
เร่งปิดจุดอ่อนลดความเสี่ยง
เป็นภัยพิบัติครั้งที่ยากจะคาดเดาว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป น้ำท่วมที่เข้ายึดพื้นที่และเริ่มทำให้คนกรุงเทพฯ
โดย...ธเนศน์ นุ่นมัน
เป็นภัยพิบัติครั้งที่ยากจะคาดเดาว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป น้ำท่วมที่เข้ายึดพื้นที่และเริ่มทำให้คนกรุงเทพฯ นอนหลับไม่สนิท ด้วยปริมาณน้ำมหาศาลที่รุกเข้าประชิดใจกลางเมือง สุรจิต ชิรเวทย์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการทรัพยากรน้ำ ในคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภาและสมาชิกวุฒิสภา จ.สมุทรสงคราม ชวนให้คิดว่าสิ่งที่ต้องมองไปข้างหน้าเพื่อแก้ปัญหาน้ำที่กำลังเข้าท่วมยังมีมุมใดอีกบ้าง สุรจิต บอกว่า เรามีปัญหาเรื่องข้อจำกัดลักษณะทางกายภาพและภูมิศาสตร์ของกรุงเทพฯ ตอนนี้คนกรุงเทพฯ ต้องรู้ข้อเท็จจริงหลายเรื่อง เช่น ศักยภาพของ กทม.นั้นผลักดันน้ำ ระบายน้ำออกจากพื้นที่ได้มากที่สุดคือ วันละ 500 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่ปริมาณน้ำซึ่งอยู่บนหัวเรานั้นคือประมาณ 1 หมื่นล้าน ลบ.ม. แน่นอนที่สุดหากไม่มีปัญหาเรื่องอื่นๆ หรือปัจจัยซับซ้อนอื่นใดเข้าซ้ำเติมการดำเนินการ เราน่าจะผันหรือระบายน้ำออกไปจากพื้นที่ ซึ่งไม่ว่าจะเข้าท่วมพื้นที่กรุงเทพฯ แค่ไหน ตามแผนที่วางกันไว้ก็คาดว่าน่าหมดใน 20 วัน
สุรจิต ระบุว่า เราผิดพลาดตั้งแต่แรกที่คิดสู้น้ำ ไม่คิดวิธีให้น้ำผ่านไปหรือแผ่ออกไปแล้วจัดการเป็นพื้นที่ๆ ไป ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นการท่วมขังนาน แต่เมื่อผ่านไปแล้วก็มองไปข้างหน้าสิ่งที่ยังไม่รู้คือ การคาดการณ์ต่อไปว่าจะเป็นอย่างไร ในระหว่างที่ต้องระบายน้ำออกจากพื้นที่ต้องผลักไปทางทิศตะวันออกของกรุงเทพฯ ซึ่งอ้อมไกลแนวกั้นน้ำที่เรามีก็เป็นโครงสร้างที่รับปัญหาได้แค่ชั่วคราวจะอยู่ได้เกิน 20 วันหรือไม่ ต้องดูแลอย่างไรให้คันกั้นน้ำที่มีอยู่ได้นานพอหรือนานที่สุดจนกว่าจะระบายน้ำออกไปได้หมด เราต้องรู้หรือไม่ว่าปริมาณน้ำแค่ไหน คันกั้นน้ำที่เรามีจะยังรับมือได้
“น้ำ 1 ลบ.ม. มีแรงดัน 1 ตัน เรื่องนี้เราอาจจะพอรู้มาบ้างแล้ว แต่อย่างเรื่องการเรียงกระสอบทรายให้รับกับแรงดันที่ทั้งมากขึ้นและกินเวลายาวนาน ต้องมีรูปแบบไหนให้แน่ใจได้ว่ายังรับมือได้แน่ จนกว่าจะแก้ปัญหาได้”
สว.สมุทรสงคราม บอกว่า การระบายน้ำออกไปจากพื้นที่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะกรุงเทพฯ มีความลาดเอียงต่ำ จึงต้องใช้เครื่องช่วยผลักน้ำ ขณะที่อุปสรรคสำคัญคือ ทั้งเมืองขวางทางน้ำอยู่ ไหนจะเรื่องที่กรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลอีก ลักษณะทางกายภาพของเมืองกลายเป็นเงื่อนไขที่น้ำเดินทางไปออกทะเลทั้งสองปีกได้ไม่ง่ายเลย
นอกจากนี้ ลักษณะทางกายภาพที่เคยเอื้อให้น้ำระบายออกไปง่ายก็เปลี่ยนไปหมดแล้ว เมื่อก่อนตั้งแต่ย่านรังสิตลงมาเคยมีคลองเยอะมีถึง 2,000 กว่าแห่ง แต่ที่ผ่านมาเราก็ถมไปเสียถึงกว่า 500 แห่ง เหลืออยู่ประมาณ 1,600 แห่ง ก็อยู่ในความดูแลของสำนักระบายน้ำ 200 กว่าแห่ง ที่เหลือก็กระจายกันไปอยู่ในความดูแลของเขตต่างๆ ได้รับการดูแลแค่ไหน บางแห่งก็เปลี่ยนไปจากเดิมมีสิ่งก่อสร้างมาขวาง
“ถึงตอนนี้บางที กทม.ต้องยอมรับแล้วว่า ศักยภาพที่มีนั้นอาจจะสู้ได้แค่น้ำฝนที่ท่วมขัง เพราะเราได้ตอบคำถามหรือไม่ว่า เรื่องการระบายน้ำจำนวนมากขนาดนั้น มีเรื่องข้อจำกัดที่มีอีกเยอะที่เรายังไม่รู้หรือคาดเดายาก”
ข้อจำกัดการระบายน้ำที่ว่าคืออะไร? สุรจิต ตอบ ปัจจัยทางธรรมชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้คือข้อจำกัดที่สำคัญที่สุด โดยเฉพาะเมื่อเราคิดที่จะระบายน้ำออกสู่ทะเล ในขณะที่ปลายน้ำเป็นพื้นที่น้ำทะเลหนุนสูง น้ำทะเลเป็นบวกเท่ากับว่าเราจะมีเวลาดำเนินการดังกล่าวเพียงแค่ 12 ชั่วโมงต่อวัน ก่อนที่น้ำจะขึ้นสูง ขณะที่เงื่อนไขเวลาตรงนี้ต้องสอดคล้องกัน เพราะหากผลักดันน้ำโดยวางตำแหน่งการผลักไม่ดี ก็อาจจะสวนกับน้ำที่กำลังขึ้นและอาจมีปัญหาเรื่องผลักดันออกไปไม่ได้ ไหนจะเรื่องปากแม่น้ำที่มีลักษณะที่เป็นสันดอนก็เป็นอุปสรรคได้ทั้งสิ้น
นอกจากนี้ เรื่องที่ต้องพิจารณาเช่นกันก็คือ คลองหลักที่จะใช้เป็นช่องระบายน้ำ เช่น พระโขนง-ประเวศ-แสนแสบ เมื่อรับน้ำถึงจุดหนึ่งก็จะมีปริมาณน้ำสูงกว่าระดับน้ำในแม่น้ำที่จะใช้ระบายออกไปสู่ทะเล ตรงนี้ก็จะเป็นอุปสรรคให้ผลักดันน้ำได้ยากเช่นกัน นี่เป็นสิ่งที่คนกรุงเทพฯ ต้องรู้ว่าเป็นข้อจำกัดรู้ว่าน้ำมีเวลาขึ้นลง การเดินทางของน้ำมีเวลาชัดเจน และนี่ก็ควรจะเป็นสิ่งที่ต้องหาผู้ที่มาให้ความกระจ่างชัด เพื่อจะได้ทราบว่าที่จะกลายเป็นปัญหาเฉพาะหน้าต่อๆ ไป มาจากเงื่อนไขไหนบ้าง และก็ไม่ใช่การออกมาคัดค้านใคร แต่เป็นการช่วยกันคิดเพื่อลดความเสี่ยงในระยะประชิดหรือกะทันหัน รวมถึงความสูญเสียให้น้อยที่สุด







