
นิคมฯไฮเทคฟื้นเร็ว เริ่มทยอยผลิต 1 ธ.ค.
นิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า (ไฮเทค) จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นอีกหนึ่งนิคมฯ
นิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า (ไฮเทค) จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นอีกหนึ่งนิคมฯ
ที่เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูพื้นที่หลังจากถูกน้ำท่วมอย่างรวดเร็ว โดยในวันที่1 ธ.ค. ได้มีการจัดงาน “คืนสู่การผลิตภาคอุตสาหกรรม” โดยมี เผดิมชัย สะสมทรัพย์ รมว.แรงงาน วิทยา บุรณศิริ รมว.สาธารณสุข สุภาพ คลี่ขจาย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงอุตสาหกรรม และวิทยา ผิวผ่อง ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เข้าร่วมงาน
นิคมฯ ไฮเทคน้ำเริ่มเข้ามาภายในนิคมฯ ตั้งแต่วันที่ 13 ต.ค. ระดับน้ำสูง 4.90 เมตรจากระดับน้ำทะเล เริ่มสูบน้ำออกตั้งแต่วันที่ 14 พ.ย. น้ำแห้ง 24 พ.ย. และมีโรงงานเริ่มเดินเครื่องการผลิตได้ในวันที่ 1 ธ.ค. ซึ่งเร็วกว่าแผนเดิมที่วางไว้ที่ 16 ธ.ค. เมื่อวันที่ 25 พ.ย.ที่ผ่านมา ได้มีการให้บริการระบบน้ำและไฟฟ้าได้แล้ว 100% ซึ่งขณะนี้มีโรงงานที่เริ่มดำเนินการผลิตแล้วจำนวน 12 ราย จาก 143 โรงงาน
ขณะนี้ทางการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ได้เข้าตรวจสอบระบบไฟฟ้าภายในนิคมฯ ครบ 100% เพื่อเตรียมความพร้อมจ่ายไฟ โดยได้จ่ายกระแสไฟฟ้าแล้วจำนวน 12 ราย ส่วนที่เหลือยังรอให้ผู้ประกอบการมาแจ้งความประสงค์กับ กฟภ.ต่อไป
ด้านงบประมาณฟื้นฟูนิคมฯ ใช้ประมาณ 100 ล้านบาท โดย 40 ล้านบาท เป็นการใช้ฟื้นฟูระบบไฟฟ้า และระบบน้ำทั้งหมด และอีก 30-40 ล้านบาท ใช้ซ่อมถนนที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม เป็นต้น
ส่วนการจ้างงานขณะนี้มีโรงงาน 30 แห่งใน จ.พระนครศรีอยุธยา ที่ถูกน้ำท่วม ได้เลิกจ้างไปแล้ว 8,789 คน แต่ปริมาณการเลิกจ้างดังกล่าวถือว่าไม่มากนักเมื่อเทียบกับจำนวนโรงงานที่มีอยู่ทั้งสิ้น 5,364 แห่ง มีการจ้างงาน3.8 แสนคน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กรมสวัสดิการแรงงานได้ช่วยเหลือ โดยจัดหางานตำแหน่งต่างๆ ของโรงงานอื่นในจังหวัดมารองรับคนงานดังกล่าวที่บริเวณศาลากลางจังหวัด
สำหรับบริษัทที่เริ่มเข้ามาดำเนินการในโรงงานแล้ว เช่น บริษัท อาปิโก ไฮเทค ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ โดย บริษัท อาปิโกฯ น้ำท่วมเข้าโรงงานตั้งแต่วันที่ 14 ต.ค. ระดับน้ำสูง 2.20 เมตร ทางโรงงานมีแผนฟื้นฟู และคาดว่าจะเริ่มเดินเครื่องได้ตั้งแต่วันที่ 15 ธ.ค.นี้ ที่จะเริ่มเดินเครื่องผลิตประมาณ 20% และจะกลับมาเดินเครื่องได้ 100% ในช่วงเดือน ก.พ.ปีหน้า ซึ่งขณะนี้ได้โยกการผลิตไปยังโรงงานใน จ.ชลบุรี และระยอง เพื่อผลิตทดแทน
เย็บ ซู ชวน ประธานบริษัท อาปิโก ไฮเทค กล่าวว่า เครื่องจักรส่วนใหญ่ได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะเครื่องจักรขนาดเล็กที่เสียหายมาก และต้องทิ้งทั้งหมด รวมถึงสต๊อกสินค้าที่เป็นเหล็กก็ต้องทิ้งเช่นเดียวกัน เนื่องจากเหล็กแช่น้ำเป็นสนิม ไม่สามารถนำมาใช้ได้แล้ว โดยคาดว่าการซ่อมแซมโรงงานทั้งหมดจะต้องใช้เงินประมาณ 2,000 ล้านบาท
ขณะที่บริษัท แคนนอน ไฮเทค (ประเทศไทย) โรงงานผลิตเครื่องเจ็ต พรินเตอร์ และเครื่องสแกนเนอร์ ได้โยกการผลิตชั่วคราวไปที่ประเทศเวียดนาม และ จ.นครราชสีมา คาดว่าโรงงานในนิคมฯ ไฮเทคจะเริ่มกลับมาผลิตเต็มกำลังได้ปีหน้า สำหรับเครื่องจักรที่เสียหายส่วนที่ซ่อมแซมได้ก็จะซ่อม ถ้าซ่อมไม่ได้ก็จัดซื้อใหม่
อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทยังมีปัญหาเรื่องการจัดการขยะ เพราะโรงงานตั้งอยู่ในเขตฟรีโซน ของที่จะเคลื่อนย้ายจำเป็นต้องผ่านการตรวจสอบจากกรมศุลกากรก่อน จึงต้องการให้เร่งดำเนินการโดยเร็ว







