
เชื่องช้า และ แตกแยก วิธีแก้ปัญหาแบบ ยุโรป ยุโรป
หนึ่งในวลีเด็ดที่ออกจากปากบรรดาผู้นำโลกต่อปัญหาวิกฤตหนี้ของกลุ่มยูโรโซนในขณะนี้ก็คือคำว่า “ทำเดี๋ยวนี้”
หนึ่งในวลีเด็ดที่ออกจากปากบรรดาผู้นำโลกต่อปัญหาวิกฤตหนี้ของกลุ่มยูโรโซนในขณะนี้ก็คือคำว่า “ทำเดี๋ยวนี้”
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
หนึ่งในวลีเด็ดที่ออกจากปากบรรดาผู้นำโลกต่อปัญหาวิกฤตหนี้ของกลุ่มยูโรโซนในขณะนี้ก็คือคำว่า “ทำเดี๋ยวนี้” หรือ Act Now! เพื่อคอยกระตุ้นเตือนให้บรรดากลุ่มผู้นำยุโรปเริ่มการแก้ปัญหาหนี้อย่างจริงจังได้แล้ว
ในเมื่อวิกฤตหนี้ส่อเค้าเรื้อรังขยายตัวลุกลามไปยังเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่กว่า จากกรีซลามไปยังอิตาลีและสเปน และอาจจะลุกลามไปจนกลายเป็นวิกฤตการเงินของยุโรปและของโลกในที่สุด
ต้องยอมรับกันว่าการแก้ปัญหาของยุโรปที่ผ่านมานั้นไร้ซึ่งความชัดเจน และการตอบสนองต่อปัญหานั้นเป็นไปอย่างเชื่องช้า ไม่ทันรับมือต่อปัญหาที่เกิดขึ้น จนทำให้เกิดกระแสปั่นป่วนอย่างหนักในตลาดทุนช่วงที่ผ่านมา ซึ่งตามธรรมชาติของการลงทุนแล้วจะต้องการความชัดเจนอย่างที่สุด
ความเคลื่อนไหวในการแก้ปัญหาวิกฤตหนี้ของยุโรปในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการขยายกองทุนช่วยเหลือ อย่าง กองทุนเพื่อเสถียรภาพทางการเงินแห่งยุโรป (European Financial Stability Fund) หรือไม่ว่าจะเป็นการพิจารณาถึงความช่วยเหลือแพ็กเกจที่ 2 ที่เตรียมให้กับกรีซนั้น ล้วนแต่ไร้ภาพอันชัดเจนว่าแนวทางจะเป็นเช่นไร
มีแต่เพียงข่าวที่เล็ดลอดออกมาเท่านั้น ที่คอยสยบความปั่นป่วนในตลาดไปวันๆ !
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกนักที่โลกจะวิตกมากขึ้นว่าการแก้ไขปัญหาหนี้ของยุโรปที่แสนจะเชื่องช้าและไม่ทันการณ์นั้น จะทำให้ในที่สุดวิกฤตในยุโรปจะลุกลามออกไปจนทำให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่สถาวะถดถอยอีกครั้งหนึ่งได้
ประการแรก ความเคลื่อนไหวของการขยายขนาดกองทุนอีเอฟเอสเอฟ ซึ่งถือเป็นกองทุนที่ยุโรปก่อตั้งขึ้นหลังวิกฤตการเงินโลกเมื่อปี 2008 เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการช่วยเหลือและปกป้องกลุ่มสมาชิกประเทศยูโรโซนและภาคการเงินของกลุ่มนั้นยังไม่ชัดเจนเท่าที่ควร
ต้องยอมรับกันว่าที่ผ่านมาแม้ว่าบรรดาผู้นำยุโรปจะตกลงร่วมกันมาตั้งแต่การประชุมในเดือน ก.ค. ว่าจะขยายขนาดกองทุนดังกล่าวจากเดิมที่ 2.5 แสนล้านยูโร ไปเป็น 4.4 แสนล้านยูโร แต่ทว่าเสียงวิตกที่เกิดขึ้นนั้นกำลังเห็นว่าลำพังแค่ 4.4 แสนล้านยูโร ไม่ถือว่าพอเพียงที่ยุโรปจะสามารถรับมือกับวิกฤตได้ ถ้าหากปัญหาหนี้กรีซลุกลามไปยังอิตาลีและสเปน ที่กำลังบักโกรกกับปัญหาหนี้สาธารณะท่วมหัว และการเติบโตของเศรษฐกิจที่กำลังตกต่ำอย่างหนัก
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีแต่เพียงข่าวลือที่ไม่ได้รับการยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ผู้กำหนดนโยบายการเงินของยุโรปกำลังหารือถึงแผนการขยายกองทุนดังกล่าวไปถึง 3 ล้านล้านยูโร
แต่ทว่าในความเป็นจริงแล้วก็ยังไม่มีการยืนยันจากยุโรปว่าข้อเสนอดังกล่าวเป็นความจริง ความหวังที่กองทุนดังกล่าวจะได้รับการขยายไปถึงขนาดนั้นหรือไม่นั้น 3 ล้านล้านยูโร จึงเป็นเพียงแค่ “ความหวัง” ต่อไป
ขณะเดียวกัน เมื่อกล่าวถึงวิธีการช่วยเหลือและป้องกันภาคการเงินของยุโรปไม่ให้เกิดความสูญเสียจากวิกฤตหนี้ของกรีซนั้น ก็ยังถือเป็นเรื่อง “ลึกลับ” ที่ยุโรปยังไม่มีการออกมาชี้แจงให้ชัดเจนต่อชาวโลกนัก
ซึ่งที่ผ่านมาก็จะเป็นเพียงแค่ข้อมูลที่ผ่านมาจากการรายงานข่าวของสื่อมวลชนเท่านั้น
ดังเช่นการรายงานข่าวของสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นบีซี ที่เสนอข่าวอ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่วงใน ที่ว่ายุโรปอาจจะใช้วิธีการเทเงินจากกองทุนอีเอฟเอสเอฟนำไปออกพันธบัตรใหม่จากธนาคารเพื่อการลงทุนแห่งยุโรป (อีไอบี) และให้บรรดาเจ้าหนี้ผู้ถือครองพันธบัตรที่มีความเสี่ยงสูง เช่น พันธบัตรกรีซ นำมาแลกเปลี่ยนเป็นพันธบัตรตัวใหม่นี้ได้ เพื่อลดความเสี่ยงให้กับบรรดาธนาคารและผู้ถือพันธบัตรของกรีซ
แต่ทว่าข่าวดังกล่าวก็ไม่ได้รับการยืนยันจากยุโรปแต่อย่างใดเช่นกัน หนำซ้ำเจ้าหน้าที่ยุโรปบางคนยังออกมานั่งยัน นอนยัน ปฏิเสธข่าวดังกล่าวอีกด้วย
ทำให้เกิดคำถามว่า ในท้ายที่สุดแล้ว มาตรการป้องกันปัญหาหนี้ของยุโรปไม่ให้ลุกลามใหญ่โตนั้นจะออกหัวออกก้อยอย่างไร
ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องงมหาคำตอบกันเอง !
นอกจากนั้น ความเคลื่อนไหวของแพ็กเกจเงินช่วยเหลือกรีซก้อนที่ 3 มูลค่า 1.09 แสนล้านยูโร ที่ผู้นำยุโรปเห็นพ้องในเบื้องต้นเมื่อครั้งการประชุมเมื่อเดือน ก.ค.นั้น ก็เริ่มมีความหวังมากขึ้น
แต่เมื่อพิจารณาลึกๆ แล้ว จะเห็นว่ายูโรโซนกำลังแตกแยกอย่างหนัก และกำลังซัดกันอย่างนัวเนียถึงเนื้อหารายละเอียดของแพ็กเกจก้อนที่ 2 นี้
ย้อนกลับไปเมื่อเดือน พ.ค. กลางปีที่แล้ว แพ็กเกจเงินช่วยเหลือของ 1.1 แสนล้านยูโรก้อนแรกที่ให้กับกรีซนั้น ส่วนหนึ่งผ่านมาจากไอเอ็มเอฟ และอีกส่วนหนึ่งมาจากอียู ผ่านการสมทบทุนของแต่ละชาติสมาชิกยูโรโซน โดยเยอรมนีเป็นผู้สมทบทุนมากที่สุดในส่วนอียูที่ 2.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
เพื่อแลกกับเงินช่วยเหลือก้อนนั้น กรีซจะต้องปฏิบัติตามภายใต้กฎเหล็กที่ว่า จะต้องเดินหน้าลดปริมาณหนี้สาธารณะ และทำการปฏิรูปเศรษฐกิจตามที่ไอเอ็มเอฟและอียูกำหนด
อย่างไรก็ตาม การที่ชาติสมาชิกยูโรโซนต้องคอยควักเนื้อช่วยเหลือกรีซนั้น ก็กำลังถูกต่อต้านจากประชาชนในหลายชาติอย่างรุนแรง ว่าเพราะเหตุใดที่แต่ละประเทศจะต้องเจียดเงินภาษีจากหยาดเหงื่อแรงงานของประชาชนไปช่วยประเทศที่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยและไร้วินัยทางการคลังเช่นนั้นด้วย
ดังนั้น แพ็กเกจเงินช่วยเหลือก้อนที่ 2 นี้ จึงได้เกิดการเสนอเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขของเงินช่วยเหลือดังกล่าวขึ้นใหม่ โดยมีเยอรมนี พี่ใหญ่แห่งยูโรโซนเป็นผู้เสนอแนวทางขึ้นและผลักดันอย่างเต็มที่
นั่นก็คือการให้บรรดาธนาคารพาณิชย์ กองทุนการเงินต่างๆ ที่ถือพันธบัตรกรีซในฐานะเจ้าหนี้อยู่นั้น จำเป็นที่จะต้องแบกรับกับความสูญเสียด้วย
โดยจะต้องยอมหั่นมูลค่าสินทรัพย์ของพันธบัตรกรีซที่ถือเอาไว้ในสัดส่วนที่มากขึ้น เพื่อลดภาระจากการต้องควักเงินภาษีของประชาชน
แน่นอนว่าข้อเสนอและแนวทางดังกล่าวถูกต่อต้านอย่างหนักจากบรรดาธนาคารพาณิชย์ทั่วยุโรป ที่ไม่ต้องการหั่นมูลค่าสินทรัพย์ลง เพราะจะกระทบต่อเสถียรภาพของธนาคารในทันที
รวมไปถึงธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ที่กำลังไม่เห็นด้วยอย่างหนักต่อข้อเสนอดังกล่าว เพราะเห็นว่าจะทำให้เสถียรภาพของภาคการเงินยุโรปลดลง และอาจจะเกิดภาวะความปั่นป่วนขึ้นจากการเทขายหุ้นธนาคารต่างๆ ที่ถือพันธบัตรของกรีซไว้เป็นจำนวนมากด้วย
เป็นอีกหนึ่งความแตกแยกที่ยูโรโซนกำลังปวดเศียรเวียนเกล้าอยู่ในขณะนี้ และดูเหมือนว่าจะต้องคุยกันอีกยาว
นายกรัฐมตรี อังเกลา แมร์เกิล แห่งเยอรมนี ถึงกับกล่าวอย่างไม่สู้ดีนักว่า จำเป็นต้องรอการประเมินผลจากทีมเจ้าหน้าที่ไอเอ็มเอฟและอียู ที่เดินทางไปตรวจสภาพกรีซกลับมาเสียก่อน เพื่อจะต้องดูว่ายุโรปจำเป็นต้อง “หารือ” กันใหม่หรือไม่ต่อสภาพเงื่อนไขของเงินช่วยเหลือก้อนที่ 2
โลกต้องยอมรับกันว่า ปัญหาหนี้ยุโรปนั้นกำลังได้รับการแก้ไขอย่างเชื่องช้า บนความแตกแยกของบรรดาสมาชิกกลุ่มยูโรโซนอย่างไม่ควรจะเกิด
ไม่ว่าจะเป็นการขยายกองทุนช่วยเหลืออีเอฟเอสเอฟที่ยังไม่มีความแน่นอน ตลอดจนถึงวิธีการช่วยเหลือ รวมทั้งแพ็กเกจเงินก้อนที่ 2 ที่จะให้กับกรีซนั้นก็ยังคงตกลงกันไม่ได้
และต้องรอกันยาวถึงเดือนหน้ากว่าที่บรรดาเจ้าหน้าที่ยูโรโซนจะกลับมาคุยกันอีกครั้งในวันที่13 ต.ค. เพื่อลุ้นว่าในที่สุดเงินช่วยเหลือ 6,000 ล้านยูโร งวดที่ 6 จากแพ็กเกจก้อนแรกที่จะให้กรีซนั้น จะทันการณ์ก่อนที่กรีซจะถึงกำหนดชำระหนี้ในกลางเดือนหน้าหรือไม่
ตลอดจนถึงความคืบหน้าของแพ็กเกจก้อนที่ 2 จะออกหัวหรือก้อย และอนาคตของกองทุนอีเอฟเอสเอฟจะได้รับการขยายมากขึ้นกว่า 4.4 แสนล้านยูโรได้หรือไม่
ส่วนระยะนี้ก็ปล่อยให้ตลาดหุ้น ตลาดทอง ตลาดน้ำมัน เหวี่ยงขึ้นเหวี่ยงลงให้หวาดเสียวเล่นๆ รายวันไปพลางๆ !







