
ตอบโจทย์บทเรียนน้ำท่วม ความผิดพลาดราคาแพงที่ต้องจำ
แม้จะเข้าใจได้ว่า เหตุอุทกภัยที่เกิดขึ้นเป็นภัยธรรมชาติที่เกินวิสัยของมนุษย์จะกะเกณฑ์ใดๆ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
แม้จะเข้าใจได้ว่า เหตุอุทกภัยที่เกิดขึ้นเป็นภัยธรรมชาติที่เกินวิสัยของมนุษย์จะกะเกณฑ์ใดๆ ได้ แต่ในทัศนะของบรรดานักวิชาการด้านน้ำท่วมและคณะทำงานด้านการบรรเทาสาธารณภัยต่างเห็นตรงกันว่า เหตุน้ำท่วมของไทยจะมีผลกระทบเลวร้ายน้อยกว่านี้ หากรัฐบาลและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องลงมือทำงานเป็นระบบ เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างถ่องแท้ และเดินหน้าแก้ไขปัญหาให้ตรงจุดอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม เหตุหายนภัยได้บรรเทาเบาบางลงไปแล้ว และล่วงเลยเกินกว่าที่จะมาเสียเวลากล่าวโทษกันอีกต่อไป
ดังนั้น สิ่งเดียวที่ไทยควรทำต่อจากนี้ไป คือ จดจำบทเรียนจากน้ำท่วมในครั้งนี้ให้ขึ้นใจและนำมาปรับปรุงแก้ไข เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาดซ้ำรอย จนซ้ำเติมบรรดาผู้ประสบภัยซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ทั้งนี้ บรรดาผู้เชี่ยวชาญชาวต่างชาติจากอเลิร์ต เน็ต (AlertNet) ได้สรุปประเด็นสำคัญที่ไทยควรต้องปรับปรุงแก้ไข และเพื่อให้เป็นตัวอย่างสำคัญสำหรับประเทศอื่นๆ ได้เรียนรู้
ประเด็นสำคัญประการแรกสุดก็คือ การจัดทำระบบบริหารจัดการน้ำท่วมแบบบูรณาการที่ครอบคลุมในทุกเรื่องที่เกี่ยวข้อง
นักวิชาการต่างชาติ อธิบายว่า น้ำท่วมไทยในครั้งนี้ ไม่ใช่เป็นเพราะปริมาณน้ำที่มีมหาศาลเท่านั้น แต่เป็นผลจากการวางผังเมืองที่ไม่เป็นระบบ ตั้งโรงงานในพื้นที่ราบลุ่มขวางทางน้ำ และการจัดการชลประทาน รวมถึงการปรับทัศนคติที่มีต่อน้ำท่วมว่าเป็นหายนภัยที่ต้องการการฟื้นฟูหลังเกิดเหตุอย่างเร่งด่วน มาเป็นการมองให้ออกว่า น้ำท่วมคือภัยคุกคามต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่จะเป็นต้องลงทุนทุ่มเทวางแผนจัดการป้องกันทุกด้านในระยะยาว เพื่อไม่ให้เหตุน้ำท่วมเกิดขึ้นได้บ่อยแบบรายปี
สำหรับประเด็นที่สอง ที่ไทยควรตระหนักเสียทีก็คือ ปรับปรุงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐ โดยเลิกสนใจผลประโยชน์ทางการเมือง ตลอดจนประสานงานร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อเปิดทางให้มีการช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้ทันท่วงที
ทั้งนี้ แม้ว่าไทยจะมีหน่วยงานราชการมากมายในการจัดการน้ำ และแต่ละหน่วยงานก็มีหน้าที่ความรับผิดชอบที่เหลื่อมซ้อนกัน แต่สิ่งที่นักวิชาการต่างชาติเห็นตรงกันก็คือ ไม่มีหน่วยงานใดเลยที่สามารถละวาง หรือมองข้ามหน้าตาขององค์กร เพื่อให้ความร่วมมือในแก้ไขปัญหาน้ำท่วม
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือ ความขัดแย้งระดับแนวหน้าระหว่างนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ให้ข้อมูลในทิศทางที่ตรงกันข้าม สร้างความสับสนให้กับชาวบ้านทั่วไป จนส่งผลให้ไทยได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักถึงการอาศัยเหตุวิกฤตมาเป็นเรื่องผลประโยชน์ทางการเมือง ทั้งๆ ที่การร่วมมือกันเพื่อช่วยเหลือประชาชนควรเป็นสามัญสำนึกสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด สำหรับผู้ทำหน้าที่บริหารประเทศ
ในส่วนประเด็นที่สามก็คือ การให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ซึ่งนับเป็นหนทางที่ดีที่สุดที่บรรดาผู้เชี่ยวชาญต่างชาติแนะว่า จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิด หรือบรรเทาความขัดแย้งระหว่างภาครัฐกับคนในพื้นที่ลง เช่น กรณีการใช้กระสอบทรายกั้นน้ำ ที่ลงเอยด้วยการประท้วงอย่างโกรธแค้นจากประชาชนที่โดนบีบให้รับบทเหยื่อน้ำท่วม
แน่นอนว่า ในฐานะผู้นำประเทศ รัฐบาลมีอำนาจโดยชอบธรรมในการตัดสินใจเพื่อผลประโยชน์ของคนส่วนรวมในสังคม ทว่าการเปิดใจรับฟังและให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม จะช่วยลดความไม่เข้าใจ ไม่พอใจ และได้รับความร่วมมือจากประชาชนอย่างเต็มใจมากกว่าการรวบรัดตัดสินใจแทน
สำหรับบทเรียนประการต่อมา คือ การปรับแนวทางการช่วยเหลือให้ทั่วถึงและเป็นธรรม โดยหมายรวมถึงแรงงานต่างชาติที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ เนื่องจากเหตุการณ์น้ำท่วมไทยที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นค่อนข้างชัดเจนถึงความแตกต่างของความช่วยเหลือจากรัฐระหว่างพื้นที่ที่เป็นฐานคะแนนของรัฐบาล กับฐานคะแนนของพรรคฝ่ายตรงข้าม ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่สมควรเกิดขึ้นอย่างยิ่งของระบบการปกครองที่ความเท่าเทียมคือหัวใจสำคัญ
อีกประเด็นหนึ่งที่ไทยไม่ควรจะมองข้ามก็คือ การจ่ายเงินชดเชยช่วยเหลือให้กับผู้ประสบภัยที่เดือดร้อน นอกเหนือจากการพุ่งเป้าสนใจแต่การฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ
เพราะแม้ว่านักธุรกิจและนักลงทุนจะมีความสำคัญในการช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ และผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่รัฐบาลไทยไม่ควรจะลืมว่า การฟื้นชีวิตความเป็นอยู่และความเชื่อมั่นของประชาชนก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน เนื่องจากประชาชนก็คือคนที่ทำให้ประเทศเดินไปข้างหน้า
ทั้งนี้ นักวิชาการต่างชาติต่างชื่นชมในโครงการเงินชดเชยของรัฐที่มีการอนุมัติอย่างรวดเร็ว สะท้อนให้เห็นถึงความเอาใจใส่ที่ภาครัฐมีต่อประชาชน แต่ไทยจำต้องปรับระบบราชการที่ยุ่งยาก ซับซ้อน ให้เข้าถึงได้โดยง่าย และคำนึงถึงความเป็นจริงที่เกิดขึ้น เช่น การร้องขอเอกสารจากประชาชนที่ไม่เหลืออะไรเลยเพราะบ้านถูกน้ำพัดทำลายเสียหาย
ขณะเดียวกันบทเรียนถัดไปที่ไทยไม่ควรมองข้ามก็คือ การให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและเชื่อถือได้กับประชาชน
เนื่องจากเหตุอุทกภัยของไทยที่เกิดขึ้นได้กลายเป็นกรณีศึกษาที่ดีที่สุดที่แสดงให้เห็นว่า การที่ภาครัฐไม่มีการให้ข้อมูลกับประชาชน ความวุ่นวายโกลาหลมีมายมายเพียงใด
สำหรับบทเรียนประการสุดท้ายที่ไทยควรตระหนักก็คือ การให้ความสำคัญกับประเด็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ซึ่งในสายตาของผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ นโยบายของไทยที่มีต่อภาวะโลกร้อน ยังอยู่ในระดับปฐมวัย หรือแบเบาะเท่านั้น
เพราะไม่ว่ารัฐบาลไทยจะมีระบบจัดการที่ดีเลิศเพียงใด ก็ไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดเสมอไปในการต่อกรกับความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติที่อยู่ในช่วงของการเปลี่ยนแปลง และนับวันจะยิ่งส่งผลกระทบรุนแรงต่อมนุษย์
ดังนั้น ไม่มีอะไรดีไปกว่าการที่รัฐบาลจะเตรียมการรับมือร่วมกับประชาชนในประเทศ พร้อมๆ กับทำความเข้าใจถึงอันตรายจากหายนะที่จะเกิดขึ้น
แม้ว่าเหตุอุทกภัยหรือภัยธรรมชาติใดๆ เป็นสิ่งที่ไม่มีใครต้องการให้เกิดขึ้น แต่เมื่อไม่สามารถห้ามปรามได้ ก็มีเพียงแต่ต้องเตรียมการหาวิธีป้องกันรับมือให้เหมาะสม เพื่อบรรเทาผลกระทบให้รุนแรงน้อยที่สุด
และไทยน่าจะโชคดีกว่าประเทศอื่นๆ ทั่วโลกในแง่ที่ว่า ไทยมีบทเรียนให้ศึกษาและพัฒนาปรับปรุงเรียบร้อยแล้ว เพียงแต่รอแค่การลงมือทำเท่านั้น







