
รับมือมรสุมเศรษฐกิจ
ข่าวร้ายทางด้านเศรษฐกิจทยอยออกมาเป็นระยะ แม้นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์
ข่าวร้ายทางด้านเศรษฐกิจทยอยออกมาเป็นระยะ แม้นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์
จะมั่นใจมากว่าเศรษฐกิจในปีหน้าจะขยายตัวไม่ต่ำกว่า 7% และการส่งออกจะขยายตัวไม่ต่ำกว่า 15% แม้เศรษฐกิจต่างประเทศเริ่มมีสัญญาณไม่ดีก็ตาม
แต่สัญญาณที่ทำท่าจะทำให้เศรษฐกิจไทยสะดุดลงนั้น ดูไปแล้วมาจากปัจจัยภายนอกประเทศเกือบทั้งสิ้น ทั้งเศรษฐกิจของอียูที่มีแนวโน้มแย่ลงไปอีกจากการถูกลดอันดับเครดิต และธนาคารกลาง 6 ชาติต้องประกาศออกมาอุ้ม
แถมยังมีแนวโน้มว่าราคาน้ำมันโลกอาจจะปรับตัวสูงขึ้นไปอีกรอบหนึ่ง ซึ่งนักวิเคราะห์คาดเดากันถึงขนาดว่าราคาน้ำมันจะขึ้นไปถึงบาร์เรลละ 150 เหรียญสหรัฐ
การที่ราคาน้ำมันจะสูงขึ้นทั้งที่เศรษฐกิจโลกไม่ดีนั้น น่าจะเป็นผลมาจากการเก็งกำไรราคาน้ำมันสถานเดียว เพราะตลาดเงินและตลาดทุนโลกเริ่มไม่มีช่องทางให้ลงทุน เพราะความเสี่ยงจากปัญหาเศรษฐกิจมีสูงมาก ทำให้นักลงทุนต้องหันไปลงทุนในน้ำมันและทองคำมากขึ้น
ผลจากราคาน้ำมันแพง จะกระตุกให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ซึ่งประเทศไทยเองก็คงจะต้องอยู่ในวังวนนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และถือเป็นความเสี่ยงอย่างมากต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย เนื่องจากจะทำให้ข้าวของแพง ในขณะที่จำนวนคนตกงานมากขึ้น ซึ่งเป็นผลกระทบต่อเนื่องมาจากปัญหาน้ำท่วม
สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ ทางทีมงานเศรษฐกิจของรัฐบาลได้ปรึกษาหารือกับนายกรัฐมนตรีเพื่อวางแผนรับมือบ้างหรือไม่ว่า รัฐบาลจะดำเนินนโยบายภายใต้ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกอย่างไรบ้าง
ในช่วงที่รัฐบาลเข้ามาใหม่ ทาง 3 เสาหลักเศรษฐกิจ คือ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาหอการค้าไทย และสมาคมธนาคารไทย ได้เข้าพบเพื่อหารือกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็ปัดเรื่องนโยบายทั้งหมดไปให้กับรองนายกฯ กิตติรัตน์ ทั้งหมด
จนถึงขณะนี้ นายกรัฐมนตรีก็ไม่มีวี่แววว่าจะสนใจที่จะดูแล และรู้เรื่องเศรษฐกิจแต่อย่างใด ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง หากผู้นำประเทศไม่มีวิสัยทัศน์และไม่รู้เรื่องเศรษฐกิจ จะทำให้กำหนดทิศทางของประเทศได้ยากว่าจะไปทางไหน หรือจะยืนอยู่ตรงไหนในภาวะเช่นนี้
หลังจากน้ำลด สิ่งที่จะตามมาก็คือ ปัญหาเศรษฐกิจ ที่รัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญมากขึ้น ทั้งเรื่องการฟื้นฟูประเทศ การลงทุน การกระตุ้นให้คนมีงานทำ ดูแลปัญหาปากท้องประชาชน ส่วนภาคเอกชนก็ต้องดูแลให้เข้มแข็ง ให้สามารถสู้กับมรสุมเศรษฐกิจโลกให้ได้
เมื่อมองเห็นปัญหาข้างหน้า นายกรัฐมนตรีก็จะต้องให้ความสำคัญที่จะต้องรู้เรื่องเศรษฐกิจให้มากขึ้น แม้จะมีทีมที่ปรึกษาก็ตาม แต่ในที่สุดแล้วนายกฯ ก็ต้องเป็นคนทุบโต๊ะว่าจะดำเนินการอย่างไร
หากทอดตาไปแล้ว เมื่อเรื่องเศรษฐกิจจะเป็นปัญหาหนักใจของรัฐบาล สิ่งที่รัฐบาลควรจะทำก็ควรวางตัวคนให้ถูกกับงานมากกว่านี้ ไม่เช่นนั้นเห็นทีจะพาประเทศไปสู่ความลำบาก







