
โลกมองไทย
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว พิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พลังงานของไทยได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบลูมเบิร์กว่า
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว พิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พลังงานของไทยได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบลูมเบิร์กว่า
เหล่าบรรดาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในไทยกำลังจะสูญเสียผลกำไรอย่างมหาศาล เพราะปริมาณก๊าซในอ่าวไทยซึ่งเป็นแหล่งวัตถุดิบที่สำคัญของอุตสาหกรรมเหล่านี้นั้นกำลังจะหมดลงภายใน 15 ปี ดังนั้นไทยจึงจำเป็นต้องเร่งเจรจาแก้ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลกับกัมพูชาเป็นการด่วน
เมื่อวานนี้ สำนักข่าวพนมเปญโพสต์ของกัมพูชาได้แสดงความเห็นต่อถ้อยแถลงของ พิชัย โดยอ้างคำพูดของ ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการจากศูนย์ศึกษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งสิงคโปร์ ว่าคำพูดของ พิชัย มีนัยทางการเมืองที่แฝงเร้นอยู่ และไม่เชื่อว่าก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยจะหมดภายใน 15 ปี จริงตามที่ พิชัย อ้าง
ปวิน ให้เหตุผลว่า ปัจจุบันไทยก็ไม่ได้พึ่งพิงแหล่งทรัพยากรจากอ่าวไทยเป็นหลักอยู่แล้ว แต่ไทยนั้นพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากพม่าและจากตะวันออกกลางเป็นหลักมากกว่า
ปวิน กล่าวปิดท้ายว่า การออกมาพูดของ พิชัย เป็นการทำให้เห็นว่าประเทศชาติกำลังเผชิญกับภัยความมั่นคงทางพลังงานขั้นร้ายแรง ดังนั้นจึงกลายเป็นตัวสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลสามารถเอาไปใช้เป็นข้ออ้างในการเร่งเปิดการเจรจากับกัมพูชาได้เร็วขึ้น โดยที่จะไม่ถูกมองว่าเป็นการเอื้อประโยชน์กับต่างชาติ อย่างที่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลกล่าวหามาก่อนหน้านี้
สำนักข่าวชื่อดังของกัมพูชารายงานต่อ โดยอ้างคำให้สัมภาษณ์ โจฮันเนส ลุนส์ นักวิเคราะห์จากสถาบันบริหารจัดการความเสี่ยงแห่งสิงคโปร์ ว่า เจ้าตัวเห็นด้วยกับความเห็นของ ปวิน พร้อมอธิบายต่อด้วยว่า ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชาได้ถูกนำเอามาเป็นอาวุธทางการเมืองเพื่อโจมตีและโค่นล้มรัฐบาลพรรคเพื่อไทยมาโดยตลอด
ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วหากพื้นที่ทับซ้อนระหว่างทั้งสองประเทศได้รับการแก้ไขก็จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศ และไม่ได้มีใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบอย่างที่ฝ่ายต่อต้านกล่าวหา







