
วิทยากร AEC
การประชุมเวทีแม่โขงฟอรัม 2011 (Mekong Forum)
การประชุมเวทีแม่โขงฟอรัม 2011 (Mekong Forum)
โดย..วีระศักดิ์ โควสุรัตน์
ที่ขอนแก่นปีนี้ มีการพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างพัฒนาการของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่จะมาถึงในปี 2015 (หรือ AEC) กับพัฒนาการของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (หรือ GMS) ว่า ข้อแรก การเชื่อมสองเรื่องข้างต้นเข้าด้วยกัน เป็นทั้งโอกาสและความท้าทายสำหรับแต่ละประเทศสมาชิก กล่าวคือ ระดับความเจริญทางเศรษฐกิจและความเหลื่อมล้ำทางสังคมยังมีอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นการเทียบระดับประเทศ (เช่น สิงคโปร์เทียบพม่า) หรือเทียบภายในประเทศสมาชิกก็แตกต่างกันสูง (เช่น ชนบทกับเมือง)
แม้ AEC และ GMS จะทำให้กระจายโอกาสกระจายความเจริญได้เพิ่มขึ้น แต่ในแง่ความท้าทายก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความต่างที่มากขนาดนั้นจะนำมาสู่การกระทบกระทั่งกันได้ง่าย อาทิ รถขนส่งระหว่างประเทศจะนำมาซึ่งสินค้าอันตรายที่จะแล่นผ่านพื้นที่ตำบลอะไรสักอย่างในลาว ไทย และกัมพูชา ถ้าหากถูกต่อต้านโดยชาวบ้าน และมีการกระทบกระทั่งกันจนปิดถนน เกิดความเสียหายต่อระบบขนส่งเดินทาง รัฐจะมีกลไกดูแลเรื่องเหล่านี้อย่างไร
แน่นอนว่าผู้ปิดถนนผิดกฎหมายภายในประเทศนั้นแน่! แต่ก็ต้องเห็นใจชาวบ้านว่าถ้าเขารู้สึกไม่ปลอดภัย และติดใจว่าส่วนแบ่งแห่งโอกาสที่พวกเขาจะได้รับจาก AEC และ GMS นอกจากขายสินค้าในเพิงพักริมทางให้คนขับรถบรรทุกแล้วคืออะไร?
ข้อสอง การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (HRD) และเพิ่มขีดความสามารถของบุคคลและระบบในแต่ละประเทศเป็นเงื่อนไขสำคัญที่สุด ในหัวข้อนี้ประเด็นที่ถูกเลือกให้เป็นหัวใจ คือ ประการที่หนึ่ง คนใน GMS มีเป็นจำนวนมาก แต่ใช้ประโยชน์จาก FTA น้อย ส่วนหนึ่งมาจากความไม่รู้ไม่ตระหนักว่า FTA แต่ละฉบับสามารถให้ประโยชน์กับพวกเขาอย่างไร
ผู้ที่รู้และเข้าใจ FTA ก็พบว่า กติกาหยุมหยิมของ FTA ทำให้ใช้ประโยชน์ได้ยากเสียอีก อีกทั้งคนรู้เรื่องนี้ก็มีจำนวนน้อย แม้แต่เจ้าหน้าที่รัฐอยู่ตามด่านชายแดนเองก็เข้าใจเรื่องนี้น้อยเกินไป ทำตัวเป็นอุปสรรคก็มี ประการที่สอง พัฒนาการของ AEC และ GMS ยังไม่ได้เชื่อม
ผู้ประกอบการรายเล็ก รายกลาง (SMEs) เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานสากลได้ดีนัก ส่วนมากเวที AEC ก็ดี GMSก็ดี เป็นผลของการวางแผนระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งรับมุมคิดจากธุรกิจเจ้าใหญ่เสียมาก ผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งปกติก็มีข้อจำกัดมากอยู่แล้วทั้งด้านเงินทุน บุคลากร เครือข่ายการทำงาน และเทคนิคบริหารตลอดจนเทคโนโลยี ก็ยิ่งรู้สึกเข้าไม่ถึงประโยชน์ที่ควรจะได้จากความร่วมมือระหว่างประเทศที่รัฐไปผลักดัน
สุดท้ายคือองค์ความรู้ที่ไม่แพร่หลายเกี่ยวกับ Contract Farming หรือสัญญาจ้างผลิตการเกษตร พูดง่ายๆ คือ รับจ้างปลูกเก็บและส่งนั่นเอง ทั้งนี้เพราะ GMS เหมาะแก่การเกษตร ทั้งยังมีมาตรฐานอาเซียนด้านการเกษตร (ASEAN GAP) ซึ่งคู่สัญญาฝ่ายเกษตรกร หรือแม้แต่สหกรณ์ก็มักไม่มีความรู้พอเพียง ไม่มีเทคโนโลยีและอำนาจต่อรองมากพอที่จะคุ้มครองตัวเองได้ เมื่อเกิดปัญหาขึ้น
ดังนั้น พอจะสรุปได้ว่า
1.ควรมีวิทยากรหรือเครือข่ายวิทยากรจากหลากหลายสถาบันที่ออกให้ความรู้แก่ประชาชน ตลอดจนผู้ประกอบการในเรื่อง AEC และ GMS โดยใช้ภาษาง่ายๆ และเปิดโอกาสให้ซักถามมากๆ
2.ควรดึงภาคเอกชน เช่น สภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรมระดับจังหวัดเข้ามามีส่วนเผยแพร่คำอธิบายให้สมาชิกภาคธุรกิจเข้าใจ
3.ควรสร้างนวัตกรรมที่ช่วยอธิบายข้อกฎหมายที่ยากให้ประชาชนและเกษตรกรเข้าใจง่ายขึ้น และเชื่อมเข้าสู่มิติปฏิบัติได้ง่าย







