posttoday
แบงก์ยุโรปดิ้นหนีตาย รับมือวิกฤตกรีซหนี้เน่า

แบงก์ยุโรปดิ้นหนีตาย รับมือวิกฤตกรีซหนี้เน่า

28 กันยายน 2554

กลายเป็นอภิมหากาพย์ที่หาทางจบได้ยากเสียแล้วสำหรับปัญหาหนี้สาธารณะในภูมิภาคยุโรป

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

กลายเป็นอภิมหากาพย์ที่หาทางจบได้ยากเสียแล้วสำหรับปัญหาหนี้สาธารณะในภูมิภาคยุโรป จนสถานการณ์เดินหน้าเข้าสู่วิกฤตเต็มขั้น เมื่อนักวิเคราะห์หลายฝ่ายเริ่มเสียงแข็งแล้วว่า กรีซมีสิทธิผิดนัดชำระหนี้แน่นอน

แม้ว่าผู้นำหลายประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป(อียู) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสาหลักอย่าง เยอรมนี จะยืนยันหนักแน่นว่าไม่มีทางปล่อยให้กรีซล้มละลายแน่นอน แต่ความแน่นอนที่เริ่มชัดเจน ส่งผลให้บรรดาธนาคารพาณิชย์ทั่วยุโรปออกอาการหนาวๆ ร้อนๆ จนต้องรีบเตรียมหามาตรการมารองรับเป็นการด่วน

ทั้งการลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลกรีซ และการเพิ่มระดมเงินทุนของธนาคาร โดยไม่วายลืมอ้อนวอนขอความเห็นใจให้อียูยื่นมือเข้ามาช่วยด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ จากความตึงเครียดในตลาดการเงินของภูมิภาคที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้หุ้นของธนาคารทั่วยุโรปปรับตัวลดลงฮวบแบบระนาว จนไม่สามารถระดมทุนเข้าธนาคารได้โดยง่าย

ทั้งนี้ สถาบันการเงินระหว่างประเทศ (The Institute of International Finance - IIF) ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจากธนาคารหลักๆ ทั่วโลก ระบุว่า เพื่อให้ธนาคารมีกันชนแข็งแกร่งที่สามารถรับแรงกระแทกจากการล้มของหนี้กรีซ อียู และรัฐบาลประเทศต่างๆ จำต้องหามาตรการหรือกลไกใดๆ ก็ตามมาล้อมคอกธนาคารเอาไว้ พร้อมๆ กับหาทางเพิ่มทุนสำรองของธนาคารให้แข็งแกร่งพอ

แบงก์ยุโรปดิ้นหนีตาย รับมือวิกฤตกรีซหนี้เน่า

ดังนั้น การเพิ่มจำนวนเงินในกองทุนรักษาเสถียรภาพการเงินยุโรป (อีเอสเอฟเอส) ให้ได้ถึงประมาณ 3 ล้านล้านยูโร จากเดิมที่มีอยู่เพียง 4.4 แสนล้านยูโร จึงได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากธนาคาร เนื่องจากถือเป็นมาตรการล้อมคอกที่สำคัญที่ช่วยไม่ให้การเบี้ยวหนี้ของกรีซไปฉุดกระชากลากถูธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ในภูมิภาค

อีกทั้งยังถือเป็นหลักประกันที่สำคัญให้บรรดาธนาคารทั้งหลายได้อุ่นใจว่า จะมีเงินทุนเพียงพอที่จะชดเชยในส่วนที่เสียไปจากการผิดนัดชำระหนี้ พร้อมๆ กับที่สามารถเรียกความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาได้โดยเร็ว เพราะธนาคารสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้

ไม่ว่าจะเป็นการให้กู้ยืมเพิ่มเติม หรือให้การสนับสนุนกิจการต่างๆ ซึ่งจะมีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจของภูมิภาคมีการเติบโตต่อไป อันจะนำไปสู่การแก้ปัญหาหนี้ในระยะยาวได้

เพราะต้องไม่ลืมว่า ถ้าเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ มีการเติบโต รัฐบาลของประเทศก็จะสามารถลดการขาดดุลงบประมาณ และมีเงินมาจ่ายหนี้สินที่ค้างคาไว้ในที่สุด

อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงล่าสุดของกลุ่มอียูที่มีขึ้น กลับไม่ได้ทำให้ใจชื้นมากขึ้นเท่าไรนัก เพราะรายละเอียดของขั้นตอนวิธีการยังไม่มีความชัดเจนเพียงพอ ยิ่งเมื่อวูล์ฟกัง ชูเบิล รัฐมนตรีคลังเยอรมนี มีท่าทีชัดเจนว่าเยอรมนีจะยังไม่พิจารณาเพิ่มเงินในกองทุน ก็ยิ่งทำให้ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ต้องดิ้นรนหาทางรอดกันแบบจ้าละหวั่น

เหตุผลสำคัญที่ทำให้บรรดาธนาคารพาณิชย์เกิดอาการจิตตกหวาดผวาอย่างหนักถ้าหากว่ากรีซชักดาบก็เนื่องมาจากธนาคารเหล่านี้ถือเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของกรีซ เพราะไม่ว่ากรีซจะเบี้ยวหนี้แบบมีการจัดการที่เป็นระบบ โดยธนาคารอาจได้รับเงินคืนมาส่วนหนึ่งของจำนวนเต็มที่ให้กรีซกู้ยืมไป หรือกรีซเบี้ยวไปเลยโดยไม่ได้รับเงินคืนแม้แต่เหรียญเดียว ทางเลือกของธนาคารกรณีที่กรีซผิดนัดชำระหนี้ก็มีแต่ทำให้ธนาคารและบรรดาผู้ถือหุ้นมีแต่เสียกับเสีย

และอาจร้ายแรงเทียบชั้นหรืออาจสาหัสกว่ากรณีวิกฤตเลห์แมน บราเธอร์ส ที่เคยเกิดขึ้นในสหรัฐ เมื่อปี 2551

ทั้งนี้ สิ่งที่บรรดาธนาคารทั่วยุโรปหวาดหวั่นกันมากที่สุดหากว่ากรีซเกิดชักดาบหนี้ของตนเองที่มีมูลค่ารวมสูงถึง 3.4 แสนล้านยูโรขึ้นมาจริงๆ ก็คือ การแห่เทขายพันธบัตรในกลุ่มประเทศยูโรโซนทั้งหมด จนทำให้เกิดความโกลาหลในตลาดการเงินของภูมิภาคครั้งใหญ่

เพราะการเทขายมหาศาลอาจส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ขนาดเล็ก หรือแม้กระทั่งขนาดใหญ่ที่มีเงินทุนไม่มากพอถึงขั้นต้องล้มละลายปิดกิจการเอาได้ง่ายๆ เลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งกลับมองว่า การมองว่ากรีซต้องล้มละลายเบี้ยวหนี้แน่นอนออกจะเป็นการคาดการณ์ที่ร้ายแรงเกินไป และท่าทีของธนาคารที่ต้องเตรียมตัวเป็นเรื่องที่สมควรต้องกระทำอยู่แล้ว เช่นเดียวกับธุรกิจอื่นๆ ที่ต้องมีแผนสำรอง

ดังนั้น การมองว่าธนาคารเตรียมตัวเพราะเชื่อว่ากรีซต้องผิดนัดชำระหนี้แน่ๆ จึงเป็นอะไรที่สุดโต่งเกินไป

แม้ว่ากรีซมีอันต้องผิดนัดชำระหนี้ขึ้นมาจริงๆ การที่ธนาคารมีแผนสำรองมารองรับก็ถือเป็นเรื่องที่ดีเช่นกัน

อันเดรีย ชมิตส์ ประธานธนาคารบีดีบีของเยอรมนี กล่าวว่า กรณีดังกล่าวก็เป็นเรื่องที่อียูสามารถจัดการรับมือได้ แม้ว่าอาจจะต้องหมายถึงการยอมรับว่ามูลค่าของทรัพย์สินอาจต้องลดลงมากกว่า 21% ตามที่เคยกำหนดไว้

แต่ถ้าหากว่า ธนาคารไม่มีแผนสำรองรับมือกับกรณีที่กรีซผิดนัดชำระหนี้ และเกิดล้มละลาย ผลกระทบที่เกิดขึ้นการล่มของธนาคารจะหนักหนาสาหัสมากกว่าการที่กรีซเบี้ยวหนี้

และปัญหาภาคการเงินการธนาคารที่เกิดขึ้นจะไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในภูมิภาคยุโรป

เพราะต้องไม่ลืมว่า นอกจากธนาคารพาณิชย์ที่ถือพันธบัตรกรีซจะเป็นธนาคารในยุโรปแล้ว ยังมีธนาคารจากประเทศอื่นๆ เช่น สหรัฐและญี่ปุ่นรวมอยู่ด้วย

ในฐานะหนึ่งในประเทศที่เข้าไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลกรีซมากที่สุดประเทศหนึ่ง สหรัฐ ดูจะไหวตัวได้ทันเร็วกว่าเพื่อน

ทั้งนี้ นับตั้งแต่เกิดเหตุวิกฤตหนี้สาธารณะของกลุ่มยูโรโซนทวีความร้อนแรง บรรดากองทุนทั้งหลายโดยเฉพาะจากฟากสหรัฐ ต่างมองว่าสถานะของธนาคารทั่วยุโรปกำลังยืนหมิ่นเหม่อยู่บนปากเหว ส่งผลให้เกิดมหกรรมขนทุนหนีโดยบรรดากองทุนการเงินของสหรัฐได้ทยอยดึงเงินเหรียญออกจากธนาคารยุโรปมากขึ้น นับตั้งแต่ช่วงกลางปีที่ผ่านมา

ข้อมูลจากฟิทช์ เรทติ้งส์ ระบุว่า ธนาคารในยุโรปที่ได้รับผลกระทบหนักมากที่สุดจากปัญหาทุนไหลออกนี้ ก็คือธนาคารพาณิชย์ของฝรั่งเศส โดยในช่วงระหว่างวันที่ 30 ก.ค. -30 ส.ค. เงินเหรียญสหรัฐลดลงไป 19% และลดลงมากถึง 34% ในช่วงสิ้นสุดเดือน พ.ค. ถึงเดือน ส.ค.

ขณะที่ในภาพรวมกองทุนชั้นนำสิบอันดับแรกของสหรัฐได้ลดการลงทุนในธนาคารทั่วยุโรปลง 8% นับตั้งแต่เดือน ก.ค. ส่งผลให้ระหว่างช่วงเดือน พ.ค. ถึงเดือน ส.ค. ธนาคารพาณิชย์ทั่วยุโรปต้องสูญเงินเหรียญสหรัฐไปถึง 27% ในกองทุนรวม ซึ่งสถานการณ์ทุนไหลออกนี้ยังมีแนวโน้มที่จะยืดเยื้อต่อไปอีกระยะหนึ่งด้วย

แม้ว่ากองทุนของสหรัฐจะยังคงมีการลงทุนในธนาคารยุโรปอยู่มากถึง 42.1% หรือคิดเป็นมูลค่าเงินรวมคร่าวๆ ก็ประมาณ 2.85 แสนล้านเหรียญสหรัฐ แต่จำนวนดังกล่าว ตามสถิติที่ฟิทช์ได้เก็บข้อมูลไว้ระบุว่า เป็นจำนวนที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ติดตามสำรวจในเดือน ก.ค. 2549

ตัวเลขข้างต้น จึงเป็นเสมือนหลักฐานยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า ความน่าเชื่อถือของบรรดาธนาคารในยุโรปมีเหลืออยู่น้อยเพียงไร และเป็นข้อพิสูจน์ว่า ขนาดยังไม่มีการผิดนัดชำระหนี้เกิดขึ้น สถานะทุนสำรองของบรรดาธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ในยุโรปยังย่ำแย่ได้ขนาดนี้ แล้วถ้าหากกรีซต้องผิดนัดชำระหนี้ขึ้นมา อะไรจะเกิดขึ้น

นอกจากนี้ ปัญหาที่จะตามมาหลังจากที่กรีซผิดนัดชำระหนี้ก็คือว่า ถ้ากรีซทำได้ ทำไมประเทศอื่นที่มีหนี้หนักหนากว่า อย่างไอร์แลนด์และโปรตุเกสจะทำไม่ได้เช่นกัน จนซ้ำเติมและสร้างความปั่นป่วนให้กับเจ้าหนี้อย่างธนาคารพาณิชย์ทั้งหลายทั่วยุโรป

เมื่อถึงเวลานั้น นักลงทุน หรือลูกค้าของธนาคารคงอดรนทนไม่ไหว ขาดความเชื่อมั่น ดาหน้าเข้ามาแห่ถอนเงินจนธนาคารขาดสภาพคล่อง และต้องล้มละลายไปตามๆ กัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อทุกอย่างคือการประเมินประมวลข้อมูลจากสถานการณ์ในปัจจุบัน บรรดาธนาคารพาณิชย์ในยุโรปคงได้แต่เตรียมการรับมือให้ดีที่สุดรอรับสึนามิการเงินที่เตรียมกระแทกฝั่งในเร็วๆ นี้เท่านั้นเอง

 

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI