
คู่มือกินเจให้ปลอดภัย
ช่วงเทศกาล “กินเจ” ของทุกปี นอกจากปัญหาที่ผู้บริโภคต้องแบกรับในเรื่องของราคาพืชผักที่ถีบตัวสูงขึ้นแล้ว
โดย...สกล ทองหมี
ช่วงเทศกาล “กินเจ” ของทุกปี นอกจากปัญหาที่ผู้บริโภคต้องแบกรับในเรื่องของราคาพืชผักที่ถีบตัวสูงขึ้นแล้ว อีกปัญหาภัยใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้ามคือ “การกินเจอย่างถูกวิธี”
หากสักแต่ว่ากินตามประเพณี หรือกินตามแฟชั่น เพียงเพื่อให้หุ่นเพรียวบาง ก็อาจกลายเป็นโทษโดยไม่รู้ตัว
นพ.ฆนัท ครุธกูล เครือข่ายคนไทยไร้พุง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ให้ข้อมูลไว้อย่างน่าสนใจ จากการสำรวจผู้ป่วยที่มารักษาตัวในโรงพยาบาลรามาธิบดี ช่วงหลังเทศกาลกินเจของทุกปีพบว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีแนวโน้มน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น 23 กิโลกรัม
สาเหตุเกิดจากกินอาหารไม่ถูกสัดส่วน และมีแป้งมากเกินไป ส่งผลให้เจ็บป่วยมีโรคตามมา ส่วนมากพบในผู้ป่วยประเภทกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเพิ่งฟื้นไข้ ผู้ป่วยขาดสารอาหาร ผู้มีโรคประจำตัว เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน เป็นต้น
ส่วนบรรดาหนุ่มสาวที่นิยมหันมากินเจเพื่อควบคุมน้ำหนัก นพ.ฆนัท แนะนำให้รับประทานอย่างถูกวิธี บริโภคในสัดส่วนที่เหมาะสม คือ กินให้ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะโปรตีน ที่มักพบมากในเต้าหู้และถั่วเหลือง หากบริโภคไม่ถูกสัดส่วน นอกจากน้ำหนักเพิ่มขึ้นแล้ว ทำให้ขาดสารอาหารได้
เลยมีเทคนิคการเลือกกินอาหารเจไม่ให้อ้วน คือ 1.กินข้าวหรือแป้งไม่ขัดขาว เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต ลูกเดือย ธัญพืช ที่มีปริมาณน้ำตาลน้อย ร่างกายจะใช้พลังงานในการย่อยอาหารจำพวกนี้ออกมาเป็นแป้งที่พร้อมดูดซึมเข้าร่างกายโดยง่าย
2.กินผักประเภทใบมากกว่าประเภทหัว เพราะมีคาร์โบไฮเดรตน้อยกว่า ทำให้ได้พลังงาน และปริมาณแป้งน้อยกว่า 3.กินอาหารประเภทนึ่ง ต้ม ตุ๋น ดีกว่าอาหารประเภททอดและผัดที่มีน้ำมัน 4.ลดอาหารที่มีรสหวาน และ 5.กินผัก ผลไม้สด เพราะย่อยง่ายกว่าอาหารประเภทอื่น และมีไฟเบอร์ หรือกากใย ช่วยให้การดูดซึมของเสียในลำไส้ได้ดีขึ้น ช่วยขับถ่ายได้ดีขึ้น ท้องไม่อืด
ขณะเดียวกันถือศีลกินเจทั้งทีก็ต้องกินอย่างสุขใจ ปลอดภัยไร้กังวล แต่ก็มีข่าวตรวจสอบอาหารเจมีสารปลอมปนก็มาก มีแม้กระทั่งเนื้อสัตว์ผสมอยู่ตรวจพบกันทุกปี
จากการเฝ้าระวังและตรวจวิเคราะห์ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ช่วงเทศกาลกินเจ พบว่าพืชผักจำพวกเก๋ากี้ ดอกไม้จีน เยื่อไผ่ เห็ดหูหนู เห็ดหอม มีสารฟอกขาวประเภท “ซัลเฟอร์ไดออกไซด์” ตากค้าง ดอกไม้จีนมีปริมาณสารฟอกขาวสูงสุด รองลงมาคือ เยื่อไผ่ และเห็ดหูหนูขาว
พ่อค้าแม่ค้านิยมนำมาใช้เพื่อไม่ให้สีของอาหารเป็นสีน้ำตาล ดูสวยสดตลอดเวลา รวมถึงยับยั้งการเจริญเติบโตของยีสต์และราอีกด้วย
ส่วนโทษ หากร่างกายรับสาร “ซัลเฟอร์ไดออกไซด์” ในปริมาณที่มากเกินกว่าค่าความปลอดภัย คือเกิน 0.7 มิลลิกรัมต่อคนต่อวัน อาจทำให้เกิดพิษต่อร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยโรคหอบ หืด หรือผู้ที่แพ้สารนี้ จะมีอาการทำให้หายใจขัด คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ อุจจาระร่วง เป็นลมพิษ ความดันโลหิตต่ำ อาจช็อกหมดสติ และถึงขั้นเสียชีวิตได้
รู้แบบนี้แล้วก็ต้องคอยระมัดระวัง จะอิ่มบุญทั้งทีร่างกายก็ต้องปลอดภัย ไม่ใช่ตายแบบผ่อนส่ง







