
บทเรียนจากภาคใต้ผนึกพลังท้องถิ่นต้านภัยพิบัติ
“ภัยธรรมชาติเลี่ยงได้ยาก” คำกล่าวที่ใครหลายคนมักนำมาปลอบใจตัวเอง
“ภัยธรรมชาติเลี่ยงได้ยาก” คำกล่าวที่ใครหลายคนมักนำมาปลอบใจตัวเอง
เมื่อต้องเจอกับภัยธรรมชาติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพียงแค่สามารถเตรียมการป้องกัน เพื่อลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นได้...
แน่นอนว่าวันนี้ไม่มีใครสามารถห้ามฝนตก ฟ้าร้อง...ฟ้าผ่า แต่ก็ต้องเข้าใจเสียก่อนว่าการอนุรักษ์หรือรณรงค์ เพื่อปลูกฝังเรื่องการรักษาป่ากลับไม่ได้ผล ดังนั้น เมื่อแก้ที่ต้นเหตุไม่ได้ คงต้องมองต่อไปข้างหน้าว่า ในอนาคตอันใกล้จะเกิดภัยพิบัติเหล่านี้มากขึ้นเรื่อยๆ หรือไม่?
ทุกวันนี้สภาวะแวดล้อมเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน จนไม่เอื้อต่อการดำรงชีวิตอยู่ของมนุษย์ ถ้าคนจะมีชีวิตอยู่ได้ จึงต้องรู้จักปรับตัวและเปลี่ยนแปลงตามสิ่งสำคัญคือ “การเตรียมรับมือ”
“รู้ป้องกันก่อนแย่” คือ แนวทางแก้ไขและรับมือ
ตัวอย่างความสำเร็จที่กลายเป็นโมเดลหลักในการเตรียมรับมือน้ำท่วมระดับ ต.ถ้ำพรรณรา อ.ถ้ำพรรณรา จ.นครศรีธรรมราช
ที่มาของศูนย์จัดการภัยพิบัติแห่งนี้เกิดขึ้นจากชาวบ้านมีปัญหาเรื่องน้ำท่วมขังในพื้นที่ทุกปี ความช่วยเหลือซึ่งเดิมทีเป็นหน้าที่หลักของหน่วยงานภาครัฐ แต่เป็นไปอย่างล่าช้าและไม่ทันการณ์ รวมไปถึงการจัดการที่ไม่เป็นธรรม เพราะภาครัฐไม่สามารถเข้าใจความเป็นพื้นที่และท้องถิ่น
“คนไม่เคยได้รับความเสียหายย่อมไม่รู้ถึงรสของความสูญเสียที่มาจากภัยพิบัติ”
นี่เป็นคำกล่าวของ สุภาภรณ์ ปราบราย ผู้ประสานงานศูนย์การจัดการภัยพิบัติกล่าวด้วยความเสียใจ
“เหตุการณ์ภูเขาถล่มที่ อ.พิปูน (2531) ย่าผมเสียชีวิตและหาศพไม่เจอ ความเสียหายต่างๆ จากภัยพิบัติของคนในตำบล จึงทำให้คนในชุมชนตระหนักว่า ควรมีการป้องกันเพื่อจะได้รับมืออย่างทันท่วงที ถ้ามีการตายเกิดขึ้นต้องมีหน่วยงานจัดหาศพกันเองได้ ไม่ใช่เพียงนั่งรอหน่วยงานของรัฐ เพราะ ต.ถ้ำพรรณรา อยู่ห่างไกลจากตัวเมืองและสนามบินกว่า 90 กม. กว่าความช่วยเหลือจะเข้ามาก็ใช้เวลานาน การมีศูนย์จัดการภัยพิบัติขึ้นมา เพื่อให้คนในพื้นที่สามารถบริหารจัดการกันเองเมื่อประสบภัย”
นอกจากนี้ การบริหารจัดการของภาครัฐที่เข้ามาจัดการเยียวยาช่วยเหลือหลังน้ำลดขาดความเสมอภาค เช่น สวนยาง ซึ่งพี่ชายเจ้าของเดิมทำหนังสือยกให้แก่น้องสาว แต่หน่วยงานรัฐกลับไม่ให้เงินชดเชยความเสียหาย
การก่อตั้งศูนย์จึงเข้ามามีบทบาทในการบริหารจัดการด้วยตัวเอง โดยการฝึกอาสาสมัครในชุมชนให้มีความรู้ความสามารถอย่างเชี่ยวชาญในการจัดการภัยพิบัติ และเข้าไปมีส่วนร่วมกับหน่วยงานภาครัฐในการจัดการป้องกันและเยียวยาหลังเกิดภัยพิบัติ เช่น การจัดทำบัญชี จัดซื้อ แจกของถุงยังชีพ พยาบาล เฝ้าระวัง บัญชาการ และประสานงาน
ผลดีของการจัดตั้งศูนย์ทำให้คนในชุมชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างรวดเร็วและทันการณ์ เนื่องจากมีการประชุมปรึกษาหารือเรื่องภัยพิบัติกันทุกเดือน และมีอาสาสมัครเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ กว่า 30 คน ทำให้คนในชุมชนมีความรู้ความเข้าใจในการรับมือป้องกันภัยพิบัติได้อย่างถูกต้อง
“แม้ตอนนี้ความพร้อมเมื่อเกิดน้ำท่วมขึ้น ชาวบ้านสามารถรับมือได้ดีประมาณ 70% ที่เหลืออีก 30% ยังมีภาคประชาชนและผู้นำบางส่วนที่ยังไม่สนใจ ฉะนั้นเราจะทำให้คนที่ไม่เอาด้วยเห็นความสำคัญ ขณะนี้จึงเริ่มพัฒนา 30% ที่เหลือ โดยให้เครือข่ายระบบเครือญาติ มีพ่อ แม่ ตา ยาย ปู่ ย่า เข้าไปพูดคุยบอกต่อ เพื่อให้คนที่เหลือมาร่วมกับเราได้ถึง 100%”
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การจัดตั้งศูนย์แห่งนี้ของ ต.ถ้ำพรรณรา ทำให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้นว่าภัยธรรมชาติเลี่ยงไม่ได้ แต่สามารถเตรียมการรับมือได้ โดยสร้างความรู้ความเข้าใจของคนภายในชุมชนให้ลุกขึ้นมาจัดการภัยพิบัติที่เกิดขึ้นด้วยตัวเอง สร้างจิตสำนึกให้รู้สึกได้ว่าภัยธรรมชาติไม่ได้น่ากลัวอีกต่อไป
เช่นเดียวกับการจัดตั้งศูนย์จัดการภัยพิบัติที่ ต.เกาะขันธ์ อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช ก็เป็นอีกหนึ่งศูนย์ตัวอย่างที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2553 เนื่องจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่แค่ฝนตก แต่ยังมีพายุโหมกระหน่ำซ้ำเติมให้บ้านเรือนเสียหายเข้าไปอีก
“การจัดการกันเองที่เรามีอยู่คือ มีเครื่องมือ มีการจัดการข้อมูล มีคน สิ่งสำคัญคือ ข้อมูลเราจะมีข้อมูลตรงไหนที่เสี่ยงภัยที่ไหนน้ำท่วมขังเกิน 7 วัน แล้วหาจุดว่าถ้าจะเกิดน้ำท่วมขังต้องเตรียมอพยพ” เพ็ญศรี ทองบุญชู ประธานศูนย์การจัดการภัยพิบัติและกำนัน ต.เกาะขันธ์ กล่าว
พายุเข้ามาทำให้ภาระใจเกิดขึ้น
การจัดการภายนอกอย่างเดียวคงไม่ทันการณ์ การช่วยเหลือตัวเองแก้ไขปัญหาช่วงระยะต้นๆ ต้องเป็นหน้าที่ของคนในชุมชน ซึ่งได้มีการจัดการกองทุนข้าวสารเพื่อผู้ประสบภัย
“เรามีความพร้อมในระดับหนึ่งคือ มีศูนย์ประสานงานและก็มีคน มีกองทุนข้าวสาร ถ้าเกิดมีปัญหาขึ้นมาจริงๆ ก็สามารถช่วยเหลือตัวเองและแก้ไขปัญหาได้ ขณะนี้เตรียมการขุดลอกคูคลองทุกสายที่มีหญ้าปกคลุม ทำสะพานวางท่อระบายน้ำ หากฝนตกหนักก็จัดการปล่อยน้ำในอ่างเก็บน้ำก่อน เพื่อไม่ให้น้ำในอ่านเยอะเกินไป เพราะ ต.เกาะขันธ์ ตั้งอยู่ด้านล่างของเขื่อน”
“ท้องถิ่นคือ หัวใจของการริเริ่ม ฉะนั้นจึงต้องเริ่มต้นที่ชุมชน เราก็ต้องเชื่อมต่อกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอความช่วยเหลือ แล้วการพัฒนาจะไปในทิศทางเดียวกัน”
แม้ว่าภัยธรรมชาติไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่คงไม่ใช่การปล่อยไว้โดยปราศจากการป้องกัน







