
นายกฯต้องฟัง
แผนรัฐล่มจมทั้งเมือง1ม.-อลหม่านผวาประปาล่ม/ถึงเวลายิ่งลักษณ์ตัดสินใจ
แผนรัฐล่มจมทั้งเมือง1ม.-อลหม่านผวาประปาล่ม/ถึงเวลายิ่งลักษณ์ตัดสินใจ
วิกฤตมหาอุทกภัยโถมเข้าใส่กรุงเทพฯ ร้อนทะลุปรอทแล้ว แต่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก็ยังไม่ตัดสินใจ ทำให้สถานการณ์บานปลายจนอาจจะกลายเป็นกลียุคจริงๆ ดังนี้
1.ชัดเจนแล้วว่า แผนการบริหารวิกฤตน้ำรัฐบาลล่ม ใช้การไม่ได้
นายกฯ รับแล้วว่า แนวทางหลายอย่าง เช่น การขุดคลองระบายน้ำฝั่งตะวันออกของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ไม่เป็นผล ประตูน้ำที่รังสิตทำงานหนัก แม้นายกฯ จะสั่งให้ปิดเพื่อกันน้ำทะลักเข้ากรุงเทพฯ แต่ปรากฏว่าปิดไม่ได้เพราะเครื่องชำรุดและประชาชนคัดค้าน ทำให้น้ำล้นคันกั้นทะลักเข้าถนนพหลโยธินและคลองประปา กำลังลามเข้ากรุงเทพฯ ชั้นใน คาดว่าจะถึงจตุจักรในสองวันนี้
แน่ชัดแล้วว่าถ้าปล่อยให้อยู่ในสภาพการณ์นี้ต่อไป น้ำจะท่วมกรุงเทพฯ ถึงชั้นใน กินบริเวณมาก ขนาดความสูง 11.5 เมตร นานอย่างน้อย 1-2 เดือน
สุทัศน์ วีสกุล หนึ่งในคณะกรรมการบริหารน้ำ ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ซึ่งนายกฯ ตั้งขึ้นเพื่อแก้ไขสถานการณ์ ระบุว่า น้ำกำลังทะลักเข้ากรุงเทพฯ 3 จุดสำคัญ เพราะคันกั้นพังทลายลง คือ ที่คลอง 1 เข้ามาทางคูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี เข้าที่ถนนพหลโยธิน วิภาวดีรังสิต และแจ้งวัฒนะ บางจุดยังเป็นแค่การล้นเอ่อจากท่อ หลังจากนี้จะมีน้ำไหลเติมเข้ามาเรื่อยๆ
“คนกรุงเทพฯ จะอยู่ในภาวะประสาทกิน เพราะน้ำจะค่อยๆ เอ่อขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าไม่รีบแก้ไขปัญหายิ่งจะแก้ลำบาก และถ้าไม่สามารถซ่อมคันกั้นน้ำที่รังสิตด้านเหนือได้ ภายในเวลา 1 เดือน น้ำจะท่วมทั่วทุกพื้นที่ในกรุงเทพฯ ไม่มีพื้นที่ไหนที่ไม่ท่วม ระดับน้ำจะอยู่ที่ 11.5 เมตร”
สุทัศน์ ระบุด้วยว่า แนวทางเดียวที่จะลดผลกระทบได้เร็วที่สุด คือ 1.ซ่อมแนวคันกั้นน้ำพระราชดำริที่เสียหายเพื่อลดน้ำที่จะไหลเข้ามา 2.เร่งสูบน้ำออก 3.รักษาคันกั้นน้ำประวิงเวลาให้ผ่านถึงช่วงกลางเดือน พ.ย.
แนวคิดของ กทม. ที่จะให้น้ำไหลเข้าถนนวิภาวดีรังสิต ปล่อยลงบึงมักกะสันนั้นไม่ใช่ความคิดที่ถูกต้อง เพราะคำนวณแล้วบึงมักกะสันน่าจะรับน้ำได้จำกัด ไม่อาจรับน้ำที่ไหลเข้ามาทั้งหมดได้ เพราะถ้าน้ำมาในระดับสูง 1 เมตร ตามความยาวถนนวิภาวดีรังสิต 20 กิโลเมตร ก็จะมีน้ำมามากถึง 5 แสนลูกบาศก์เมตร ซึ่งจำนวนขนาดนี้ไม่อาจจะสูบออกได้ทัน
มีผู้เสนอแนะรัฐบาลให้ตัดสินใจแก้ปมนี้หลายรูปแบบ อาทิ เสรี ศุภราทิตย์ นักวิชาการด้านน้ำ ก็เสนอว่าไม่ควรทำคันกั้น แต่ควรปล่อยให้น้ำหลากไปตามธรรมชาติ
ขณะที่ วีระ วงศ์แสงนาค ประธานคณะกรรมการบริหารน้ำ ศปภ. ระบุว่า สถานการณ์กำลังวิกฤต แม้นายกฯ จะสั่งให้ปิดคลอง 1 เพื่อลดปริมาณน้ำในคลองรังสิตลงเพื่อชะลอน้ำท้นเข้ากรุงเทพฯ แต่ไม่อาจทำได้แล้วเพราะน้ำแรงมาก ทำให้คันประตูบิดจึงปิดไม่ได้
วิธีที่พอจะทำได้ขณะนี้คือ ไปบริหารจัดการที่คลองหกวาไม่ให้คันกั้นน้ำที่นี่พัง แม้จะมีน้ำล้นคันกั้นจำนวนมากก็ต้องปล่อยไป แล้วลดปริมาณน้ำที่จะเข้าคลองรังสิต โดยเปิดประตูคลอง 89 ให้น้ำเท้อกลับมาจากคลอง 1 ไหลผ่านไปออกที่ด้านฝั่งตะวันออก แล้วสู้ด้วยเครื่องสูบน้ำสูบออกทะเล ซึ่งต้องใช้เวลาอีก 5 วันน้ำจะถึงสถานีสุวรรณภูมิ ซึ่งมีกำลังสูบน้ำมากถึง 100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
ก่อนหน้านี้ วีระ เสนอว่า ถ้าจำเป็นต้องตัดทำลายถนนบางจุดเพื่อเปิดทางให้น้ำก็ต้องทำ
มีผู้เสนอแนะหลากหลาย แต่ดูเหมือนไม่มีอะไรขยับชัดเจน
2.สำหรับด้านตะวันตกนั้น ปริมาณน้ำที่บ่าเข้ามาคาดว่าจะถึงวงเวียนใหญ่ในอีก 5 วันข้างหน้า น้ำจะท่วมใหญ่ในฝั่งธนบุรีสูง 12 เมตร แม้รัฐบาลมีแผนจะใช้ อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร เป็นแก้มลิง แต่เป็นที่ชัดเจนว่าถ้าสูบแล้วระบายลงแม่น้ำท่าจีน ซึ่งคดเคี้ยวและระบายลงที่มหาชัย
ในไม่ช้าน้ำอาจจะม้วนกลับหลากเข้ามาถล่มกรุงเทพฯ ซ้ำอีกรอบ
3.น้ำที่ทะลักเข้ามาทางด้านเหนือกรุงเทพฯ ส่วนหนึ่งจะหลากลงคลองประปา ซึ่งจะทำให้ระบบการผลิตน้ำประปาที่สามเสน ซึ่งเป็นโรงผลิตน้ำประปาเลี้ยงคนกรุงเทพฯ มีปัญหา ขณะที่น้ำฝั่งตะวันตกจะหลากผ่านโรงกรองน้ำมหาสวัสดิ์ ฝั่งธนบุรีและนนทบุรีเผชิญปัญหาเดียวกัน
แม้ การประปานครหลวง (กปน.) ยังยืนยันว่าจะยังผลิตได้ตามปกติ แต่ผู้ว่าการและรองผู้ว่าการ กปน. ต่างระบุว่า ปัญหาใหญ่กว่าคนทั่วไปจะคาดคิด และเตือนให้สำรองน้ำประปาเอาไว้
ถ้าระบบสาธารณูปโภคนี้มีปัญหา รวมทั้งเรื่องวิกฤตอาหารเชื่อได้ว่าจะอลหม่านกันทั้งเมือง
4.วันที่ 28-31 ต.ค. จะเป็นช่วงที่น้ำทะเลขึ้นสูงสุด วีระ ระบุว่า น่าจะอยู่ที่ 2.45 เมตร จึงแนะนำให้ กทม. เสริมคันกั้นริมเจ้าพระยาขึ้นสูงอีก 30 เซนติเมตร ตลอดลำน้ำ
แม้วีระจะไม่ระบุตรงๆ แต่ถ้าไม่เร่งทำภาพที่พอจะจินตนาการได้คือ ทุกคนจะได้เห็นน้ำจะท้นจากคันกั้นเจ้าพระยาหลากเข้าริมฝั่งเจ้าพระยาราวกับน้ำตกขนาดใหญ่ ความยาวหลายกิโลเมตร
ข้อมูลเหล่านี้ นายกฯ รับรู้มาโดยตลอด และกรรมการบริหารน้ำ ศปภ. หลายคน รวมทั้งวีระระบุตรงกันว่า “นายกฯ ต้องตัดสินใจที่จะหาทางระบายน้ำเพิ่มจากกำลังที่ใช้ในปัจจุบัน”
โพสต์ทูเดย์ได้สะท้อนเสียงนี้มาหลายวันแล้ว ตามตีแผ่เรื่องนี้มาตามลำดับ แต่ข้อมูลที่ปรากฏคือ วิกฤตที่ลุกลามขยายวงไปเรื่อยๆ ในทุกๆ วัน
เมื่อเทียบสิ่งที่เกิดขึ้นกับสิ่งที่นายกฯ สั่งการนั้น สะท้อนว่า การประมวลข้อมูลของนายกฯ มีปัญหา การตัดสินใจของนายกฯ ไม่ทันการณ์
นายกฯ และรัฐบาลจะปล่อยให้สภาพการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไปไม่ได้
จะทำให้มหาอุทกภัยเป็นมหาวิกฤตไม่ได้
งานนี้ไม่ได้มีเก้าอี้นายกรัฐมนตรีเป็นเดิมพัน แต่มีชีวิตของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นเดิมพัน
จงตัดสินใจในขณะที่ยังสามารถตัดสินใจ จงตัดสินใจก่อนที่จะมีเสียงก่นด่าขึ้นทั้งเมือง!







