
ถึงคราวมะกันปฏิวัติ คว่ำอำนาจเผด็จการนายทุน
ขณะที่นักลงทุนเก็งกำไร นักเศรษฐศาสตร์และนักกลยุทธ์เกือบค่อนโลก
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ขณะที่นักลงทุนเก็งกำไร นักเศรษฐศาสตร์และนักกลยุทธ์เกือบค่อนโลกกำลังพลิกตำราควานหาหนทางสกัดกั้นป้องกันวิกฤตหนี้สาธารณะจากภูมิภาคยุโรปจนหัวแทบแตก
กลุ่มนักศึกษาธรรมดาจำนวนไม่ถึง 12 คน ในสหรัฐได้เริ่มรวมตัวเคลื่อนไหวภายใต้ชื่อ Occupy Wall Street เพื่อประท้วงความไม่เป็นธรรมที่ผู้นำประเทศเอาใจแต่นายทุนเงินหนา ไม่เคยแยแสสนใจหรือรับฟังคนธรรมดาในสังคม พร้อมเดินหน้าประกาศขับไล่อำนาจของนายทุนซึ่งเต็มไปด้วยความโลภ เอารัดเอาเปรียบ และการทุจริตคอร์รัปชัน
สำหรับประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การประท้วงที่เกิดขึ้นจากคนกลุ่มเล็กๆ ดูจะเป็นเรื่องธรรมดาที่พบเห็นได้ทั่วไปในสหรัฐ
โลกจึงไม่ได้เห็นข่าวความเคลื่อนไหวที่สวนสาธารณะซักคอตติของนิวยอร์ก ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นชุมนุมประท้วงต่อต้านวอลสตรีต สัญลักษณ์ที่เปรียบได้กับนักธุรกิจร่ำรวยผู้ละโมบของสหรัฐเมื่อสามสัปดาห์ก่อนมากนัก เนื่องจากสื่อมวลชนหลักๆ ในสหรัฐไม่ได้ใส่ใจ
จนกระทั่ง การประท้วงที่เงียบสงบกลับกลายสภาพเป็นความรุนแรงด้วยการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่ว่าจะเป็นอาวุธและแก๊สน้ำตาเพื่อสลายการชุมนุมที่สะพานบรูคลิน เมื่อวันที่ 2 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยจบลงด้วยการจับกุมตัวผู้ประท้วง 700 คน
สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ต่างกับการปราบปรามผู้ชุมนุมประท้วงในโลกอาหรับและตะวันออกกลางที่ลุกฮือขึ้นมาโค่นล้มผู้นำเผด็จการ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากประเทศไทยอีกทอดหนึ่ง ก่อนที่จะเป็นแรงผลักดันให้ชาวอเมริกันลุกขึ้นมาชุมนุมประท้วงเรียกร้องในครั้งนี้
เป็นภาพที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะได้เห็นในประเทศแม่แบบเสรีนิยมประชาธิปไตยอย่างสหรัฐ ซึ่งคอยออกโรงประณามการปราบปรามผู้ที่มาชุมนุมอย่างสงบในประเทศอื่นด้วยความรุนแรงมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นที่อียิปต์ ซีเรีย และเยเมน
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่โหมกระหน่ำให้ปฏิบัติการยึดครองวอลสตรีตขยายตัวใหญ่โต มีผู้เข้าร่วมอุดมการณ์หลายหมื่นคน และลุกลามกระจายไปทั่วสหรัฐ โดยไล่จากนิวยอร์ก ลอสแองเจลิส ชิคาโก บอสตัน รัฐโคลัมบัส และรัฐโอไฮโอ ทั้งยังมีสัญญาณจากนอกประเทศอย่างกลุ่มคนอเมริกันในโตรอนโต ประเทศแคนาดาที่จะก่อหวอดเข้าร่วม Occupy wall street ด้วย
นอกจากนี้ การประท้วงยึดวอลสตรีตยังได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้น เมื่อบุคคลผู้มีชื่อเสียงในวงการดารา อย่างอเล็ก บัลด์วิน มาร์ก รัฟฟาโล โยโกะ โอโน และรัซเซลล์ ซิมมอนส์ ให้การสนับสนุน
ล่าสุด ก็คือบุคคลสำคัญในสังคมวอลสตรีตอย่างจอร์จ โซรอส พ่อมดทางการเงินและนักธุรกิจพันล้านที่ออกมาแสดงความเห็นอกเห็นใจในการกระทำดังกล่าว
สำหรับเหตุผลสำคัญที่ทำให้คนอเมริกันทั่วประเทศต้องลุกฮือขึ้นมาเช่นนี้ ก็เพราะความเจ็บช้ำที่ภาครัฐไม่ใส่ใจที่จะแก้ปัญหาปากท้องของชาวบ้านอย่างจริงจัง
ยอมให้คนส่วนใหญ่ของประเทศว่างงาน ไร้บ้าน ไม่มีโอกาสทางการศึกษา และต้องกลายสภาพเป็นคนจนไม่มีจะกิน
แต่กลับไม่ยอมให้บรรดานายทุน นายธนาคาร คนมีอันจะกินทั้งหลายได้รับความเดือดร้อนใดๆ เมื่อเจอกับวิกฤต ด้วยการเข้าไปอุ้มชูช่วยเหลือเต็มที่ ทำให้คนเหล่านั้นสามารถดำเนินชีวิตไปได้อย่างสุขสบายด้วยเงินหลายร้อยล้านเหรียญสหรัฐในกระเป๋า
ซ้ำร้ายไปกว่านั้น เงินจำนวนมหาศาลที่รัฐบาลนำไปใช้ช่วยเหลือคนส่วนน้อยแต่รวย ก็คือเงินภาษีที่ประชาชนทั้งประเทศทำงานตัวเป็นเกลียวเพื่อจ่ายให้กับรัฐ โดยหวังให้รัฐนำเงินนั้นไปใช้พัฒนาประเทศเพื่อทำให้คนกินดีอยู่ดี
เพียงเพราะเหตุผลเดียว นั่นก็คือผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมที่บรรดาธุรกิจเหล่านั้นหยิบยื่นให้นักการเมืองผู้บริหารประเทศมีมากกว่าเสียงหนึ่งเสียงของประชาชนที่ลงคะแนนให้
และรัฐก็ตอบแทนแบบถึงใจด้วยระบบที่อำนวยความสะดวกให้กับสถาบันการเงินและกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่มาโดยตลอด
ทั้งนี้ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่รัฐบาลให้การช่วยเหลือบรรดานายทุน เพราะเมื่อย้อนกลับไปเมื่อวิกฤตหนี้ด้อยคุณภาพ หรือซับไพรม์เมื่อปี 2551 จนทำให้เกิดวิกฤตธนาคารล้ม
รัฐบาลสหรัฐ ภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีบารัก โอบามา ตัดสินใจใช้เงินก้อนใหญ่เข้าอุ้มธนาคารเหล่านั้นให้รอดพ้นวิกฤตอยู่รอดทำกำไรในตลาดต่อไป เพราะเกรงว่าจะเกิดผลกระทบต่อธุรกิจในวงกว้าง
แต่พอเอาเข้าจริง เหล่าผู้บริหารธนาคารยังสามารถรับทรัพย์ได้โบนัสหลายล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่าเงินทั้งปีที่คนอเมริกันคนหนึ่งทำงานได้ ขณะที่ชาวบ้านตัวเล็กๆ ตกงาน หนี้สินท่วมหัว แทบจะอดตาย
เรียกได้ว่า คนที่ลำบากจริงๆ กลายเป็นชนชั้นกลางและชนชั้นล่างของประเทศที่ไม่เคยมีส่วนได้ส่วนเสียใดๆ กับธุรกิจขนาดใหญ่เหล่านั้น ยกเว้นแต่เป็นลูกจ้างทำงานแลกค่าจ้างเท่านั้น
ในความรู้สึกของคนทั่วประเทศ อิทธิพลของนักธุรกิจที่มีอำนาจบงการผู้บริหารประเทศ ก็ไม่ต่างอะไรกับอำนาจเด็ดขาดของผู้นำเผด็จการในโลกอาหรับ ที่ทำทุกอย่างเพื่อครอบครองและกอบโกยผลประโยชน์แต่เพียงฝ่ายเดียว
เกือบ 4 ปี ที่คนอเมริกันอดทนให้โอกาสและให้เวลารัฐบาลในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น มิหนำซ้ำกลับเลวร้ายหนักกว่าเดิม และรัฐบาลยังมีท่าทีที่จะก้าวซ้ำย่ำรอยเดิมอีกครั้ง โดยมีชัยชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2555 เป็นเดิมพัน
การลุกฮือของคนธรรมดาแต่ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าของประเทศ จึงเป็นอีกหนึ่งเดิมพันของสหรัฐที่น่าจับตามองว่าท้ายที่สุดแล้ว คนอเมริกันจะทำได้สำเร็จตามที่ตั้งใจไว้หรือไม่ในขณะที่เศรษฐกิจของประเทศยังคงต้องขับเคลื่อนด้วยทุนนิยมที่ขับเคลื่อนได้อย่างเสรีไร้ขีดจำกัดที่คนอเมริกันสร้างขึ้นมาเองกับมือต่อไป







