
กูรูหุ้นแนะนักเก็งกำไรมือใหม่ออกจากตลาด
“ก้องเกียรติ” แนะนักเก็งกำไรหน้าใหม่หลีกเลี่ยงการลงทุน ตลาดหุ้นระยะสั้นไม่มีเหตุผลคาดเดายาก
“ก้องเกียรติ” แนะนักเก็งกำไรหน้าใหม่หลีกเลี่ยงการลงทุน ตลาดหุ้นระยะสั้นไม่มีเหตุผลคาดเดายาก
นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหารบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส ได้แนะนำนักลงทุนสำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นไทยช่วงนี้ ว่า หากเป็นนักลงทุนมือใหม่และลงทุนระยะสั้นควรหลีกเลี่ยงลงทุนเพราะมีโอกาสขาดทุนสูงมาก
สำหรับนักลงทุนระยะกลางถึงระยะยาวที่มีแผนการลงทุนตั้งแต่ 6 เดือน-1 ปี สามารถทยอยเก็บหุ้นได้ เนื่องจากมองว่าดัชนีที่ระดับ 900 จุด คิดเป็นสัดส่วนราคาต่อกำไร (พีอี) 10 เท่าถือว่าไม่แพง
นายก้องเกียรติ ประเมินว่า แนวโน้มดัชนีหุ้นไทยในระยะสั้นผันผวนตามข่าวและอารมณ์ของนักลงทุน กลายเป็นตลาดเก็งกำไรทำให้ประเมินทิศทางดัชนียาก
“ตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่พื้นฐาน นักลงทุนไม่สนใจว่าหุ้นถูกหรือแพง แต่ซื้อขายด้วยอารมณ์ ไม่ใช่เหตุผล ทำให้ไม่สามารถประเมินว่าดัชนีจะขึ้น หรือลดลงต่ำสุดเท่าใด”
สำหรับระยะกลางถึงระยะยาวดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นซึ่งอาจสูงสุดกว่าระดับที่เคยทำได้ก็ได้ เพราะเศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่ง ภาคธุรกิจปรับตัวได้ดี กำไรบริษัทจดทะเบียนเติบโตต่อเนื่องและรัฐบาลจะลดภาษีรายได้นิติบุคคลเหลือ 23% ในปี 2555 จะช่วยถ่วงดุลการชะลอตัวของเศรษฐกิจหากได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก
มุมมองนักลงทุนต่างชาติต่อหุ้นไทยยังไม่เปลี่ยนแปลง เศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจเอเชียโดดเด่นท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจโลก
แต่การเทขายหุ้นและพันธบัตรเป็นการปรับพอร์ตการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยง ถือเงินสด รักษาสภาพคล่องและเชื่อว่าแรงขายเบาบางลงแล้วจากมูลค่าการขายที่ใกล้เคียงกับตลาดภูมิภาคเอเชีย
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต่างชาติยังไม่กลับเข้ามาลงทุนในเร็วๆ นี้เพราะรอจังหวะในการเข้ามาซื้อหุ้นในราคาที่ถูกกว่า
นายก้องเกียรติ กล่าวว่า แม้วิกฤตเศรษฐกิจโลกยังไม่กระทบประเทศไทยโดยตรง แต่รัฐบาลควรระมัดระวังในการใช้จ่ายและเก็บเงินไว้รองรับวิกฤตที่ไม่ทราบว่าจะยาวนานแค่ไหน
รวมถึงต้องจัดลำดับความสำคัญของนโยบาย เนื่องจากนโยบายบางเรื่องออกมาเร่งด่วนเกินไปจนขาดความรอบคอบ ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจทำให้ภูมิคุ้มกันลดลง
นอกจากนี้ รัฐบาลควรเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่องและการจ้างงาน ตลอดจนสร้างมูลค่าเพิ่มให้ธุรกิจซึ่งจะช่วยหนุนศักยภาพการแข่งขันให้สูงขึ้น
ทั้งนี้ สำหรับภาคเอกชนไทยไม่น่าเป็นห่วงเพราะที่ผ่านมามีประสบการณ์จากวิกฤตการณ์ปี 2540 และวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2551 ทำให้มีการปรับตัวมาอย่างต่อเนื่อง







