
ต่างชาติขยาดน้ำท่วมไทยจี้รัฐไทยเหยียบคันเร่งแผนป้องกัน
แม้สถานการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในรอบ 50 ปี ของประเทศไทยจะทุเลาบรรเทาลงไปบ้างแล้ว
แม้สถานการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในรอบ 50 ปี ของประเทศไทยจะทุเลาบรรเทาลงไปบ้างแล้ว
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
แม้สถานการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในรอบ 50 ปี ของประเทศไทยจะทุเลาบรรเทาลงไปบ้างแล้ว โดยเห็นได้จากการที่ประชาชน รวมถึงบรรดาบริษัทในหลายพื้นที่ต่างเริ่มออกมาทยอยทำความสะอาดบ้านเรือนและโรงงาน
ทว่าน้ำที่ยังคงท่วมขังในบางพื้นที่ บวกกับปัญหาติดขัดในการช่วยจัดการซากกองขยะข้าวของเครื่องใช้ อุปกรณ์ตกแต่งบ้าน เฟอร์นิเจอร์ ของใช้สำนักงาน ตลอดจนเครื่องจักรอุตสาหกรรมใหญ่ๆ ตามนิคมอุตสาหกรรมชั้นนำของประเทศไทยจากภาครัฐ ล้วนเป็นสัญญาณบ่งชี้ให้เจ้าของกิจการทั้งหลายตระหนักดีว่า กว่าที่ธุรกิจจะฟื้นกลับมาดีได้ดังเดิมเหมือนก่อนช่วงน้ำจะมานั้น คงต้องอาศัยระยะเวลาอีก 2-3 เดือน เป็นอย่างน้อย
ความล่าช้าในการฟื้นฟูที่กินระยะเวลานานหลายเดือนนี้ ได้กลายเป็นปัจจัยลบส่งผลสั่นคลอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนและบรรดาผู้ประกอบการต่างชาติทั้งหลายให้เริ่มทบทวนถึงแผนการที่จะกลับมาลงทุนยังประเทศไทยอีกครั้ง
ทั้งนี้ ในขณะนี้ ซันโย เซมิคอนดักเตอร์ผู้ประกอบการรายใหญ่ ซึ่งมีโรงงานตั้งอยู่ภายในบริเวณนิคมอุตสาหกรรมใน จ.พระนครศรีอยุธยา ที่ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงจากเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ ดูจะเป็นเจ้าแรกและเจ้าเดียวที่ออกมาประกาศจุดยืนชัดเจนว่าจะถอนตัวออกจากฐานการผลิตในไทย
ขณะที่ผู้ประกอบการต่างชาติรายอื่นๆ แม้ไม่มีแผนย้ายออกจากประเทศไทย แต่ก็เริ่มวางแผนหาหนทางเคลื่อนย้ายโรงงานไปตั้งอยู่ในสถานที่ที่ปลอดภัยจากน้ำ
หรือพูดให้เข้าใจง่ายว่าเป็นพื้นที่สูง ที่ไม่ใช่ที่ราบน้ำท่วมถึงหรือทางน้ำผ่านอีกต่อไป
“จากเหตุการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ พวกเราต่างรู้ดีแล้วว่า เรามาอยู่ผิดที่ เพราะที่ที่เราอยู่เป็นเขตน้ำท่วม” ริชาร์ด ฮัน ประธานบริหาร บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ หนึ่งในโรงงานที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมครั้งนี้กล่าว
ท่าทีที่เกิดขึ้นของบรรดาผู้ประกอบการต่างชาติ ในทางหนึ่งแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้และการวางแผนเตรียมการรับมือในอนาคต อีกทางหนึ่งกลับสะท้อนให้เห็นถึงระดับความเชื่อมั่นที่มีต่อนโยบายแก้ไขปัญหาและฟื้นฟูน้ำท่วมของประเทศไทยว่าอยู่ในระดับที่น้อยมาก
ทั้งนี้ ฮัน ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้รัฐบาลจะวางแผนช่วยสร้างเขื่อนล้อมรอบพื้นที่เขตนิคมอุตสาหกรรมเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำเข้าท่วมโรงงาน แต่วิธีการดังกล่าวก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก เพราะถึงอย่างไรโรงงานก็จำเป็นต้องหยุดการผลิตชั่วคราว เนื่องจากการเดินทางเข้าออกโรงงานกลายเป็นเรื่องยากลำบากไป
ขณะที่ทาง โตชิบา ผู้ผลิตสินค้าและอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าชั้นนำจากญี่ปุ่น ซึ่งโรงงานทั้ง 8 แห่ง ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ของไทยไปเต็มๆ ถึงกับเปิดเผยว่า ยังคงมองไม่เห็นหนทางข้างหน้าใดๆ เลย เนื่องจากบริษัทจำต้องนำเข้าอุปกรณ์และเครื่องจักรใหม่แบบยกชุด พร้อมกับการซ่อมแซมฟื้นฟูสายไฟฟ้าโทรศัพท์และการมุ่งหน้าทำลายสินค้าของโตชิบาที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม ซึ่งมีมากถึงหลายแสนรายการ
ทั้งนี้ แม้ว่าผู้ประกอบการต่างชาติ โดยเฉพาะผู้ประกอบการจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นเสาหลักการลงทุนของเศรษฐกิจไทยจะออกมากล่าวยืนยันหนักแน่นก่อนหน้านี้ให้ประเทศไทยใจชื้นขึ้นมาว่า ยังไม่มีความคิดที่จะย้ายโรงงานออกจากประเทศไทยแน่นอน
แต่ก็เป็นที่ยอมรับกันเป็นการส่วนตัวในหมู่ผู้ประกอบการด้วยกันเองว่า ความสามารถของรัฐบาลไทยในการจัดการและรับมือกับภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้นนี้ เป็นอะไรที่วิกฤตยิ่งกว่า
และทำให้บรรดาบริษัท ผู้ประกอบการ หรือนักลงทุนต่างชาติ อดไม่ได้ที่จะไม่วางใจ และผิดหวัง โดยมีมูลค่าความเสียหายของโรงงานเป็นตัวรับประกันระดับความคับข้องใจที่เกิดขึ้น
ฮอนด้า หนึ่งในค่ายผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่จากญี่ปุ่น ซึ่งมีโรงงานผลิตตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ 1 ใน 7 นิคมอุตสาหกรรมที่โดนน้ำท่วม ต้องเจอน้ำท่วมโรงงานสูงกว่า 2 เมตร จนรถยนต์ใหม่แกะกล่องพังยับเยินตั้งแต่ยังไม่ทันออกขาย ขณะที่โรงงานของไพโอเนียร์ ผู้ผลิตอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า ตกอยู่ในสภาพต้องซ่อมบำรุงทั้งอาคาร เนื่องจากกระจกแตกได้รับความเสียหาย และโรงงานของพานาโซนิคผู้ผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าอีกราย ซึ่งนอกจากจะได้รับความเสียหายอย่างหนักแล้ว ต้องสาละวนกับการรื้อถอนกำแพงป้องกันน้ำที่บริษัทสร้างขึ้น แต่ไม่ได้ช่วยปกป้องโรงงานเท่าไรนัก
ที่น่าปวดหัวยิ่งกว่าก็คือ ความเสียหายที่คิดเป็นมูลค่าหลายพันล้านเหรียญสหรัฐในครั้งนี้ ยังส่งผลต่อบริษัทรับทำประกันภัยให้เริ่มทบทวนพิจารณาว่าจะยอมต่อสัญญาประกันให้กับบริษัทซึ่งมีที่ตั้งอยู่ในเขตน้ำท่วมหรือไม่
รูปการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น แม้จะมีต้นตอจากเหตุหายนภัยทางธรรมชาติ แต่ผู้ประกอบการต่างชาติที่ได้รับผลกระทบต่างลงความเห็นไปในทางเดียวกันว่าความเสียหายน่าจะลดน้อยลงได้มากกว่านี้ หากรัฐบาลไทยตอบสนองต่อเหตุการณ์ได้อย่างฉับไว โดยเฉพาะการให้คำแนะนำหรือคำเตือนสำหรับโรงงานในพื้นที่น้ำผ่าน
“ผมหวังว่ารัฐบาลไทยจะลงมือทำมากกว่านี้” ประธานบริษัทสำนักงานสาขาของผู้ผลิตสิ่งทอสัญชาติญี่ปุ่นกล่าว พร้อมระบุเพิ่มเติมว่า ไม่สามารถพึ่งพาข้อมูลเรื่องสถานการณ์น้ำจากรัฐบาลได้เลย จนต้องดั้นด้นแสวงหาจากสื่อมวลชนต่างๆ แทน
ขณะที่นักธุรกิจญี่ปุ่นรายหนึ่งที่มีโรงงานอยู่ในเขตดอนเมือง ซึ่งอยู่ใกล้กับศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ซึ่งตั้งขึ้นเป็นแห่งแรก ระบุว่า แม้รัฐบาลไทยจะยืนยันว่าสถานที่ดังกล่าวปลอดภัยแน่นอน แต่ผลลัพธ์ในทางตรงกันข้ามสร้างความผิดหวังให้กับนักธุรกิจรายนี้เป็นอย่างมาก
“ผมได้แต่หวังว่าปีหน้า รัฐบาลไทยจะป้องกันน้ำท่วมได้” นักธุรกิจผู้ไม่เปิดเผยนามกล่าว พร้อมย้ำชัดเจนว่าจะยังคงเดินหน้าฟื้นฟูโรงงานบนพื้นที่แห่งเดิม แม้จะต้องใช้เวลานานและเสียเวลาไปกับการซ่อมแซมหรือหาซื้อเครื่องจักรใหม่มาแทนที่เครื่องเก่าที่ขึ้นสนิมไป
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าผู้ประกอบการหรือนักลงทุนต่างชาติยังตกปากรับคำเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะอยู่กับประเทศไทยไม่หนีหาย แต่บรรดาผู้เชี่ยวชาญและนักวิเคราะห์หลายสำนักต่างแสดงความเห็นตรงกันว่า ในระยะฟื้นฟูนี้นับเป็นช่วงเวลาสำคัญที่รัฐบาลไทยจะแสดงศักยภาพและความสามารถให้เป็นที่ประจักษ์อีกครั้ง
หรืออย่างน้อยก็แสดงบทบาทหน้าที่ที่จะแก้ไขข้อผิดพลาดซึ่งแสดงให้เห็นไว้ก่อนหน้านี้ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นที่สั่นคลอนของนักลงทุนให้กลับมามั่นคงเข้มแข็งอีกครั้ง
แน่นอนว่า หนึ่งในนั้นก็คือการประกาศมาตรการป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ในเขตนิคมอุตสาหกรรมของประเทศทั้งหมดในระยะยาว
ทั้งนี้ นอกจากการสร้างเขื่อนล้อมที่บรรดาผู้ประกอบการติงไว้แล้วว่า ไม่น่าจะช่วยลดความเสียหายได้มากนัก อีกหนึ่งวิธีแก้ไขที่ค่อนข้างได้รับเสียงสนับสนุนจากนักลงทุนต่างชาติเป็นอย่างดีก็คือการสร้างทางน้ำแห่งใหม่ที่จะสามารถรองรับน้ำจากภาคเหนือของไทยระบายตรงออกสู่ทะเล
อย่างไรก็ตาม วิธีดังกล่าวสำหรับโรงงานและผู้ประกอบการที่รับบทเหยื่อเหตุหายนะอุทกภัยในครั้งนี้ล้วนอ่อนใจ เพราะไม่ใช่แผนการที่จะเกิดขึ้นได้ในเร็ววัน
เท่ากับว่า รัฐบาลไทยไม่สามารถรีรออ้อยอิ่งอีกต่อไป หากวางแผนคิดทำอะไรเพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนให้กลับมา
“พวกเราทั้งหมดล้วนเหนื่อยใจมาก เพราะพวกเราสู้มาโดยตลอด ถ้ารัฐบาลไทยอยากลงมือทำอะไรสักอย่าง พวกเขาต้องทำเดี๋ยวนี้” ยีปสวีฉวน ประธานบริษัท อาปิโก ไฮเทค ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์สรุป







