
การเตรียมพร้อมแห่งชาติ
วิกฤตการณ์ “มหาอุทกภัย 54” ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ ได้รับการวิจารณ์จากสื่อมวลชนต่างประเทศว่า
วิกฤตการณ์ “มหาอุทกภัย 54” ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ ได้รับการวิจารณ์จากสื่อมวลชนต่างประเทศว่า
โดย..พล.อ.อ.วรรวิท คงศักดิ์
เป็นการยากที่ประเทศไทยจะ “บริหารจัดการวิกฤต” (Crisis Management) ครั้งนี้ได้ เนื่องจากไม่ได้มีการเตรียมการมาก่อน
ความเห็นของสื่อมวลชนเรื่องนี้ อาจคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง เพราะประเทศไทยเรามี “นโยบายการเตรียมพร้อมแห่งชาติ 2548” เป็นกรอบแนวทางในการบริหารประเทศในยามวิกฤต และเป็นเรื่องเดียวกับนโยบายความมั่นคงของรัฐ ข้อ 2.5 “พัฒนาระบบเตรียมพร้อมแห่งชาติ” ที่นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 23 ส.ค. 2554
แนวคิดในเรื่อง “การเตรียมพร้อมแห่งชาติ” นี้ เริ่มมาตั้งแต่ปี 2509 โดยท่านองคมนตรี พล.อ.อ.สิทธิ เศวตศิลา สมัยที่เป็นรองเลขาธิการสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้ริเริ่มศึกษาจากแนวคิดของประเทศต่างๆ และนำมาประยุกต์กับบริบทของประเทศไทย จนเป็น “แผนเตรียมพร้อมแห่งชาติ” ฉบับแรกเมื่อปี 2517
แผนเตรียมพร้อมแห่งชาติฉบับแรก มุ่งเน้นการเตรียมความพร้อมด้านทรัพยากรและมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในสถานการณ์ฉุกเฉิน กรณีที่ประเทศถูกรุกรานจากประเทศอื่น
ต่อมาในปี 2535 ได้จัดทำแผนเตรียมพร้อมแห่งชาติที่ครอบคลุมสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น ทั้งสาธารณภัยและภัยด้านความมั่นคง
เนื่องจากสถานการณ์ในปัจจุบัน ภัยคุกคามด้านความมั่นคงของชาติมีความหลากหลายและมีระดับความรุนแรงมากขึ้น จึงจำเป็นต้องมีการบริหารจัดการที่สามารถดำเนินการได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ ด้วยการผนึกกำลังของทุกหน่วยงาน องค์กร และพลังสามัคคีของคนในชาติตั้งแต่ยามปกติ
สมช.จึงพิจารณากำหนดเป็น “นโยบายการเตรียมพร้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2548” เพื่อให้เป็นกรอบให้หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน และองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จัดทำยุทธศาสตร์ แนวทาง มาตรการ แผนปฏิบัติการ เพื่อบริหารจัดการสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น โดยยึดถือแผนป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนและแผนการป้องกันประเทศ เป็นแนวทางในการเตรียมการ
สำหรับหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบมี 2 หน่วยงาน คือ กระทรวงมหาดไทยรับผิดชอบกรณีเกิดสาธารณภัย และกระทรวงกลาโหมรับผิดชอบกรณีเกิดภัยจากการสู้รบและภัยการก่อการร้าย โดย สมช.เป็นหน่วยประสานงานและรับผิดชอบในการฝึกซ้อมกันอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มีความพร้อมปฏิบัติเมื่อเกิดสถานการณ์ที่เป็นวิกฤตของชาติ
นโยบายการเตรียมพร้อมแห่งชาติฉบับนี้ คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ความเห็นชอบเมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 2548 โดยให้ยกเลิกแผนการเตรียมพร้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535
ต่อมาเมื่อวันที่ 6 พ.ย. 2550 คณะรัฐมนตรีได้มีมติรับทราบกรอบแผนปฏิบัติการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแบบบูรณาการระดับกระทรวง รวม 17 ด้าน เพื่อให้เป็นแผนหลักในการสนับสนุนทรัพยากรด้านต่างๆ ในการป้องกันและบรรเทาภัยที่เกิดขึ้น
และเมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2552 ได้มีมติเห็นชอบแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2553-2557 เพื่อเป็นกรอบแนวทางให้หน่วยงานและทุกภาคส่วน ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นจนถึงระดับประเทศ สามารถเตรียมความพร้อมตั้งแต่ยามปกติ
ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการเมื่อเกิดภาวะวิกฤตได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการฟื้นฟูเยียวยาผู้ประสบภัยภายหลังวิกฤตได้อย่างรวดเร็วเป็นระบบ
เป็นที่น่าสังเกตว่า ห้วงเวลาที่คณะรัฐมนตรีมีมติในเรื่องนี้เป็นรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยบริหารประเทศเกือบทั้งหมด ดังนั้นจึงไม่เป็นเรื่องแปลกที่นโยบายของรัฐบาลปัจจุบันจะให้ความสำคัญกับเรื่องการเตรียมพร้อมแห่งชาติ และกำหนดเป็นนโยบายสำคัญในด้านความมั่นคงของรัฐ
ในปี 2554 สมช.ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย (กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย) กระทรวงกลาโหมและเหล่าทัพ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงคมนาคม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมประชาสัมพันธ์ ขึ้นเมื่อวันที่ 1416 ก.ย.ที่ผ่านมา ภายใต้ชื่อว่า “การฝึกซ้อมการบริหารวิกฤตการณ์ระดับชาติ” ประจำปี 2554 (Crisis Management Exercise 2011 : CMEX 11)
การฝึกครั้งนี้ เป็นการฝึกการแก้ปัญหาบนโต๊ะ (Tabletop Exercise) เพื่อทดสอบกระบวนการป้องกันและบรรเทาภัยความมั่นคง และทดสอบระบบบัญชาการเหตุการณ์ในระดับนโยบาย โดยตั้งศูนย์ปฏิบัติการรองรับเหตุฉุกเฉินด้านสาธารณภัย (ศปฉ.ปภ.) เพื่อเป็นศูนย์บัญชาการของนายกรัฐมนตรี และในระดับจังหวัด เพื่อเป็นศูนย์บัญชาการของผู้ว่าราชการจังหวัด ที่ จ.สระแก้ว และ จ.สุรินทร์
โดยมีผู้เข้าร่วมรับการฝึกจากหน่วยงานระดับกระทรวง กรม จังหวัด รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สมาคม มูลนิธิ รวมประมาณ 250 คน
ผลของการฝึกซ้อมการบริหารวิกฤตของชาติครั้งนี้ สมช.ได้นำเรียนผ่านรองนายกรัฐมนตรี (พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ) เสนอให้คณะรัฐมนตรีรับทราบเมื่อวันที่ 18 ต.ค. 2554 มีข้อเสนอแนะ 7 ประการ ซึ่งสาระที่ตรงกับปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ เช่น ควรพัฒนาระบบแจ้งเตือนประชาชนให้มีความชัดเจนและมีเอกภาพ และควรตั้งศูนย์ปฏิบัติการระดับจังหวัดเพื่อเตรียมความพร้อมตั้งแต่ยามปกติ เป็นต้น
ถ้าย้อนกลับมาดูสถานการณ์ “มหาอุทกภัย 54” ที่เกิดขึ้นในบ้านเราขณะนี้
รัฐบาลได้ประกาศ “บางระกำโมเดล” เมื่อวันที่ 20 ส.ค. 2554 เพื่อต่อสู้กับ “ภัยพิบัติ” ที่เกิดจากอุทกภัยในภาคเหนือ และเมื่อสถานการณ์ขยายตัวมาถึงปริมณฑลกรุงเทพมหานคร รัฐบาลได้ตั้ง “ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย” (ศปภ.) ขึ้น โดยผู้บริหารมาจากนักการเมืองและบุคคลที่ใกล้ชิด
จากที่ผ่านมาคงต้องยอมรับว่า ศปภ.ประมาณสถานการณ์ผิดพลาดมาโดยตลอด ทำให้การตัดสินใจผิดพลาดและล่าช้า แม้กระทั่งการเลือกที่ตั้งของ ศปภ.ก็ผิดตำราพิชัยสงคราม จนต้องย้ายที่ตั้งเพราะน้ำท่วม รวมทั้งไม่มีการจัดทำแผนปฏิบัติการที่สำคัญ เช่น แผนอพยพผู้ประสบภัย เป็นต้น
ในการหารือของสมาชิกวุฒิสภาเรื่องอุทกภัยเมื่อวันที่ 10 ต.ค. 2554 สมาชิกวุฒิสภากลุ่มหนึ่งได้เสนอให้รัฐบาลใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 เพื่อแก้ไข “วิกฤตของชาติ”
การตัดสินใจไม่ปฏิบัติตามข้อเสนอแนะของสมาชิกวุฒิสภา และเลือกใช้การบริหารราชการแผ่นดินยามปกติ ประกอบกับมาตรา 31 ของกฎหมายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เป็นสิทธิอันชอบธรรมของรัฐบาลที่จะตกลงใจเลือกใช้เครื่องมือในการบริหารตามพฤติภาพบังคับที่เกิดขึ้น
แต่รัฐบาลไม่ควรให้เหตุผลต่อสาธารณะว่า กฎหมายฉบับนี้ใช้กับการก่อความไม่สงบเท่านั้น
ทั้งนี้ เพราะมาตรา 4 ของกฎหมายฉบับนี้ได้เขียน “นิยาม” สถานการณ์ฉุกเฉินไว้อย่างชัดเจนว่า “...หรือการป้องปัดหรือแก้ไขเยียวยาความเสียหายจากภัยพิบัติสาธารณะอันมีมาอย่างฉุกเฉินและร้ายแรง”
มาถึงวันนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีได้ยอมรับในที่ประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 11 ต.ค.ที่ผ่านมาว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ เป็น “วิกฤตที่ร้ายแรงของประเทศ”
ดังนั้น จึงยังไม่สายที่รัฐบาลจะนำ “นโยบายการเตรียมพร้อมแห่งชาติ” ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อบริหารประเทศในยามวิกฤตมาใช้แก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะวิกฤตการณ์ครั้งนี้จะต้องยืดยาวไปอีกไม่น้อยกว่า 2 เดือนกว่าน้ำจะแห้งหมด และเมื่อนับถึงการฟื้นฟูสภาพความเสียหายที่ต้องใช้เวลาอีกไม่น้อยกว่า 6 เดือน
โดยควรแปรสภาพ “ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย” (ศปภ.) มาเป็น “ศูนย์ปฏิบัติการรองรับเหตุฉุกเฉินด้านสาธารณภัย” (ศปภ.ปภ.) ตามนโยบายการเตรียมพร้อมแห่งชาติ
และมอบให้กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานรับผิดชอบบริหารจัดการวิกฤตการณ์ ตามกรอบแผนปฏิบัติการการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแบบบูรณาการ 17 ด้าน ที่ผ่านการทดสอบแผนมาแล้ว
นอกจากนั้น ควรมอบให้สำนักงานเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบและศึกษาเรื่องนี้มาโดยตลอด เป็นหน่วยประสานงานและกำกับดูแล การบริหารจัดการสถานการณ์ให้เป็นไปตามหลักวิชาการ เพื่อบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้นและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน
รวมทั้งจะทำให้ต่างประเทศไม่ปรามาสว่า เราบริหารจัดการวิกฤตของชาติ “ไม่เป็น” อีกด้วย







