posttoday
เสื้อแดง-พท.เพิ่มแรงส่งผนึกกำลัง แก้รธน.-นิรโทษ

เสื้อแดง-พท.เพิ่มแรงส่งผนึกกำลัง แก้รธน.-นิรโทษ

21 ธันวาคม 2554

เข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญทางการเมืองระหว่างการประชุมสภาสมัยสามัญนิติบัญญัติทั่วไป

เข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญทางการเมืองระหว่างการประชุมสภาสมัยสามัญนิติบัญญัติทั่วไป

โดย...ทีมข่าวการเมือง

เข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญทางการเมืองระหว่างการประชุมสภาสมัยสามัญนิติบัญญัติทั่วไป ที่มีกฎหมายร้อนจ่อคิวแน่นตลอด 4 เดือน ตั้งแต่วันที่ 21 ธ.ค. 2554-18 เม.ย. 2555 ซึ่งรอบนี้รัฐบาลเพื่อไทยส่งสัญญาณชัดพร้อมเดินหน้าฝ่ากระแสต้านเต็มที่

เงื่อนไขสำคัญซึ่งกำหนดให้สมัยประชุมนิติบัญญัติถูกตีกรอบให้พิจารณาเฉพาะเรื่องกฎหมายเป็นหลัก ไม่สามารถเสนอญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือพิจารณาเรื่องอื่นๆ ที่จะบั่นทอนเวลาสภา ทำให้จังหวะนี้เหมาะกับการตะลุยออกกฎหมายสัปดาห์ละ 2 วัน คือ วันพุธ และพฤหัสบดีตลอด 4 เดือน

ไล่ดูร่างกฎหมายที่ค้างอยู่ในวาระประชุมขณะนี้ แม้จะยังไม่พบกฎหมายที่จะนำมาสู่ความขัดแย้งบรรจุอยู่ในวาระ แต่สัญญาณเอาจริงเอาจังเดินหน้าเต็มสูบ คือ การผลักดัน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม หรือ พ.ร.บ.ปรองดอง การแก้ไข พ.ร.บ.กลาโหมฯ การเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อยกร่างฉบับใหม่ขึ้นมา

ล้วนแต่เป็นปมร้อนในสภาที่กำลังถูกจับจ้อง ว่าจะเป็นชนวนลุกลามกลายเป็นความขัดแย้งที่บานปลายนอกสภาได้มากน้อยแค่ไหน

เสื้อแดง-พท.เพิ่มแรงส่งผนึกกำลัง แก้รธน.-นิรโทษ

เริ่มตั้งแต่ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ซึ่ง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ประกาศชัดว่า เขียนเสร็จแล้วและกำลังรอเวลายัดเข้าสภา แต่ยืนยันว่าจะเดินหน้าแน่นอน เพราะเป็นนโยบายของพรรคเพื่อไทยที่หาเสียงไว้ตั้งแต่ ปี 2552 เพียงแต่วิธีการหรือขั้นตอนต้องนุ่มนวลเรียบร้อย

แน่นอนว่าแรงเสียดทานที่เกิดขึ้น ทำให้ ร.ต.อ.เฉลิม เปลี่ยนเป็นชื่อ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เป็น พ.ร.บ.ปรองดอง พร้อมรักษาอาการไม่พูดพร่ำเหมือนแต่ก่อน

ที่สำคัญยังออกมาเน้นย้ำในสาระสำคัญว่า พ.ร.บ.นี้ไม่ได้ทำเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หรือใครคนใดคนหนึ่งเป็นพิเศษ เพื่อลดแรงเสียดทานที่ก่อตัวมากขึ้นเรื่อยๆ

หนำซ้ำยังมีความพยายามดึง คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) เข้ามาเป็นแนวร่วมในการเดินหน้ากระบวนการนิรโทษกรรมเพื่อไม่ให้ถูกมองว่าจงใจทำเพื่อพวกพ้อง

การผลักดันเรื่องนี้ ยังสอดรับกับการทำงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ที่มี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน จากพรรคมาตุภูมิ เป็นประธาน

ที่ล่าสุด เตรียมเชิญ “กฤษฎีกา” มาให้ความเห็นถึงสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นในอดีต เพื่อดูในข้อกฎหมายว่าจะใช้เป็นทางออกความขัดแย้งนี้อย่างไร ทั้งคำสั่งคณะรัฐมนตรีที่ 66/23 รวมไปถึงเตรียมเชิญแกนนำเสื้อเหลือง–เสื้อแดง หัวหน้าพรรคทุกพรรคเข้าร่วมเสนอทางออก

ถัดมาที่ พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2551 ที่รัฐบาลเพื่อไทยเคยเคลื่อนไหวเตรียมเข้าไปแก้ไขเปิดทางให้ฝั่งการเมืองผ่าน รมว.กลาโหม เข้าไปล้วงลูกจัดโผโยกย้ายนายทหารได้แบบถนัดๆ

หลังจากที่ก่อนหน้านี้ พ.ร.บ.ฉบับนี้ ซึ่งถูกออกมาในสมัยรัฐบาลคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เพื่อเป็นหลักประกันสำคัญให้กองทัพมีอิสระไม่ถูกแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง โดยให้การแต่งตั้งตำแหน่งสำคัญๆ เป็นเรื่องภายใน ที่จะพิจารณากันเอง โดยฝ่ายการเมืองไม่สามารถล้วงลูกได้

ท่ามกลางความระหองระแหงระหว่างกองทัพและพรรคเพื่อไทย จึงเกิดการเคลื่อนไหวที่จะแก้ไข พ.ร.บ.ฉบับนี้ ก่อนจะค่อยๆ เงียบหายไป โดยเฉพาะสัมพันธ์ที่ดีขึ้นในช่วงน้ำท่วม ที่ทั้ง นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ควงคู่ลงพื้นที่แก้ปัญหาน้ำท่วมหลายรอบ

ทว่าแนวคิดนี้ไม่ได้ถูกยกเลิกไปซะทีเดียว เมื่อยังมีกระแสที่คิดจะแก้ไข พ.ร.บ.กลาโหมฯ ผุดขึ้นมาเป็นระยะ และอาจนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาในสมัยประชุมนี้ ขึ้นอยู่กับท่าทีแรงเสียดทานจากสังคมและกองทัพ

มาจนถึงประเด็นใหญ่ อย่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่พรรคเพื่อไทยหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นหาเสียง แม้จะออกแรงพยายามหลายรอบ แต่ต้องชะงักไปหลายหนเช่นกัน แต่รอบนี้ดูจะเป็นไปได้มากที่สุด

เมื่อสัญญาณจากเพื่อไทยชัดเจน เตรียมแก้ไขมาตรา 291 เปิดทางตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ

น่าสังเกตที่เวลานี้ การเคลื่อนไหวเดินหน้าผลักดันเรื่องร้อนๆ ในสภาถูกเชื่อมโยงกับการเคลื่อนไหวภายนอกสภา โดยเฉพาะ กลุ่มเสื้อแดง ที่เดินเกมคู่ขนาน เตรียมจะเสนอร่างกฎหมายนิรโทษกรรมเข้าสภา ด้วยการรวบรวมรายชื่อประชาชน รวมทั้งการเข้าชื่อของมวลชนเสื้อแดงเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นมาเป็นอีกแรงหนุน

รัฐธรรมนูญจะแก้ได้หรือไม่ ชี้ขาดด้วยเสียงจากการลงมติของที่ประชุมร่วมสองสภา ที่จะต้องได้เสียงเห็นชอบเกินกึ่งหนึ่ง หรือ 325 เสียงจาก 650 เสียง ซึ่งลำพังแค่เสียงข้างมากจากพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาลเวลานี้มี 301 เสียง ยังไม่รวมกับท่าทีสนับสนุนจากพรรคมาตุภูมิ พรรครักษ์สันติ พรรครักประเทศไทย ฯลฯ เมื่อรวมกับเสียงจากวุฒิสภาอีกเล็กน้อย ก็พอเพียงจะผลักดันได้ไม่ยาก

จำนวนเสียงในสภาจึงไม่ใช่ปัญหาเท่ากับกระแสสังคมและกลุ่มต่างๆ ที่จะออกมาคัดค้านไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดังนั้นการเปิดเกมคู่ขนานทั้งในและนอกสภา จึงเป็นอีกกลยุทธ์ที่จะเดินหน้าฝ่ากระแสคัดค้าน เพื่อผลักดันกฎหมายต่างๆ ให้ออกมาให้ได้

ยังไม่รวมกับการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555 ที่อยู่ระหว่างถกแถลงในชั้นกรรมาธิการวิสามัญ ใกล้จะนำเข้าสู่การพิจารณาของสภา ซึ่งมีประเด็นการกู้เงินเพื่อนำมาใช้ฟื้นฟูเยียวยาน้ำท่วมทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวที่ถูกฝ่ายค้านจับจ้อง

ความเคลื่อนไหวในสภา เวลาในช่วง 4 เดือนต่อจากนี้ จึงเป็นเรื่องที่เปราะบาง และอาจลุกลามบานปลายที่ประเมินผลลัพธ์สุดท้ายได้ยาก 

 

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI