posttoday
นักเรียนแพทย์ตีแผ่ขยะ (ใต้พรม)วงการหมอ

นักเรียนแพทย์ตีแผ่ขยะ (ใต้พรม)วงการหมอ

20 กุมภาพันธ์ 2553

..ชนิกานต์ กาญจนสาลี

ในขณะที่แพทย์รุ่นใหญ่กำลังระเบิดศึกถกเถียง ตั้งคำถามถึงปัญหาการขาดแคลนแพทย์ในชนบท รวมถึงความจำเป็นในการเปิดหลักสูตรแพทย์นานาชาติ รวมถึงการเปิดหลักสูตรแพทยศาสตร์ ภาคภาษาอังกฤษ (English Program) ของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ซึ่งแพทยสภาเพิ่งมีมติให้การรับรองไปเมื่อไม่นานมานี้

คำถามที่ตามมาก็คือ ทางออกดังกล่าวใช่ทางออกที่แท้จริงหรือไม่

ปัจจุบันตัวเลขจากสำนักงานเลขาธิการแพทยสภา ระบุว่า ในปี 2552 มีแพทย์ทั้งประเทศ 3.9 หมื่นคน ทำงานอยู่เฉพาะในกรุงเทพฯ ถึง 1.5 หมื่นคน กระจายไปอยู่อีก 75 จังหวัด เพียง 2 หมื่นคนเท่านั้น ในขณะที่มีแพทย์ที่อยู่ต่างประเทศ 492 คน และมีแพทย์ที่ไม่ทราบที่อยู่อีกกว่า 1,334 คน

นักศึกษาแพทย์ถือเป็นกลุ่ม “พลังเงียบ” ที่กำลังเฝ้ามองการปะทะกันทางความคิดของแพทย์ผู้รู้ทั้งสองฝ่าย มีมุมแย้งที่ผู้ใหญ่ควรรับฟัง

นิธิวัชร์ แสงเรือง นักศึกษาแพทย์ (นศพ.) ชั้นปี 5 คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล สะท้อนมุมมองต่อการเปิดหลักสูตรแพทย์ว่า การรับนักเรียนแพทย์ในปัจจุบันผิดพลาดมาตั้งแต่ต้น เพราะเน้นการแข่งขัน รับแต่เด็กเก่ง โอกาสจึงเปิดให้แต่เด็กในเมืองใหญ่เท่านั้น ซึ่งธรรมชาติของเด็กเก่งและต้นทุนดีเหล่านี้ เมื่อเรียนจบ รัฐบาลมักไม่สามารถควบคุมให้อยู่ใช้ทุน 3 ปีตามกำหนดได้ แม้ว่าโรงพยาบาลเหล่านี้จะขาดแคลนหมอมากแค่ไหนก็ตาม

 

“มีหลายเหตุผลที่หมอจะไม่อยู่โรงพยาบาลชุมชน รุ่นพี่บอกกันว่า เพราะหมอไม่ใช่คนท้องถิ่น เมื่อเรียนจบแล้วส่วนใหญ่ก็อยากกลับไปบ้านเกิดมากกว่า ซึ่งก็อยู่ในกรุงเทพฯ กันไม่น้อย อีกส่วนคือเพื่อครอบครัว โดยหมอมักเห็นว่าลูกพวกเขาต้องมาเรียนโรงเรียนประจำอำเภอ ประจำจังหวัด ซึ่งส่วนใหญ่มักสอบเอนท์เป็นหมอก็ไม่ได้ พวกเขาก็จำเป็นต้องย้ายตัวเองและครอบครัวมาอยู่ในกรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่ๆ ปัจจัยสุดท้ายก็คือ เงินก็มีส่วน และยังมีบางส่วนไม่สนใจเรื่องเงินมาก แต่ไม่อยากทำงานหนักมาก” ว่าที่หมอหนุ่มประมวลเหตุผลที่หมอชนบทขาดแคลน

แน่นอนว่า สำหรับนักเรียนแพทย์ผู้นี้ เขาเห็นด้วยว่า การเรียนแพทย์จะต้องนำคนท้องถิ่นมาเรียน เพื่อรับใช้บ้านเกิดตัวเองเป็นสำคัญ เพราะเมื่อหมอเหล่านี้เรียนจบแล้วก็จะไม่ไปไหน นอกจากไปอยู่กับเครือญาติในถิ่นฐานของตัวเองเท่านั้น แต่ปัจจุบันกลับไม่เป็นเช่นนั้น และหลักสูตรที่สำคัญที่หมอควรเรียนกันให้มากขึ้น คือ “หลักสูตรเวชศาสตร์ครอบครัว” เพราะเป็นเรื่องของสภาพการรักษาโรคเรื้อรัง อย่างเบาหวาน ความดัน หัวใจ ที่กำลังเพิ่มขึ้นมากเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ แต่เรื่องจริงกลับมีผู้เรียนลดลงเรื่อยๆ

โดยเฉพาะสถานการณ์ล่าสุด ที่แพทยสภาอนุมัติรับรองการเปิดหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต ภาษาอังกฤษ เขาเชื่อว่า ยิ่งจะกลายเป็นการเปิดช่องว่างให้เด็กเก่ง และมีฐานะการเงินระดับต้นๆ ในสังคมเข้าเป็นแพทย์ได้มากขึ้น เพราะคณะที่ว่ามีค่าเทอมถึงปีละ 1.2 ล้านบาท รวม 6 ปี ประมาณ 7 ล้านบาท แม้จะกำหนดข้อบังคับไว้ว่าต้องใช้ทุน 3 ปี แต่แพทย์หน้าใหม่จากหลักสูตรฟุด ฟิด ไฟ รุ่นนี้ ย่อมไม่มีใครออกมาใช้ทุน 3 ปีอย่างแน่นอน

 

“มันคอมมอนเซนส์ครับ เป็นเรื่องการลงทุน เปรียบเทียบกับพวกผม ผมเรียนด้วยค่าเทอมปีละ 8,0001 หมื่นบาท ส่วนเขาลงทุนไปขนาดนั้นเรื่องอะไรจะมายอมเป็นแพทย์ในชนบท สู้ยอมจ่ายอีก 4 แสน เร่งไปเรียนต่อเป็นแพทย์เฉพาะทางเลยอีก 34 ปีก็จบ หรืออาจจะไหลไปเป็นหมอเมืองนอกเลยก็ยังได้ ดีกว่าจะเสียเวลาอีก 3 ปี เรื่องนี้ผมว่ามันไม่น่าจะเกี่ยวกับเมดิคอล ฮับ ที่มีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนกันอยู่ ผมไม่เข้าใจว่าแพทยสภากำหนดเรื่องการใช้ทุนมาตั้งแต่ 20 ปีแล้ว ทำไมไม่ยอมเพิ่มปรับเลย”

 

ว่าที่หมอหนุ่มยังบอกด้วยว่า เท่าที่คุยกันกับเพื่อนๆ พบว่า มีนักเรียนแพทย์ประมาณ 20% ที่เรียนจบแล้ว ยอมเสียค่าใช้ทุน 4 แสนบาท จากนั้นหลุดจากแพทย์ทุนหลวงโบยบินติดปีกเป็นอิสระ ทั้งที่ขั้นตอนการเรียนจบแพทย์ 6 ปี ใช้ทุนในโรงพยาบาลจังหวัด 1 ปี และต่อด้วยโรงพยาบาลอำเภอ หรือในชุมชนอีก 2 ปี ไม่ได้เป็นเรื่องยากลำบากเกินทน ตรงกันข้ามกลับเป็นเรื่องที่ได้ประโยชน์ในเชิงวิชาชีพมากกว่า

 

“ผมมองว่าเดี๋ยวนี้นักเรียนแพทย์ไม่ได้รับการปลูกฝังเรื่องการไปทำงานเพื่อสังคม หรือชนบท แต่ที่รามาฯ จะเน้นเรื่องนี้ ผมเคยไปออกค่ายจิตอาสาไปตั้งแต่ปี 3 ไปอยู่กับชาวบ้านเกือบเดือน แรกๆ เพื่อนๆ อยู่กันไม่ได้เลย ลำบากต้องหาบน้ำ กางมุ้งกันเอง แต่ตอนที่จะออกมา เราก็เข้าใจความหมายว่าเป็นแพทย์เพื่ออะไร ผมอยากให้หลักสูตรเน้นเรื่องการออกค่ายเยอะๆ เพราะปีเดียวมันยังไม่ได้ผลซึมซับ แต่ก็ดีกว่าไม่ได้ออกค่ายเลย” อดีตผอ.ค่ายอาสาพัฒนา ครั้งที่ 41 กลุ่มอาสามหาวิทยาลัยมหิดล ตอกย้ำถึงรากฐานการเป็นนักเรียนแพทย์ที่ดี

ประเด็นที่อาจารย์หมอบางคนระบุว่า หลักสูตรการเรียนแพทย์ภาษาอังกฤษ เป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป็นเสมือนการบ่มเพาะนักเรียนแพทย์ที่เชี่ยวชาญภาษาและเป็นอาจารย์หมอ เป็นนักวิจัยพัฒนาวงการแพทย์ได้ในอนาคต ว่าที่แพทย์หนุ่มเห็นว่าเป็นคนละเรื่องกัน เพราะปกติเด็กที่มีหน่วยก้านเป็นอาจารย์หมอได้ก็จะส่องประกายให้สถาบันทาบทามตัวเป็นพิเศษอยู่แล้ว

สำหรับมีมติรับรองหลักสูตรภาษาอังกฤษของแพทยสภานั้น แม้นิธิวัชร์จะไม่ได้เรียนนิติศาสตร์ แต่เขาก็พยายามศึกษาและเห็นว่า ขณะนี้จำเป็นต้องต่อสู้โดยใช้ธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2552 ซึ่งทำได้ 2 ทาง คือ ผ่านทางกระทรวงสาธารณสุขและแพทยสภา โดยตีความคำว่าหน่วยงานของรัฐตามมาตรา 3 แห่งพ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 สอดคล้องกันหรือไม่กับกรณีที่แพทยสภาได้กำหนดข้อบังคับว่าด้วยกระบวนวิธีพิจารณารับรองหลักสูตรและสถาบันผลิตแพทย์ ตามหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต พ.ศ. 2547 หมวด 1 ข้อ 6 เรื่องการรับรองหลักสูตรว่า “การเห็นชอบ (หลักสูตร) โดยมีเงื่อนไข” นั้น เพื่อดูว่าตรงกับธรรมนูญของพ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2552 หรือไม่

 

“ผมขอตั้งข้อสังเกตว่าแพทยสภาอาจใช้อำนาจเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดในการออกข้อบังคับแพทยสภาฉบับดังกล่าว เนื่องจากในมาตรา 21(3) แห่งพ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 ไม่ได้มีการระบุถึงเรื่องการรับรองหลักสูตรและสถาบันผลิตแพทย์ไว้ เพราะฉะนั้นเมื่อแพทยสภาไม่มีอำนาจในการออกข้อบังคับ ก็ถือได้ว่าข้อบังคับแพทยสภาฉบับนี้เป็นโมฆะ” นักเรียนแพทย์จากมหิดลระบุ

ศุภชัย ครบตระกูลชัย นักศึกษาแพทย์ ชั้นปี 6 จากสถาบันเดียวกัน ลุกขึ้นแสดงความเห็นระหว่างร่วมฟังเสวนาเรื่อง “หลักสูตรแพทย์นานาชาติ คนไทยได้อะไร” เมื่อไม่นานมานี้ว่า เรื่องเร่งด่วนของหลักสูตรการเรียนการสอนแพทย์ คือ การเน้นเรื่องคุณภาพเป็นสำคัญ เพราะทุกวันนี้นักเรียนแพทย์ที่ใกล้จะจบ และกำลังหาโรงพยาบาลชุมชนใช้ทุน ก็ต่างคุยกันว่าใช้ทุนกันที่ไหนดี โดยมีคำถามแรกคือ ที่ไหนได้เงินเยอะ ที่ไหนงานน้อยบ้าง

เขาบอกว่า หลักสูตรโรงเรียนแพทย์วันนี้ยังไม่ได้ทำให้นักศึกษาแพทย์ที่จบไปเห็นคุณค่าของโรงพยาบาลชุมชนมากพอ บางคนก็พูดเพียงว่า ไปอยู่โรงพยาบาลชุมชนก็ทำอะไรไม่ได้ เจอแต่เคสเจ็บป่วยโรคเรื้อรังทั่วไป (Common Disease) เรียกว่า “ไปตรวจปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ แจกยา” ส่วนใหญ่จึงไม่เห็นคุณค่า ทั้งที่ความจริงแล้วเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะโรงพยาบาลชุมชนสามารถช่วยผู้ป่วยได้เยอะ ถ้ามีภาวะผู้นำ เนื่องจากโรงพยาบาลชุมชนถือเป็นผู้นำทางสุขภาพ และเป็นด่านหน้าของการรักษาทั่วประเทศ

 

“การรักษาโรคเรื้อรังทั่วไป เรื่องการเซตระบบ เรื่องประวัติคนไข้ เช่น ความดัน ต่างๆ ถามว่านักเรียนโรงเรียนแพทย์มั่นใจในการรักษาหรือไม่ ตอบได้เลยว่าไม่มั่นใจ เพราะส่วนใหญ่หลักสูตรที่สอนอยู่ที่บอร์ด คนไข้ส่วนใหญ่ที่มีปัญหาต่างๆ มากมาย นักศึกษาแพทย์ส่วนใหญ่อยู่ที่บอร์ดก็งง แล้วถามว่าอาจารย์คือใคร เพราะว่าอาจารย์จริงๆ ไม่ค่อยอยู่กัน ไม่ค่อยเจอหน้ากัน

แต่ที่ฟังนักศึกษาแพทย์นินทา คุยกัน ขาหนึ่งอยู่เอกชน ขาหนึ่งเป็นอาจารย์ วันนี้ถ้าถามว่าอาจารย์เพียงพอหรือไม่ กล้าตอบได้เลยว่า อาจารย์ที่สามารถสอนให้นักศึกษาให้เป็นแพทย์ที่จบใหม่ได้อย่างมั่นใจ ยังไม่พอครับ” ว่าที่หมอหนุ่มสะท้อนภาพโรงเรียนแพทย์

ภาพสะท้อนเหล่านี้เป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่ง ฉะนั้นการหาทางออกของปัญหาในวงการแพทย์ไม่ว่าภาวะการขาดแคลนแพทย์ ปัญหาจริยธรรมแพทย์คงต้องมีการถกเถียงแลกเปลี่ยนให้วงกว้างอีกมาก ไม่ใช่ปล่อยให้บางกลุ่มบางพวกกำหนดชะตาอยู่ฝ่ายเดียว เพราะท้ายที่สุดอาจไม่เจอทางออกที่แท้จริง

 

ข่าวล่าสุด

รักชนกชี้ปมเงินบริจาคสุชาดา ไม่ควรนำไปสู่การยุบภูมิใจไทย

รักชนกชี้ปมเงินบริจาคสุชาดา ไม่ควรนำไปสู่การยุบภูมิใจไทย