posttoday
เอเชียกระอักพิษวิกฤตหนี้ยุโรป สั่นคลอนความเชื่อมั่นดันทุนไหลออก

เอเชียกระอักพิษวิกฤตหนี้ยุโรป สั่นคลอนความเชื่อมั่นดันทุนไหลออก

04 ตุลาคม 2554

หลังจากกลายเป็นแหล่งยอดนิยมให้เงินทุนร้อนๆ ของนักลงทุนจากทั่วโลกไหลเข้ามาถล่มตลาดในภูมิภาค

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

หลังจากกลายเป็นแหล่งยอดนิยมให้เงินทุนร้อนๆ ของนักลงทุนจากทั่วโลกไหลเข้ามาถล่มตลาดในภูมิภาค จนสกุลเงินแต่ละประเทศแข็งค่าขึ้น ดันเงินเฟ้อพุ่งไปตามๆ กัน

บัดนี้สถานการณ์กลับตาลปัตร แต่เจ็บปวดไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เพราะเอเชียกำลังกระอักอย่างหนักกับมหกรรมทุนไหลออกจากระบบ เนื่องจากวิกฤตหนี้สาธารณะในยุโรปทำให้นักลงทุนในตลาดโลกวิ่งหาสินทรัพย์ปลอดภัย เพื่อเป็นแหล่งพักเงินให้อุ่นใจอีกครั้ง

แต่ครั้งนี้หลุมหลบภัยไม่ใช่ในเอเชีย ไม่ใช่ในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ แต่เป็นสกุลเงินเหรียญสหรัฐ หรือที่ทั่วโลกเรียกกันติดปากว่า เงินดอลลาร์

ทั้งนี้ ในช่วงเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา สกุลเงินต่างๆ ในเอเชีย ยกเว้นประเทศญี่ปุ่น ต้องเผชิญหน้ากับการอ่อนค่าลงอย่างรุนแรง ซึ่งถือได้ว่าหนักมากที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540

ข้อมูลจากบลูมเบิร์ก รายงานว่า ดัชนี เจ.พี. มอร์แกน เอเชีย ดอลลาร์ ซึ่งใช้เป็นมาตรวัดมูลค่าของสกุลเงินหลักในภูมิภาค ปรับตัวลดลง 4.1% มาอยู่ที่ 114.72 มากที่สุดนับตั้งแต่เดือน ธ.ค. ปี 2540

เอเชียกระอักพิษวิกฤตหนี้ยุโรป สั่นคลอนความเชื่อมั่นดันทุนไหลออก

สกุลเงินวอนของเกาหลีใต้อ่อนค่าลงอย่างหนักนับตั้งแต่เดือน ก.พ. 2552 ซึ่งร่วงลงมาถึง 9.45% อยู่ที่ 1,178.10 วอนต่อเหรียญสหรัฐ ขณะที่เงินเหรียญไต้หวันร่วง 4.9% มาอยู่ที่ 1 เหรียญไต้หวันต่อ 30.506 เหรียญสหรัฐ นับเป็นการอ่อนค่าหนักสุดตั้งแต่เดือน ต.ค. 2540

ด้านสกุลเงินริงกิตของมาเลเซียอ่อนค่าลง 7% มาอยู่ที่ 3.1941 ริงกิตต่อเหรียญสหรัฐ และค่าเงินบาทอ่อนลง 3.7% มาอยู่ที่ 31.10 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งนับว่าแย่ที่สุดตั้งแต่เดือน มี.ค. 2544

สำหรับสาเหตุสำคัญที่ทำให้เงินสกุลเอเชียอ่อนค่าลงโดยพร้อมเพรียงกันเช่นนี้ เป็นเพราะนักลงทุนต่างชาติต่างหวาดผวากับวิกฤตหนี้ในยุโรปและกังวลกับสัญญาณถดถอยทางเศรษฐกิจหลายประการ จนพากันดึงเงินจำนวนมหาศาลออกจากตลาดเพื่อลดความเสี่ยงที่เงินจะสูญ และวิ่งหาเงินสดในสกุลที่ปลอดภัย

ทั้งนี้ ในช่วงวันที่ 1-27 ก.ย.ที่ผ่านมา ไต้หวันมีเงินไหลออก 2,775 ล้านเหรียญสหรัฐ เกาหลีใต้ 1,836 ล้านเหรียญสหรัฐ อินโดนีเซีย 672 ล้านเหรียญสหรัฐ ฟิลิปปินส์ 48 ล้านเหรียญสหรัฐ อินเดีย 192 ล้านเหรียญสหรัฐ และไทยพบว่ามีเงินไหลออกแล้วประมาณ 600 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 18.78 ล้านบาท รวมแล้วมีเงินไหลออกจากเอเชีย 6,123 ล้านเหรียญสหรัฐ

นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งยังมองว่า สภาวะเงินไหลออกจากเอเชียจะมีแนวโน้มยืดเยื้อกินเวลาจนถึงช่วงสิ้นปี โดยนักวิเคราะห์จากซิตี กรุ๊ป ชี้ว่า เงินสกุลในเอเชียมีโอกาสลดลงอีกกว่า 10%

การไหลออกของเงินจำนวนมหาศาลในขณะนี้ ทำให้ค่าเงินเอเชียอ่อนยวบน่าหวั่นใจ จนบรรดารัฐบาลในหลายๆ ประเทศต่างประกาศเตรียมพร้อมเข้าแทรกแซงตลาดเพื่อปกป้องค่าเงินของตนเองอย่างเต็มที่

ธนาคารกลางในมาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ได้ออกมาแสดงท่าทียืนยันชัดเจนเมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมาแล้วว่าจะแทรกแซงตลาดเพื่อสนับสนุนสกุลเงินของตนเอง ขณะที่เกาหลีใต้และอินเดียที่แม้จะยังอึมครึมอยู่ แต่ก็มีสัญญาณแง้มออกมาเล็กน้อยแล้วว่าเตรียมจะแทรกแซงตลาดเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ สาเหตุที่ทำให้รัฐบาลเอเชียเหล่านี้ ต่างดิ้นรนไม่ให้ค่าเงินอ่อนลงมากกว่าที่เป็นอยู่เป็นเพราะค่าเงินที่อ่อนค่าลงจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการนำเข้าสินค้า โดยเฉพาะสินค้าที่ต้องนำมาใช้เป็นวัตถุดิบ เช่น น้ำมัน หรืออาหาร ทันที

เพราะต้นทุนที่สูงขึ้นทำให้ผู้ประกอบการทั้งหลายจำต้องปรับราคาสินค้าให้สูงขึ้นเพื่อความอยู่รอด หรืออาจจะชะลอการผลิตสินค้าหรือบริการ ซึ่งจะส่งผลต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ที่หมายถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ

สำหรับราคาสินค้าที่แพงจะดันให้เงินภายในประเทศเฟ้อ ประชาชนที่เดือดร้อนหนักอาจทนไม่ไหวจนลุกฮือขึ้นมาก่อจลาจลอีกครั้ง

ขณะที่ประเทศส่วนใหญ่ในเอเชียกำลังประสบกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว เนื่องจากนโยบายการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อคุมเงินเฟ้อในช่วงต้นปีที่ผ่านมา

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดในขณะนี้ก็คือประเทศอินเดีย

ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ค่าเงินรูปีของอินเดียอ่อนลงเกือบ 10% เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ ทำให้ราคาน้ำมัน ปุ๋ย และอาหารยืนพื้นจำพวกถั่วแพงขึ้น เฉพาะน้ำมันอย่างเดียวปรับขึ้นไปแล้วกว่า 5% ตั้งแต่ที่ค่าเงินรูปีอ่อนค่าลง จนอัตราเงินเฟ้อของประเทศพุ่งเกือบสองเท่าตัว และทำให้คนยากจนในอินเดียที่มีอยู่มากกว่าล้านคนต้องอยู่อย่างยากลำบาก

นอกจากนี้ สถานการณ์ทุนไหลออกยังมาแบบผิดจังหวะสำหรับอินเดีย เนื่องจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่มากสุดในเอเชียถึง 9.78% เพื่อคุมเงินเฟ้อจากเงินทุนไหลเข้าในช่วงก่อนหน้า ทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศต้องชะลอตัว

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งต่างประณามชาติตะวันตกทั่วหน้ากับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในภูมิภาค เพราะกระแสทุนไหลออกเอเชียในครั้งนี้ เป็นผลจากอาการช็อกของนักลงทุนจากฝั่งตะวันตกเป็นสำคัญ ซึ่งไม่สอดคล้องกับโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของประเทศส่วนใหญ่ในเอเชีย

คริส เวียเฟอร์ หัวหน้านักกลยุทธ์จากกลุ่มผู้ตรวจสอบทรอยกา ระบุว่า การเทขายสกุลเงินเอเชียในช่วงที่ผ่านมาเป็นไปอย่างไม่สมเหตุสมผล เพราะนักลงทุนแห่ขายเนื่องจากความกลัวถึงวิกฤตเศรษฐกิจโลก โดยขาดการพิจารณาถึงเงินสำรองระหว่างประเทศที่แข็งแกร่ง และตัวเลขการเติบโตที่แท้จริงของประเทศกำลังพัฒนาเหล่านี้

ขณะที่นักวิเคราะห์จากโซซิเอเต เจเนอรัล ธนาคารชั้นนำในฝรั่งเศส ถึงกับเชื่อมั่นว่าเมื่อใดก็ตามที่นักลงทุนหายตื่นตระหนกจากสถานการณ์ และการถดถอยทางเศรษฐกิจของโลกมีสัญญาณฟื้นคืน เมื่อนั้นสกุลเงินในเอเชียมีสิทธิกลับมาผงาดแข็งแกร่งอีกครั้ง

แต่กว่าจะถึงเวลานั้น เอเชียคงได้แต่ต้องตั้งป้อมสร้างกำแพงป้องกันตัวอย่างเต็มที่ เพื่อไม่ให้บอบช้ำจากการต้องตกเป็นเหยื่อโลกทุนนิยมอีกครั้ง

 

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI