posttoday
'จีน'ตีจากบอนด์สหรัฐ-ยุโรป ถึงเวลาลงทุนจริง สินทรัพย์จริง

'จีน'ตีจากบอนด์สหรัฐ-ยุโรป ถึงเวลาลงทุนจริง สินทรัพย์จริง

16 ธันวาคม 2554

ถือเป็นอีกข่าวใหญ่ในวงการเศรษฐกิจโลก เมื่อธนาคารกลางจีน ประกาศไว้เมื่อ 3 วันก่อน

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

ถือเป็นอีกข่าวใหญ่ในวงการเศรษฐกิจโลก เมื่อธนาคารกลางจีน ประกาศไว้เมื่อ 3 วันก่อน ถึงแผนการจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Fund) แห่งใหม่มีมูลค่าถึง 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ โดยจะมุ่งหน้าลงทุนในสินทรัพย์จริงที่ไม่ใช่การลงทุนในตลาดพันธบัตรหรือสินทรัพย์ที่หวังผลจากอัตราดอกเบี้ย

แน่นอนว่า การตั้งกองทุนความมั่งคั่งดังกล่าวของจีนมีขึ้นเพื่อเตรียมการช้อนซื้อบรรดาสินทรัพย์ตลอดไปจนถึงหลักทรัพย์หรือหุ้นราคาถูกลงโดยเฉพาะในสหรัฐและยุโรป ที่ภาคเอกชนกำลังเผชิญหน้ากับสภาพคล่องทางการเงินอย่างหนัก และภาครัฐที่กำลังต้องการเร่ขายสินทรัพย์เพื่อหาเงินสดไว้ในมือ

อีกด้านหนึ่งนั้น อาจจะเห็นว่าการก่อตั้งกองทุน 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ของจีนครั้งนี้ ได้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของจีนต่อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐและชาติยุโรปที่กำลังหดหายลงไป

นั่นหมายความว่า จีนกำลังตีจากตลาดพันธบัตรที่เคยถูกมองว่าให้ผลตอบแทนสูงและมีความมั่นคงอย่างพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐและพันธบัตรยุโรปแล้วจริงๆ

หากถามถึงเหตุผลว่าอะไรอยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนท่าทีของจีนในครั้งนี้ ก็ต้องบอกว่าเป็นเพราะจีนต้องประสบกับบทเรียนอันปวดร้าวมาแล้ว จากการลงทุนในสิ่งที่เคยคิดว่าดีที่สุด อย่างพันธบัตรสหรัฐ

ทั้งนี้ จีน ถือเป็นเจ้าหนี้ต่างชาติรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐ ด้วยการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐไว้สูงถึง 3.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

'จีน'ตีจากบอนด์สหรัฐ-ยุโรป ถึงเวลาลงทุนจริง สินทรัพย์จริง

อย่างไรก็ตาม จากการลงทุนไว้ในปริมาณสูง แรงกระแทกที่เกิดขึ้นกับจีนจึงหนักหนาสาหัสเอาการ เมื่ออันดับความน่าเชื่อถือของรัฐบาลสหรัฐถูกหั่นร่วงลงจากระดับสูงสุดเป็นครั้งแรกในช่วงปีที่ผ่านมานี้โดย สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ ที่ปรับลดเครดิตสหรัฐลงจาก AAA มาอยู่ที่ AA+

ว่ากันว่า ผลจากการลดอันดับเครดิตดังกล่าว ได้ส่งผลกระทบต่อมูลค่าของพันธบัตรสหรัฐลดฮวบในทันที มูลค่าพันธบัตรสหรัฐที่จีนถือเอาไว้หายไปถึง 1 ใน 3 ต่อหน้าต่อตา

เท่านั้นยังไม่พอ อาจกล่าวได้ว่าจีนกำลังตกอยู่ในสภาวะหนีเสือปะจระเข้ เมื่อการลงทุนในตลาดพันธบัตรยุโรปที่จีนใช้เป็นการลงทุนเพื่อสร้างสมดุลให้กับมูลค่าในพันธบัตรสหรัฐที่หดหายไป แต่ก็ปรากฏว่ามูลค่าพันธบัตรในยุโรปที่จีนถือครองเอาไว้นั้น ซึ่งคาดว่าจะมีมากถึง 8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ก็กำลังพบกับความเสี่ยงจากการเป็นหนี้เน่ามากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อปัญหาการใช้เงินมือเติบและปัญหาหนี้ที่หลายรัฐบาลชาติยุโรปซุกเอาไว้เริ่มส่งกลิ่นเน่าเฟะออกมาให้เห็นรายวัน

ส่วนจีนก็ได้แต่นั่งดูตาปริบๆ โดยไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ ทำได้แต่เพียงนั่งลุ้นว่าเมื่อไหร่พันธบัตรเหล่านั้นจะกลายเป็นหนี้เสียในที่สุด ดังนั้นจึงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าจีนกำลังเข็ดขยาดกับการลงทุนในสินทรัพย์เหล่านี้

และเพื่อลดความสูญเสียจากมูลค่าในพันธบัตรสหรัฐและยุโรปที่จีนถือครองเอาไว้นั้น จีนจึงจำเป็นที่จะต้องเสาะหาการลงทุนในมิติใหม่ โดยการลงทุนในสินทรัพย์จริงและการลงทุนในหุ้นของเอกชนยุโรปและสหรัฐถือว่าเป็นทางเลือกที่ไม่เลวนัก เพราะผลตอบแทนน่าจะดีกว่าการนั่งรอความหวังให้ตลาดพันธบัตรของสหรัฐและยุโรปฟื้นตัว

นักวิเคราะห์ต่างชาติมองว่า ทุนขนาดมหึมา 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐก้อนนี้ จะมุ่งการลงทุนไปที่สินทรัพย์หลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในหุ้น ตราสารหนี้ของเอกชน หรือแม้แต่ในอสังหาริมทรัพย์ใดๆ ที่รัฐบาลเจ้าของสินทรัพย์นั้นๆ ต้องการเทขาย

ตัวอย่างเช่น ในบริษัทพลังงานของโปรตุเกสที่มีชื่อว่า “เอเนอร์เจียส เดอ โปรตุกาล” ซึ่งมีราคาค่าตัววางขายอยู่ที่เพียง 2,500 ล้านยูโรเท่านั้น ซึ่งเป็นจังหวะดีที่จีนจะรีบเข้าช้อนซื้อในช่วงที่รัฐบาลโปรตุเกส ซึ่งเป็นอีกหนึ่งชาติที่กำลังเจอกับปัญหาหนี้สาธารณะและต้องการเงิดสดไว้ในมืออย่างยิ่ง เป็นสถานการณ์วินวินของทั้งคู่

ขณะที่หุ้นของบริษัทเอกชนในยุโรปก็น่าดึงดูดใจไม่น้อย แอนดี ซี นักวิเคราะห์ในฮ่องกงให้ความเห็นว่า บริษัทสัญชาติยุโรปส่วนใหญ่มีสาขาและธุรกิจทั่วโลก และทำกำไรไปทั่วโลก ซึ่งถือว่าสมเหตุสมผลที่ธนาคารกลางของประเทศเอเชียต่างๆ จะเปลี่ยนความสนใจจากการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลชาติตะวันตกอย่างเช่นพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่มีราคาสูงเกินจริง และหันไปลงทุนในหุ้นของบริษัทเอกชนมากขึ้น

นอกจากนั้น กระแสข่าวที่แย้มออกมาเป็นระยะๆ ก็ยังส่งสัญญาณว่าจีนกำลังมองการลงทุนที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งอาจจะครอบคลุมตั้งแต่ที่ดินการเกษตรไปจนถึงการลงทุนในท่าเรือของยุโรปและสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม การลงทุนในสินทรัพย์จริงเหล่านี้ของจีน ก็เคยถูกกดดันอย่างหนักจากภายในบ้านมาบ้างเช่นกัน ว่าเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำเสียเปล่า อย่างเมื่อครั้งที่ บรรษัทเพื่อการลงทุนจีน (ซีไอซี) กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติรายใหญ่ของจีนต้องพบกับความสูญเสียอย่างมโหฬารไปกับการลงทุนในธนาคารมอร์แกน สแตนเลย์ ในสหรัฐ และกลุ่มบริษัท แบล็กสโตนกรุ๊ป เมื่อปี 2007 ซึ่งหลังจากนั้นเพียงปีเดียว ภาคการเงินของสหรัฐก็เจอกับวิกฤตครั้งรุนแรงจนเกือบจะทำประเทศล่มจม

กระนั้นก็ตาม สถานการณ์ในขณะนี้ถือว่าแตกต่างกันกับเมื่อครั้งปี 2008 อย่างสิ้นเชิง แม้ว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐจะยังเชื่องช้า และความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลในยุโรปจะหดหาย แต่ตลาดหุ้นใน 2 ภูมิภาคกลับคึกคักสวนทางสภาพเศรษฐกิจมาตั้งแต่ปี 2009 อย่างต่อเนื่อง

อีกทั้ง ในเมื่อขณะนี้สหรัฐก็ได้สูญเสียอันดับเครดิตเทพอย่าง AAA ไปแล้ว และความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลยุโรปก็ดิ่งเหวต่อเนื่อง จึงไม่มีเหตุผลใดที่จะถ่วงให้จีนไม่หันกลับเข้าไปลงทุนในหุ้นบริษัทเอกชนทั้งในยุโรปและสหรัฐอีก

หากพิจารณากันจริงๆ จะเห็นว่า จีนได้เริ่มการลงทุนในสินทรัพย์จริงในต่างประเทศมาระยะหนึ่งแล้ว โดยเห็นได้จากปริมาณการลงทุนตรงจากจีน (เอฟดีไอ) ในต่างประเทศทะลุ 6.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐในปี 2010 เพิ่มขึ้นจากปี 2008 ซึ่งอยู่ที่ 5.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนในปี 2007 อยู่ที่ 2.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น

เจิ้งซินลี่ ที่ปรึกษารัฐบาลกรุงปักกิ่งให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ เวิ่นโป ในฮ่องกงอย่างชัดเจนเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า “บริษัทต่างชาติจำนวนมากมีเทคโนโลยีที่ล้ำหน้ามาก และบริษัทพวกนั้นกำลังเผชิญหน้ากับสภาพคล่องทางการเงินอย่างหนัก ซึ่งถือว่าเป็นโอกาสดีมากที่จะเกิดขึ้นสักครั้งหนึ่งในรอบหลายพันปีที่จีนจะรีบเข้าช้อนซื้อ”

แน่นอนว่า สำหรับจีนการเปลี่ยนทิศทางการลงทุนใหม่ในครั้งนี้ ถือว่าเป็นไปตามวัฏจักรของเศรษฐกิจทุนนิยม ที่การลงทุนย่อมมุ่งหน้าไปยังสิ่งที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า สิ่งที่กำลังจะตายไป

แต่สำหรับรัฐบาลยุโรปและรัฐบาลสหรัฐเอง ก็ต้องยอมจำนนว่ากำลังเสียโอกาสและสูญเสียลูกค้ารายใหญ่ไปในห้วงเวลาที่กำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตที่ต่างต้องการแรงสนับสนุนจากลูกค้าเงินหนา

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลูกค้าเกรด A ที่มีเงินถุงเงินถังอย่าง “จีน”

 

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI