
กฟผ.ย้ำน้ำท่วมเกิดจากภัยธรรมชาติ
สุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)
สุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)
แถลงข่าวชี้แจงข้อมูลเรื่องการระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ว่า การผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำในประเทศไทย คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 5% ของกำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ
ทั้งนี้ ประโยชน์หลักของการเก็บกักและระบายน้ำในเขื่อนต่างๆ ทำเพื่อประโยชน์ในด้านการชลประทานเป็นหลัก และการผลิตไฟฟ้าเป็นเพียงประโยชน์เสริมที่ได้รับเท่านั้น กฟผ. จึงบริหารจัดการน้ำร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ในรูปของคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ซึ่งประกอบด้วยอีก 8 หน่วยงาน ได้แก่ กรมชลประทาน กรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร สำนักการระบายน้ำกรุงเทพมหานคร (กทม.) กรมอุทกศาสตร์กองทัพเรือ กรมทรัพยากรน้ำ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.)
ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวต่อไปว่า ในการระบายน้ำคณะอนุกรรมการ จะควบคุมให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุมระดับน้ำของแต่ละเขื่อน ซึ่งได้จัดทำจากสถิติทางอุทกศาสตร์ย้อนหลัง 30–40 ปี โดยหากระดับน้ำต่ำกว่าเกณฑ์ควบคุมระดับน้ำตัวล่าง โอกาสที่ปีต่อไปจะขาดน้ำก็เป็นไปได้ ส่วนหากระดับน้ำสูงกว่าเกณฑ์ควบคุมระดับน้ำตัวบนจะทำให้เกิดน้ำล้นอ่างได้ ซึ่งในปี 2554 นี้ ในช่วงก่อนเข้าฤดูฝน เดือน พ.ค.มิ.ย. อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์มีระดับต่ำกว่าเกณฑ์ จึงได้เก็บกักน้ำไว้และระบายออกเล็กน้อยเพื่อการอุปโภคและบริโภค
แต่เมื่อถึงเดือน ก.ค.ส.ค. ประเทศไทยประสบกับพายุฝน ทำให้ปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างมาก คณะอนุกรรมการจึงปรับแผนการระบายน้ำเขื่อนภูมิพลเพิ่มขึ้นเป็น 3040 ล้าน ลบ.ม./วัน แต่เนื่องจากท้ายน้ำก็ประสบภาวะฝนตกหนักมีปริมาณน้ำมากอยู่แล้ว ประกอบกับน้ำที่ไหลมาจากแม่น้ำยม ซึ่งไม่มีเขื่อนกั้นได้ทำให้เกิดน้ำท่วมสูงที่ จ.สุโขทัย แพร่ และ จ.พิจิตร จึงทำให้ไม่สามารถระบายน้ำจากเขื่อนในปริมาณมากๆ ในช่วงเวลาดังกล่าวได้
ขณะเดียวกันอ่างเก็บน้ำเขื่อนทั้งสองแห่งยังสามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 2,000 ล้าน ลบ.ม.ด้วย ซึ่งจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น หากเปรียบเทียบกับสถิติที่ผ่านมา เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์จะมีน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำ ประมาณ 5,000-6,000 ล้าน ลบ.ม. แต่ในปี 2554 ตั้งแต่เดือนเม.ย.27 ต.ค. เขื่อนภูมิพลมีน้ำไหลเข้าอ่าง 11,359 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนสิริกิติ์ 10,218 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งเกิดจากพายุฝนมากผิดปกติเกินกว่าจะควบคุมได้
สุทัศน์ กล่าวยืนยันว่า สถานการณ์น้ำท่วมภาคกลางที่เกิดขึ้นในช่วงเดือน ก.ย.ต.ค. เขื่อนภูมิพลมีการระบายน้ำเพียง 2,722 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนสิริกิติ์ ระบายน้ำเพียง 2,725 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำที่ระบายจาก 2 เขื่อนรวมกันเพียง 5,447 ล้าน ลบ.ม. ในขณะที่ท้ายเขื่อนมีฝนตกหนัก และมีน้ำจากแม่น้ำวัง แม่น้ำยม และน้ำทุ่ง ไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา จ.นครสวรรค์ จึงทำให้มีปริมาณน้ำถึง 21,039 ล้าน ลบ.ม. ไหลไปรวมกับน้ำจากแม่น้ำสะแกกรัง 2,738 ล้าน ลบ.ม. และแม่น้ำป่าสัก อีก 3,165 ล้าน ลบ.ม. ไหลเข้าสู่พื้นที่ภาคกลาง ซึ่งจะเห็นได้ว่าปริมาณน้ำส่วนใหญ่ถึง 80% เป็นปริมาณน้ำฝนที่ตกนอกระบบชลประทาน ไม่สามารถควบคุมได้
สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปีนี้ หากตั้งสมมติฐานว่า กฟผ. ระบายน้ำก่อนในช่วงต้นฤดูฝนเต็มที่ หรือเขื่อนทั้งสองเก็บน้ำไว้ทั้งหมด มวลน้ำที่ไหลเข้าสู่ภาคกลางนั้นยังคงมีมากว่า 2 หมื่นล้าน ลบ.ม. ในขณะเดียวกัน หากไม่มีเขื่อนทั้งสองแห่งรองรับน้ำไว้ ปริมาณน้ำกว่า 1 หมื่นล้าน ลบ.ม. ที่เก็บกักไว้ในปี 2554 จะไหลลงสู่พื้นที่ภาคกลางทั้งหมดเช่นกัน จึงเห็นได้ว่าการที่เกิดน้ำท่วมในปีนี้มาจากภัยธรรมชาติที่หลีกเลี่ยงได้ยาก
กฟผ. ในฐานะที่เป็นหนึ่งในคณะอนุกรรมการยืนยันได้ว่า การบริหารจัดการน้ำได้พิจารณาจากภาพรวมทุกด้าน ตามหลักวิชาการ และในส่วนของ กฟผ. ได้ปฏิบัติตามมติคณะอนุกรรมการ







