการเงินกับไทยนั้น จะเป็นการสร้างความเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจให้กับจีนอย่างเด่นชัดขึ้น และเป็นการผลักดันให้ค่าเงินหยวนเป็นเงินสกุลหลักของการค้าขายในโลกไม่แพ้สกุลเหรียญสหรัฐ ยูโร หรือเงินเยนของญี่ปุ่น
หลังจากจีนเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก หรือดับเบิลยูทีโอ สหรัฐยังคงสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินหยวนของจีนมากยิ่งขึ้น พร้อมกล่าวหาว่าค่าเงินหยวนอ่อนค่าเกินจริงถึง 20% จึงพากันกดดันให้จีนปรับเพิ่มค่าเงินหยวนให้ใกล้ค่าแท้จริงโดยเร็ว ซึ่งหลังจากจีนเป็นสมาชิกดับเบิลยูทีโอจนถึงปัจจุบัน ค่าเงินหยวนแข็งค่าขึ้นมาแล้วประมาณ 23%
รัฐบาลจีนได้ดำเนินการเป็นระยะที่จะทำให้เงินหยวนเป็นเงินสกุลหลักของเอเชียโดยล่าสุดในปี 2553 ได้ประกาศตั้งศูนย์กลางการเงินที่คุนหมิง มุ่งเน้นเป็นศูนย์กลางของอาเซียนและเอเชียใต้ รวมถึงตะวันออกกลาง โดยกำหนดเป็น 3 ขั้นตอน คือ
ระยะแรก เป็นศูนย์กลางใช้เงินหยวนชำระเงินทำการค้าต่างประเทศ
ระยะที่สอง เป็นศูนย์กลางใช้ขยายการทำธุรกรรมการเงินต่างๆ กับต่างประเทศ
ระยะที่สาม เป็นศูนย์กลางพัฒนาการใช้เงินหยวนกว้างขวางมากขึ้น และเป็นพื้นฐานสำคัญในการยกระดับเงินหยวนให้เป็นเงินสกุลหลัก สามารถใช้เป็นเงินทุนสำรองระหว่างประเทศควบคู่กับเหรียญสหรัฐและเงินยูโร
นอกจากนี้ จีนส่งเสริมให้มีการใช้เงินหยวนทำการค้าซื้อขายในรูปแบบการค้าชายแดนกับประเทศที่มีดินแดนติดต่อกับจีน โดยเฉพาะการค้าขายกับอาเซียน ให้มีการต่อยอดจากค้าชายแดนเป็นการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านด้วย พร้อมกับกำหนดให้การค้าชายแดนกับประเทศเทศอาเซียนที่มีชายแดนติดกับจีนเพิ่มขึ้น
การผ่อนปรนการควบคุมการใช้เงินหยวนในเวทีสากล ส่งเสริมให้มีการใช้เงินหยวนในวงการธุรกิจการค้าระหว่างประเทศให้กว้างขวางมากขึ้น ซึ่งคาดว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเงินสกุลหยวนจะผงาดเป็นเงินสกุลหลักของโลกอย่างแน่นอน
ฉะนั้น ไทยซึ่งเป็นพันธมิตรที่สำคัญของจีนจะได้ประโยชน์จากการนี้บ้างทั้งในด้านการลงทุน ที่นักลงทุนไทยและจีนสามารถเข้าและออกไปลงทุนได้ในต้นทุนการเงินที่ต่ำลง
ทำให้การค้าการลงทุนยิ่งลื่นไหล แต่ใครจะเกินดุลหรือขาดดุลการค้า ก็เป็นเรื่องที่จะต้องติดตามผลกันต่อไปว่า เมื่อพี่ใหญ่อย่างจีนเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลกอีกขาหนึ่งแล้ว น้องอย่างไทยจะได้ประโยชน์มากขึ้นอีกมากเช่นกัน


