posttoday
สหรัฐหวนลุยเอเชีย หนทางรอดเศรษฐกิจประเทศ

สหรัฐหวนลุยเอเชีย หนทางรอดเศรษฐกิจประเทศ

21 พฤศจิกายน 2554

หากว่ากันตามสำนวนการทูตแล้ว คงต้องยอมรับว่าการตัดสินใจเข้าร่วมเวทีการประชุมความร่วมมือ

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

หากว่ากันตามสำนวนการทูตแล้ว คงต้องยอมรับว่าการตัดสินใจเข้าร่วมเวทีการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (เอเปก) ที่ฮาวาย ร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน และร่วมประชุมเอเชียตะวันออกที่เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ของประธานาธิบดีบารัก โอบามาแห่งสหรัฐ ค่อนข้างจะประสบความสำเร็จอย่างงดงาม

งดงามในแง่ที่ว่า ทุกสิ่งที่ลงมือทำล้วนส่งผลเกี่ยวพันต่อผลประโยชน์มหาศาลต่อสหรัฐล้วนๆ

เพราะการมุ่งรื้อฟื้นสัมพันธ์กับบรรดาประเทศต่างๆ ในเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พันธมิตรเก่าแก่ 5 ชาติ อย่างออสเตรเลีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ และไทย หลังจากที่ห่างหายไปนาน เพราะมัวแต่ติดพันกับสงครามในอิรักและอัฟกานิสถาน ได้นำไปสู่ความสำเร็จแบบหมดจดสำหรับการกรุยทางสู่อนาคตที่สดใสทางการค้าการลงทุนในภูมิภาคนี้ของสหรัฐ

สหรัฐหวนลุยเอเชีย หนทางรอดเศรษฐกิจประเทศ

ท่าทีกระตือรือร้นของสหรัฐในการเดินหน้าลุยข้อตกลงหุ้นส่วนภาคพื้นแปซิฟิก (ทีพีพี) คือตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุด ที่สะท้อนให้เห็นว่าสหรัฐหมายมั่นปั้นมือและวาดหวังไว้มากเพียงไรว่าทีพีพีจะช่วยฉุดรั้งกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังซบเซาอย่างหนักของประเทศให้กลับมาคึกคักสดใสขึ้นอีกครั้ง

ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมว่า สถานะทางเศรษฐกิจของสหรัฐในขณะนี้อยู่ในสภาพที่เรียกได้ว่า ค่อนข้างน่าอนาถ และอับจนหนทาง เนื่องจากประเทศอยู่ในสภาวะหนี้สาธารณะท่วมหัว จีดีพี ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศขยายตัวลดลง และจำนวนคนตกงานที่ยังสูงกว่า 9% จนรัฐบาลต้องตัดลดงบประมาณในทุกด้าน และเดินหน้าลุยหามาตรการรัดเข็มขัด ตลอดจนวิธีการต่างๆ เพื่อหนีจากวิกฤตหนี้ครั้งนี้

และหนึ่งในหนทางนั้น ก็คือการเดินหน้าหาเส้นทางสู่ประตูการค้าแห่งใหม่ให้กับสหรัฐ โดยมีจุดหมายปลายทางสำคัญอยู่ที่ภูมิภาคเอเชีย

บรรดานักวิเคราะห์และนักเศรษฐศาสตร์ต่างมองว่า การที่ผู้นำสหรัฐเดินหน้าลุยเข้าหาภูมิภาคที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่รวดเร็วที่สุด นับเป็นทางออกที่ค่อนข้างดีสำหรับผู้ประกอบการและแรงงานของสหรัฐ

เพราะหมายถึง กำลังซื้อมหาศาลของผู้บริโภคในเอเชียจะช่วยทำให้ตัวเลขการส่งออกของสหรัฐกระเตื้องขึ้น โดยประธานาธิบดีโอบามา เปิดเผยว่า ในช่วง 9 วันของการเดินทางมาเยือนเอเชียนี้ ข้อตกลงทางการค้าที่ได้มีการหารือนั้นน่าจะสามารถสร้างงานในสหรัฐได้มากกว่า 1.3 แสนตำแหน่ง ขณะเดียวกัน ยังช่วยให้โบอิ้ง บริษัทผลิตเครื่องบินชั้นนำของโลก และจีอี บริษัทผลิตชิ้นส่วนเครื่องยนต์สามารถส่งออกได้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะเพิ่มมูลค่าการส่งออกของสหรัฐให้สูงมากถึง 3.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

นอกจากนี้ การส่งออกที่เพิ่มมากขึ้นนี้ยังหมายรวมถึงสินค้าที่สหรัฐอยู่ในฐานะเจ้าตลาดอย่างยุทโธปกรณ์และอาวุธทางทหาร ซึ่ง 7 ใน 10 บริษัทยักษ์ใหญ่ที่ผลิตอาวุธล้วนเป็นของสหรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่ภูมิภาคเอเชียกำลังตกอยู่ในความตึงเครียดกรณีพิพาทเหนืออาณาเขตทะเลจีนใต้ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสายสำคัญ และอุดมไปด้วยทรัพยากรทางธรรมชาตินานาชนิด

บทวิเคราะห์ด้านการซื้อขายอาวุธของสหรัฐในซีเอ็นเอ็นระบุว่า ความตึงเครียดในทะเลจีนใต้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ตัวเลขการส่งออกอาวุธของสหรัฐกระเตื้องขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ในช่วงปี 2553-2554 รัฐบาลฟิลิปปินส์ตัดสินใจซื้อเรือลาดตระเวนมือสองจากสหรัฐมูลค่าสูงราว 9,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ไต้หวันซื้อฝูงบินเอฟ-16 มูลค่า 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และอินโดนีเซียได้ซื้อเครื่องบินรบและเครื่องบินลำเลียงที่คิดเป็นมูลค่าสูงถึงหลายร้อยล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่การค้าอาวุธกับมาเลเซียก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับสิงคโปร์ที่กลายเป็น 1 ใน 10 ประเทศผู้ซื้ออาวุธรายใหญ่ของโลก

สหรัฐหวนลุยเอเชีย หนทางรอดเศรษฐกิจประเทศ

ข้อมูลที่ได้ส่งผลให้ซีเอ็นเอ็นคาดการณ์ว่าภายในปี 2554 สหรัฐจะได้รับเงินจากการค้าอาวุธทั่วโลกมีมูลค่าสูงถึง 4.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้นเท่าตัวจากปี 2553

เรียกได้ว่า ทั้งหมดทั้งมวลล้วนส่งผลดีต่อการส่งออกโดยรวมของสหรัฐทั้งสิ้น และยิ่งมีการผลิตเพื่อการส่งออกมากเท่าใด ย่อมหมายถึงตัวเลขการว่างงานที่น้อยลง เพราะมีการจ้างงานมากขึ้นเพื่อให้การผลิตทันการส่งออก

อย่างไรก็ตาม บรรดานักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญส่วนหนึ่งต่างมองว่า การที่สหรัฐห่างหายจากภูมิภาคนี้ไปนาน ส่งผลให้สหรัฐไม่ใช่พี่ใหญ่ในภูมิภาคอาเซียนอีกต่อไป

ทั้งนี้ ในปี 2553 ประเทศคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของอาเซียน ก็คือจีน ขณะที่อาเซียนเองก็เป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของจีน โดยมีการส่งออกสินค้าไปจีนเพิ่มขึ้น 39% อยู่ที่ 1.135 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่สหรัฐกับอาเซียนต่างเป็นคู่ค้าระหว่างกันในอันดับที่ 4 ทั้งคู่

สภาพการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้สหรัฐจำต้องหาทางสกัดอิทธิพลของจีนไม่ให้มีมากจนเกินไป เห็นได้จากการที่สหรัฐกล่าวหาจีนเรื่องนโยบายค่าเงินหยวน และท่าทีที่หันไปสนับสนุนประเทศที่มีปัญหาพิพาทกับจีนเรื่องอาณาเขตทะเลจีนใต้อย่างเปิดเผย จนจีนต้องรีบออกมากระแอมเตือนประเทศต่างๆ ในอาเซียนว่า หากเห็นดีด้วยกับสหรัฐในการที่จะงัดข้อกับจีน อาจเสียผลประโยชน์มูลค่ามหาศาลได้อย่างไม่ยากเย็น

ทว่า การที่สหรัฐประกาศหยิบยกประเด็นพิพาททะเลจีนใต้ขึ้นมาคุยในเวทีประชุมเอเชียตะวันออก และเลือกที่จะเคียงข้างประเทศที่มีปัญหาขัดแย้งกับจีนอย่างเปิดเผย ล้วนเป็นการส่งสัญญาณให้โลกรู้ว่า สหรัฐพร้อมที่จะกลับมามีบทบาทและอำนาจในอาเซียนอีกครั้ง

แน่นอนว่า ผลลัพธ์ที่หวังไว้ ก็ไม่ใช่อื่นใด นอกไปจากผลประโยชน์ของชาติ

ทั้งนี้ บรรดานักวิเคราะห์มองว่า ด้วยตัวเลขจีดีพีของบรรดา 10 ประเทศสมาชิกอาเซียนบวกกับจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ คิดเป็นจำนวนที่สูงถึง 21% ของจีดีพีโลก และเมื่อรวมประเทศภาคีอย่างออสเตรเลีย อินเดีย นิวซีแลนด์ รัสเซีย และสหรัฐเข้าไปร่วมด้วยแล้ว จะมีจีดีพีสูงถึง 56% นี้ นับเป็นเดิมพันยิ่งใหญ่ที่คุ้มค่าสำหรับสหรัฐ ท่ามกลางหนทางฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศที่แสนจะริบหรี่

เป็นเดิมพันที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับอนาคตของสหรัฐ แต่อาจจะวุ่นวายและตึงเครียดที่สุดสำหรับภูมิภาคอาเซียน

 

ข่าวล่าสุด

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน