
มาร์ค ชี้นายกฯ ต้องชัดเจนปม สสร.
อภิสิทธิ์ ชี้ นายกฯ ต้องชัดเจนเรื่อง ส.ส.ร. – แนะคิดบวกโครงการทวาย
อภิสิทธิ์ ชี้ นายกฯ ต้องชัดเจนเรื่อง ส.ส.ร. – แนะคิดบวกโครงการทวาย
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ในรายการฟ้าวันใหม่ ทาง Blue Sky Channel เกี่ยวกับฉายาที่สื่อมวลชนตั้งให้กับผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรว่า "หล่อดีเลย์" นั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวตอบอย่างอารมณ์ดีว่า ตนโดนตั้งฉายาทุกปีเป็นประเพณีของสื่อสายรัฐสภา และสื่อทำเนียบ ซึ่งตนก็มีหน้าที่รับฟังเท่านั้น
ส่วนเรื่องที่เกี่ยวกับการแก้รัฐธรรมนูญ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องยอมรับกันว่าเป็นนโยบายของรัฐบาลที่ได้ระบุเอาไว้ตอนแถลงนโยบายต่อสภาฯ และได้ใช้หาเสียงด้วย ในเรื่องนี้หากรัฐบาลต้องการให้เกิดความชัดเจน นายกฯ ต้องออกมายืนยันว่านโยบายในเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร จะใช้กระบวนการอย่างไร และไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการนิรโทษกรรมล้างผิด หากทำอย่างนี้ก็จะได้ดำเนินการไปตามกระบวนการ
“ถ้าจะแก้ 291 ก็หมายความว่าจะมี ส.ส.ร. ถ้าจะมี ส.ส.ร. ก็ไม่ควรพูดว่าจะไปแก้มาตราไหน เพราะเป็นหน้าที่ ส.ส.ร. ที่จะไปดู ยกเว้นแต่ว่าเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้ง ก็พูดกันให้ชัดไปเลยว่าเวลาตั้ง ส.ส.ร. บางหมวด ยกตัวอย่างมีคนส่วนมากน่าจะเกือบทั้งหมดที่มองว่าหมวดพระมหากษัตริย์ ก็ไม่จำเป็นต้องไปแก้ไขอะไร ก็อาจระบุว่า ส.ส.ร. สามารถเสนอแก้ตั้งแต่หมวดอื่นเป็นต้นไป แล้วก็ผมคิดว่าพูดให้ชัด ตกลงว่าเรื่องนิรโทษกรรมด้วยวิธีการที่จะพยายามไปลบล้างนั้น มาตรา 309 เป็นอย่างไรกันแน่ ในความเห็นผมมองว่ามาตรา 309 เป็นมาตราที่เป็นบทเฉพาะกาล คือใช้ไปแล้วและจบไปแล้ว ถ้าบอกว่ามันไม่จบแล้วก็ทำให้เกิดคำถามขึ้นมามากมายว่า จากรัฐธรรมนูญปี 50 มาตรา 309 ที่บอกว่าที่เกิดขึ้นก่อนหน้าจะมีรัฐธรรมนูญนี้ เนื่องจากมีการรัฐประหาร ให้ถือว่ามีผล แต่ถ้าบอกว่าไม่มีผล จะไม่ยอมรับอะไรเลยหลังรัฐประหาร ก็แสดงว่าจะไม่รับรัฐธรรมนูญปี 50 ซึ่งก็จะเป็นเรื่องแปลกเพราะมีการทำประชามติรับไปแล้ว และก็จะไล่มาเรื่อยที่คุณสดศรีบอกถ้าอย่างนั้นรัฐบาลชุดนี้ก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน เพราะมาจากรัฐประหารเหมือนกัน”
โดยนายอภิสิทธิ์ได้ไล่เรียงเหตุการณ์ว่า รัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง และการเลือกตั้งมาจากรัฐธรรมนูญ และรัฐธรรมนูญก็มาจากรัฐประหาร แม้กระทั่งการตั้ง ส.ส.ร. หากมีคนใช้ตรรกะเดียวกันนี้ ส.ส.ร. ก็มาจากสภาฯ ชุดนี้ สภาชุดนี้มาจากการเลือกตั้ง การเลือกตั้งมาจากรัฐธรรมนูญ แล้วรัฐธรรมนูญก็มาจากรัฐประหาร ดังนั้น ส.ส.ร. ก็ตั้งไม่ได้อีก
“ผมไม่เข้าใจว่าความพยายามที่พูดถึงบทเฉพาะกาลนั้น โดยอ้างการลบล้างรัฐประหารแล้ว ความจริงต้องการจะลบล้างอะไร แต่เท่าที่ทราบเป้าหมายคือพยายามหาทางที่จะสื่อว่า คตส.นั้นมาจากรัฐประหาร เพราะคตส.เอาข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับคุณทักษิณ และรัฐบาลขณะนั้น มานำเสนอเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ผมย้ำว่าในอดีตเวลาที่คณะรัฐประหารเข้ามายึดอำนาจแล้วใช้อำนาจทางการบริหาร มีการยึดทรัพย์ อะไรต่าง ๆ ไม่ได้เป็นกระบวนการที่ผ่านศาล อย่างตอน ปี 34 มีการไปยึดทรัพย์นักการเมืองหลายราย สุดท้ายแล้วนักการเมืองเหล่านั้นไปร้องต่อศาล และศาลตัดสินว่าจะเอาคำสั่งของฝ่ายบริหารไปสั่งยึดทรัพย์ไม่ได้ ก็ต้องคืนทรัพย์สินให้ แต่กรณีการยึดทรัพย์คุณทักษิณนั้น ผ่านกระบวนการของศาล แต่ประเด็นนี้ คตส.ทำหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐาน ศาลไม่จำเป็นต้องเชื่อตามนั้น อย่างกรณีคดีกล้ายาง ศาลตัดสินไม่ตรงกับที่ คตส. หรือ ปปช.ยื่นฟ้องเสมอไป บางกรณีก็ยกฟ้อง ผมว่าเราเอาความจริงมาพูดกันดีกว่าว่าคุณพยายามจะทำอะไร”
26 ธันวาคม เมื่อ 2547 เป็นวันที่เกิดแผ่นดินไหวใหญ่จนเกิดสึนามิขึ้น นายอภิสิทธิ์ได้แสดงความเห็นต่อระบบการเตือนภัย และระบบป้องกันภัยจากธรรมชาติว่า สำหรับระบบเตือนภัยจากเหตุการณ์สึนามิทางฝั่งอันดามันนั้น โดยรวมมีระบบแล้ว แต่ปัญหาในขณะนี้เกิดปัญหาคลื่นลมแรงในอ่าวไทย ซึ่งผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายให้ข้อมูลและความเห็นว่าการเกิดสึนามิทางฝั่งอ่าวไทยนั้นเกิดขึ้นได้ยาก แต่คลื่นลมแรงนี้ หลายคนในพื้นที่ระบุว่าเป็นเรื่องของฤดูกาล เพียงแต่ครั้งนี้มีความรุนแรง และอาจมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นก็ได้ ดังนั้นพี่น้องประชาชนบริเวณชายฝั่งอ่าวไทยจะต้องคอยฟังข่าวสาร และเจ้าหน้าที่ต้องเตรียมการด้วย
“รัฐบาลมีเรื่องยุ่ง ๆ เยอะ อยากให้มีสมาธิมาแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชน จะเห็นว่าการสะท้อนความคิดเห็นของประชาชนถึงปัญหาปากท้อง ปัญหาความขัดแย้งในสังคม แน่นอนผลกระทบจากน้ำท่วมยังคงเป็นปัญหาหลัก เพราะฉะนั้นจึงอยากเห็นฝ่ายการเมือง ก็ไม่อยากระบุแต่รัฐบาล เพราะทุกวันนี้ข่าวที่ออกมาบางทีไม่ได้ออกมาจากทางนายกฯ หรือตัวรัฐมนตรี แต่ออกมาจากพรรคเพื่อไทย ส.ส.บ้าง กลุ่มคนที่เคลื่อนไหวทางการเมืองทั้งหลาย ก็จะวนเวียนในเรื่องเหล่านี้ ผมมองว่าเป็นการเสียโอกาสในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ของประเทศไป”
ในช่วงท้ายของรายการนายอภิสิทธิ์ได้กล่าวถึงโครงการทวายว่าเป็นโครงการที่รัฐบาลพม่าก่อนการเลือกตั้งได้มีการผลักดันมาก โดยนายกรัฐมนตรีของพม่าในขณะนั้นเคยยกแบบจำลองมาที่หัวหิน วันประชุมอาเซียนในประเทศไทย แล้วได้มีการพูดคุยกัน โดยมีรัฐบาลชุดที่แล้วเป็นผู้สนับสนุน โดยเห็นว่าโครงการนี้จะเป็นการเปิดประตูฝั่งอันดามัน ซึ่งในส่วนของประเทศไทยมีธุรกิจท่องเที่ยว หากทำเป็นท่าเรือน้ำลึก อุตสาหกรรมหนักแล้ว ก็ยังหาทำเลที่เหมาะสมไม่ได้ และเห็นว่า ทวาย ห่างจากชายแดนไทยเพียง 100 กว่า กม. เท่านั้น ไทยสามารถใช้ทวายเป็นประตูฝั่งอันดามันได้ รัฐบาลชุดที่แล้วจึงมีแนวทางปรับปรุงทั้งถนน และรถไฟ เพื่อเชื่อมกับทางฝั่งตะวันออกของไทย เพื่อให้ไทยมีทางออกทั้งฝั่งอ่าวไทย และฝั่งอันดามัน นอกจากนี้ยังมีอุตสาหกรรมหลายอย่างที่อยู่ใน Supply Chain หากไทยมีการร่วมลงทุน หรือมีการเชื่อมโยงกับพม่าก็จะเป็นประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย อีกทั้งเป็นการเชื่อมโยงอาเซียน รวมไปถึงจะเป็นโอกาสในการสร้างงานในพม่า อันจะช่วยลดแรงกดดันในเรื่องแรงงานพม่าในประเทศไทย
“เราอย่าไปตกใจว่าเพื่อนบ้านเรากำลังจะมีตรงนี้ขึ้นมา ผมว่าเป็นสิ่งที่ดี ขณะเดียวกันการแข่งขันเรื่องการเงิน การลงทุนต่าง ๆ ก็ต้องมีแน่นอน แต่ไม่ใช่สิ่งที่จะไปมองว่าดึงไปจากเรา แต่เป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยเสริมเราด้วย แต่ในแง่ของการเพิ่มพูนขีดความสามารถทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนก็ต้องเดินหน้าทำต่อไป อยู่ที่เราว่าจะใช้ประโยชน์อย่างไร และไม่ให้เราเสียประโยชน์อย่างไร”
สำหรับแนวคิดในการเลื่อนการเรียนการสอนในประเทศไทย ให้ตรงกับปฏิทินของประชาคมอาเซียน โดยปรับให้ตรงกับประเทศในอาเซียน และยุโรปนั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า แนวทางตรงนี้ยังไม่มีความชัดเจน หากเป็นการปรับในระดับอุดมศึกษาแล้ว ก็ต้องปรับที่การศึกษาขั้นพื้นฐานด้วย เพราะการเปิดปิดเทอมก็ส่งต่อกันจากระบบหนึ่งไปอีกระบบหนึ่ง แต่สิ่งที่ตนเป็นห่วงมากกว่าคือเรื่องที่โรงเรียนจัดเวลาให้นักเรียนมาเรียนชดเชยน้ำท่วม เพราะเห็นว่าเป็นการเรียนที่หนักมากสำหรับเด็กนักเรียน
“หากกระทรวงศึกษาฯ จะส่งสัญญาณเรื่องการปิดเทอมไปบ้าง เพราะผมดูแล้วเด็กจะล้ามาก ผมก็เลยไม่ทราบว่าไหนก็จะเลื่อนให้ตรงกับอาเซียนอยู่แล้ว ไม่ดูแล้วค่อยปรับกันไปเป็นเรื่องเป็นราวเลย ทำเป็นเรื่องเดียวกันเลย แต่ยังไม่เห็นมีการพูดเรื่องนี้แบบเป็นระบบจริง ๆ”







