posttoday
จิตที่ไม่หวั่นไหวเป็นมงคล

จิตที่ไม่หวั่นไหวเป็นมงคล

21 กุมภาพันธ์ 2553

...คุณสลิล

 

ท่านผู้อ่านที่เคารพ ระยะนี้ก็เป็นช่วงเวลาที่หลายคนมีความเป็นห่วงถึงสถานการณ์ ความไม่สงบต่างๆ ในสังคม MQ จึงอยากจะนำเอาเรื่องดีๆ เรื่องการทำใจให้ไม่เป็นทุกข์ ให้ผ่องใส ไม่เศร้าไม่โศก ซึ่งเป็นอุดมมงคล ตามมงคล 4 บทสุดท้ายในคาถาที่ 10 ของมงคล 38 มาคุยกัน ก่อนที่คราวหน้าจะตอบเรื่องที่มีผู้ถามทางอีเมลติดค้างไว้นานแล้ว

มงคล 4 มงคลสุดท้ายที่เกี่ยวกับเรื่องความไม่หวั่นไหว ความไม่โศก ความปราศจากธุลี ความเกษมของจิตนั้น มีดังนี้

ผุฏฺฐสฺส โลกธมฺเมหิ จิตฺตํ ยสฺส นกมฺปติ

จิตของบุคคลผู้อันโลกย่อมถูกต้องแล้ว ย่อมไม่หวั่นไหว

อโสกํ

ไม่มีความเศร้าโศก

วิรชํ

ปราศจากธุลี

เขมํ

เกษม

เอตตมฺมงฺคลมุตฺตมํ

กรรม 4 อย่างนี้ เป็นมงคลอันสูงสุด

ว่าโดยข้อแรก คือ เรื่องความไม่หวั่นไหวของจิตที่ถูกต้องกับโลกธรรมนั้น เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก แต่ผู้ใดทำได้เมื่อใดย่อมเป็นมงคลสูงสุด เพราะจิตของบุคคลทั่วไปเมื่อถูกต้องด้วยโลกธรรมแล้วย่อมหวั่นไหว โลกธรรมมี 8 ประการ คือ ลาโภ (ได้ลาภ) อลาโภ (เสื่อมลาภ) ยโส (ได้ยศ) อยโส (เสื่อมยศ) นินทา (ความติเตียน) ปสังสา (ความสรรเสริญ) สุข และทุกข์ รวมได้ 8 ประการนี้เป็นเหตุทำให้จิตใจของบุคคลหวั่นไหว เว้นแต่พระอริยะเจ้า ผู้ทำลายกิเลสเสียแล้ว จึงไม่หวั่นไหวในโลกธรรมทั้งด้านเจริญและด้านเสื่อม

อย่างไรก็ตาม แม้ปุถุชน หากพิจารณาให้ดีก็สามารถลดความหวั่นไหวหรือป้องกันไม่ให้จิตหวั่นไหวเกินไปเพราะกระทบกับโลกธรรมได้ โดยต้องอาศัยพิจารณาในโลกธรรม ว่าเป็น อนิจจัง ไม่ยั่งยืน มีความแปรปรวนเป็นอย่างอื่น ไม่ตั้งมั่น ก็จะช่วยทำใจให้ไม่หวั่นไหวได้ ไม่หลงใหลได้ปลื้มจนเกินไปในโลกธรรมขาเจริญ และไม่เดือดร้อนใจจนเกินไปกับโลกธรรมขาลง ผู้ที่มีจิตใจมั่นคงไม่หวั่นไหวเช่นนี้ ย่อมนับว่าเป็นมงคลยิ่ง

ข้อที่สองคือ อโสกํ ความไม่เศร้าโศก ด้วยเหตุที่ควรจะโศก มีการพลัดพรากจากผู้ที่เป็นที่รัก จากทรัพย์สินเงินทอง จากลาภ ยศ หรือการไม่ได้สิ่งที่ปรารถนา เป็นต้น เป็นเหตุให้เกิดความโศกทั้งสิ้น ในสถานการณ์อย่างนั้น ความไม่โศกจะทำให้เกิดขึ้นได้ต้องอาศัยกรรมฐาน คือ สมถะและวิปัสสนากรรมฐาน เป็นเครื่องชำระจิตใจ ระงับซึ่งความโศก เพราะการร้องไห้ไม่มีประโยชน์อันใด ผู้ที่เจริญมรณสติกรรมฐาน ย่อมไม่เศร้าโศกเพราะการพลัดพราก เพราะเข้าใจว่าการพลัดพรากเป็นเรื่องธรรมดาในโลก และเตรียมใจพร้อมสามารถมองความพลัดพรากได้อย่างมีเหตุผล ไม่ใช่ด้วยโทสะ ผู้ที่ร้องไห้ คือ ขณะนั้นกำลังขาดสติ นับว่ากำลังเป็นคนพาลเป็นคนหลง ด้วยอวิชชาครอบงำ ไม่รู้ธรรมที่จะเอาชนะความโศก ผู้ที่เอาชนะความโศกได้ ในสภาวะเช่นนี้ นับเป็นอุดมมงคล เป็นผู้ควรยกย่อง

วิรชํ หมายถึงจิตปราศจากธุลี ซึ่งนับเป็นมงคลยิ่งเช่นกัน ธุลี คือ กิเลสนั่นเอง เป็นเครื่องเศร้าหมอง ที่ครองอยู่ในสันดาน คือ ราคะ โทสะ โมหะ และอนุสัย 7 ประการ คือ กามราคานุสัย ความกำหนัด ยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ภวราคานุสัย ได้แก่ ความยินดี อยู่ในภพที่เกิด คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ ปฏิฆานุสัย ได้แก่ โทสะ ความโกรธ ประทุษร้ายแก่สัตว์และสังขาร มานานุสัย ได้แก่ มานะ ถือตน ว่าเขา ว่าเรา มีชาติ มีตระกูล ทิฏฐานุสัย ได้แก่ ทิฏฐิ ความเห็นว่าเที่ยง ยั่งยืน ขาดศูนย์ แห่งสัตว์ทั้งปวง วิจิกิจฉานุสัย ได้แก่ ความสงสัย ในเรื่องกุศล อกุศล เป็นต้น อวิชชานุสัย ได้แก่ โมหะ ความหลง ไม่รู้เท่าทันสังขารที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน ไม่รู้กองทุกข์ ไม่รู้ที่เกิดแห่งทุกข์ ไม่รู้ที่ดับแห่งทุกข์ ไม่รู้ทางดับทุกข์ ไม่รู้ปัจจัยทั้งหลาย มีอวิชชา เป็นต้น ดังนั้นเราต้องตั้งใจ ทำจิตให้ปราศจากกิเลส ไม่ว่าโดยการตั้งใจงดเว้น หรือโดยการข่มไว้ด้วยสมาธิ หรือเอาชนะด้วยปัญญาก็ตาม ผู้ที่จิตไม่ประกอบด้วยกิเลส ย่อมเป็นมงคล

มงคลสุดท้าย คือ เขมํ หมายถึง จิตตเกษมเป็นมงคล คือทำจิตให้สิ้นโยคะ หรือเครื่องประกอบรัดมัดสันดาน มี 4 อย่าง คือ กามโยคะ ความกำหนัดยินดีในกามคุณทั้ง 5 เป็นเครื่องประกอบสัตว์ไว้ ภวโยคะ ภพทั้ง 3 คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ เป็นเครื่องประกอบสัตว์ไว้ ทิฏฐิโยคะ ทิฏฐิ ความเห็นว่าเที่ยงยั่งยืนและเห็นว่าขาดศูนย์แห่งสัตว์ทั้งปวง เป็นเครื่องประกอบสัตว์ไว้ อวิชชาโยคะ อวิชชาความไม่รู้แห่งสังขาร เป็นเครื่องประกอบสัตว์ไว้ ที่ว่าประกอบสัตว์ไว้นั้น คือประกอบไว้ในสังสารวัฏ ให้เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสาร ไม่พ้นความเป็นทุกข์ เพราะการเกิดแก่เจ็บตายไปได้ ดังนั้นผู้ที่สามารถพ้นจากโยคะได้จึงเป็นมงคลสูงสุดทีเดียว

ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น จะเห็นได้ว่า ไม่มีข้อใดเลยที่เป็นมงคล ในการที่เราจะมานั่งทุกข์ใจ เพราะเรื่องราว บุคคล หรือเพราะกิเลส หรือแม้แต่เพราะการพลัดพราก สูญเสียทรัพย์ เสื่อมลาภ เสื่อมยศ แล้วก็ไม่มีข้อใดเลยที่เป็นมงคล ในการที่เราจะมาสุขใจพอใจ สนุกสนานเพลิดเพลิน ในกามคุณ ในลาภยศ สรรเสริญ หรือแม้แต่ในชาติภพต่างๆ

ดังนั้น ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร เราควรเจริญมงคล คือ การรักษาศีล เจริญสมาธิ อบรมปัญญาให้แก่กล้า เพราะเป็นทางออกจากทุกข์ทั้งหลาย เป็นทางไปสู่ความผ่องแผ้ว ความเกษมสุข ปราศจากความทุกข์ภยันตรายทั้งหลายของใจ การกระทำ พูด และคิดใดๆ ที่ออกห่างจากแนวศีล สมาธิ และปัญญาเสียแล้วเราพึงเว้นเสีย เพราะนั่นไม่ใช่สิ่งดี ไม่เป็นมงคลแก่เรา สังคม และผู้ใดอย่างแน่นอน ...

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI