
ทองคำดำดิ่ง
ระวังเสี่ยงเจอผลกระทบวิกฤตยุโรปคาดปีนี้แตะบาทละ2.6หมื่นบาท
ระวังเสี่ยงเจอผลกระทบวิกฤตยุโรปคาดปีนี้แตะบาทละ2.6หมื่นบาท
เตือนลงทุนทองคำระวังเสี่ยง กูรูฟันธงทองคำขาลง หลังเจอวิกฤตเศรษฐกิจยุโรปและอเมริกาพ่นพิษ
นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการกลุ่มบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก เปิดเผยว่า สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ปัญหาหนี้ยุโรปยังเรื้อรังและการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ล่าสุดไม่ได้ส่งสัญญาณกระตุ้นเศรษฐกิจรอบที่สาม ทำให้แนวโน้มค่าเงินเหรียญสหรัฐยังแข็งค่าเทียบเงินยูโร
ปัจจัยดังกล่าวจะทำให้ราคาทองคำเข้าสู่ขาลงอย่างชัดเจน และราคาปีหน้าจะตกประมาณบาทละ 2.4 หมื่นบาท เนื่องจากคนแห่ขายเงินยูโรไปถือเงินสกุลเหรียญสหรัฐแทน
ทั้งนี้ ราคาทองคำปรับตัวลดลงมาตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว ก่อนประชุมผู้นำอียูในวันที่ 13 พ.ย. ราคาทองลดจาก 1,730 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ลงมาที่ 1,635 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์วานนี้ หรือลดลง 95 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณบาทละ 1,100 บาท
เพราะค่าเงินยูโรอ่อนตัวลงจาก1.025ยูโรต่อเหรียญสหรัฐมาที่1.3425ยูโรต่อเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้คนแห่ไปถือเงินเหรียญสหรัฐเพื่อความปลอดภัย ฉุดราคาสินทรัพย์เสี่ยง
นพ.กฤชรัตน์ คาดว่า ปีหน้าราคาทองคำยังผันผวนมีโอกาสปรับเป็นขาขึ้นได้อีก เพราะค่าเงินสหรัฐยังมีโอกาสอ่อนตัวลงได้อีกตัว เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐยังไม่ดีจริงคนว่างงานยังสูง
“เศรษฐกิจสหรัฐยังไม่มีเสถียรภาพเพียงแค่อียูแย่กว่าเท่านั้น การไม่มี QE3 เพราะปัญหาขัดแย้งทางการเมือง ในที่สุดต้องอัดฉีดเงินเข้ามา มิเช่นนั้นเศรษฐกิจโลกคงชะลอ และคาดว่าจะเกิดขึ้นปีหน้าเพราะมีการเลือกตั้งใหม่”
อย่างไรก็ตาม แม้ราคาทองคำจะพลิกผันเป็นขาลง แต่ราคาน้ำมันกลับมีแนวโน้มเป็นขาขึ้น เพราะนักเก็งกำไรไม่มีทางเลือกลงทุนก็เข้าไปเก็งกำไรตลาดน้ำมันอีก
เมื่อวันที่ 14 ธ.ค.ราคาซื้อขายน้ำมันดิบเบางวดส่งมอบเดือน ม.ค. อ่อนตัวลงเล็กน้อยที่ 29 เซนต์มาอยู่ที่ 99.85 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ที่ตลาดสิงคโปร์ หลังจากที่เมื่อวันที่ 13 ธ.ค.ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันได้พุ่งไปถึง 100.4 เหรียญสหรัฐ
ล่าสุดสำนักงานพลังงานสากล (ไออีเอ) ออกโรงเตือนว่า ราคาน้ำมันที่กำลังพุ่งสูงขึ้นจนแตะ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ไปแล้วนั้นกำลังเป็นภัยคุกคามต่อภาวะเศรษฐกิจโลกที่กำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตหนี้ในยุโรป







