
Smile Diplomacy : การฑูตบนรอยยิ้ม
ในรอบเดือนที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสเจอะเจอและพบเห็นคำว่า “Smile Diplomacy”
โดย...รวิภาส กล่ำทวี
ในรอบเดือนที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสเจอะเจอและพบเห็นคำว่า “Smile Diplomacy” ปรากฏอยู่ตามหน้าสื่อสิ่งพิมพ์ต่างประเทศและตามบทความในนิตยสารต่างประเทศ ที่เกี่ยวข้องกับการเมืองและการเศรษฐกิจระหว่างประเทศเป็นจำนวนมาก จึงได้ตัดสินใจศึกษาหาความรู้และได้สาระสำคัญนำมาฝากท่านผู้อ่านกันท่ามกลางกระแสน้ำท่วมในหลายภูมิภาคของประเทศไทยในเวลานี้
คำว่า “Smile Diplomacy” ถ้าจะตีความกันให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ การนำเอาคำว่า “การทูต” มาผสมเข้ากับคำว่า “รอยยิ้ม” เมื่อรวมกันแล้วและเรียกให้ดูดีหน่อยก็คือ “การทูตบนรอยยิ้ม” แต่โดยสาระสำคัญของมันแล้ว การทูตบนรอยยิ้มก็คือ การดำเนินการทางการทูตโดยผู้นำของรัฐผ่านทางเครื่องมือที่ติดตัวมาโดยธรรมชาตินั่นก็คือ รอยยิ้มนั่นเอง และการดำเนินการทางการทูตของทุกประเทศทั่วโลกก็มักจะมีเป้าหมายเดียวกันและเหมือนกันทั้งหมด นั่นก็คือผลประโยชน์ของประเทศชาติ (National Interests) อยู่เหนือสิ่งอื่นใด
จากการศึกษาผู้เขียนพบว่า คำว่าการทูตบนรอยยิ้มมีที่มาจากการดำเนินการทางทูต หรือการต่างประเทศที่ชาญฉลาดของผู้นำรัฐบาลประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่มีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เมื่อครั้งที่โลกยังมีสองขั้วอำนาจระหว่างประเทศสหรัฐกับสหภาพโซเวียต
หลายท่านอาจจะสงสัยว่าบรรดาผู้นำประเทศอื่นๆ ในโลกก็ผูกสัมพันธ์ทางการทูตผ่านรอยยิ้มของผู้นำกันทั้งนั้นแหละ แต่ทำไมประเด็นดังกล่าวจึงกลายมาเป็นเรื่องฮอตและฮิตสำหรับประเทศจีน คำตอบง่ายๆ ก็คือ บรรดาผู้นำหลายประเทศในโลกตะวันตก รอยยิ้มและเจตนารมณ์รวมถึงเป้าหมายทางการเมืองระหว่างประเทศมักจะเป็นไปแนวทางเดียวกัน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า “คิดอย่างไรก็แสดงออกมาอย่างนั้น” หรือ “คิดดีก็ยิ้ม ถ้าโกรธหรือไม่พอใจก็จะไม่ยิ้ม” แต่สำหรับผู้นำจีน “ผู้นำประเทศจีนจะคิดอย่างไร หรือมีอะไรแอบแฝงซ่อนเร้นไว้ก็ตามก็จะแสดงออกผ่านทางรอยยิ้มให้คู่เจรจา หรือสื่อสาธารณะเห็นอยู่เสมอๆ”
นักวิชาการท่านหนึ่งของจีนประจำมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ชื่อว่าศาสตราจารย์ ฉือ ยิ่นหง (Shi Yinhong) ได้อธิบายคำว่า การทูตบนรอยยิ้มไว้อย่างน่าสนใจ ว่าวัตถุประสงค์เบื้องหลังการดำเนินการทางการทูตบนรอยยิ้มของผู้นำจีนโดยหลักก็คือ ความพยายามต้องการสร้างความเจริญและความสงบสุขกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกับจีนทั้งหมด เพราะถ้าปัญหาสันติภาพอันเกิดจากข้อพิพาทบริเวณพรมแดน รวมทั้งทางบกและทางน้ำไม่สามารถยุติได้ ปัญหาดังกล่าวจะทำให้การเมืองของจีนภายในไม่สงบ และจะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาการด้านเศรษฐกิจโดยภาพรวม
จุดเริ่มต้นของการดำเนินการทางการทูตบนรอยยิ้มของจีนเริ่มมาตั้งแต่ช่วงกลุ่มประเทศในเอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เริ่มเผชิญกับวิกฤตปัญหาทางเศรษฐกิจในปี 1997-1998 (ช่วงระหว่างปี 2540-2541) เมื่อผู้นำจีนเริ่มหันมาให้ความร่วมมือและให้ความช่วยเหลือแก่หลายประเทศในเอเชีย รวมทั้งประเทศไทยเป็นเม็ดเงินจำนวนมหาศาล รวมทั้งการที่ผู้นำจีนเริ่มออกเดินทางเยือนหลายประเทศทั้งที่เป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกับจีนและประเทศมหาอำนาจทั่วโลกรวมทั้งสหรัฐและรัสเซีย โดยไม่ว่าจะไปที่ใดก็ตาม ผู้นำจีนก็จะไม่ลืมที่จะพกรอยยิ้มอันอบอุ่นเป็นเครื่องมือผูกสัมพันธ์ทางการทูตกับทุกประเทศที่ไปเยือน สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่จีนในเชิงบวกได้เป็นอย่างดีมาตั้งแต่ปี 1997 จนถึงปัจจุบัน
สิ่งที่จีนได้แสดงให้เห็นถึงหัวใจหลักของนโยบายต่างประเทศของจีนมาโดยตลอดก็คือ การแสดงความตั้งใจที่จะหลีกเลี่ยงความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน ต้องการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทุกอย่างผ่านทางการเจรจา ไม่ต้องการแสดงให้เห็นว่าตนเองต้องการเป็นใหญ่ในภูมิภาค และแสดงความต้องการสันติภาพให้เกิดขึ้นอย่างน้อยในเอเชียทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมา ก็เพราะจีนต้องการเวลาที่จะใช้ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจของตนเองให้ก้าวขึ้นมาทัดเทียมกับสหรัฐหรือไม่ก็ขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของโลกให้ได้ในอีก 1-2 ทศวรรษข้างหน้า
สิ่งที่จีนได้ทำไปแล้วและเกิดผลในทางที่ดี เช่น ความพยายามผูกสัมพันธ์กับประเทศอาเซียน 10 ประเทศผ่านการทูตบนรอยยิ้ม ด้วยการเป็นประเทศนอกกลุ่มอาเซียนประเทศแรกที่ตกลงเซ็นสัญญาเข้าร่วมเป็นสมาชิกภาคีของสนธิสัญญาความร่วมมือและไมตรีของอาเซียน (ASEAN’s Treaty of Amity and Co-operation) ซึ่งสนธิสัญญาดังกล่าวถือเป็นความตกลงร่วมกันระหว่างประเทศสมาชิกว่าจะไม่ใช้กำลังทหารเข้ารุกรานกัน ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งในเรื่องใดๆ ก็ตาม จากการดำเนินการดังกล่าว ทำให้อุณหภูมิความขัดแย้งทางทหารระหว่างกลุ่มประเทศอาเซียนกับจีนเจือจางลงไปได้เป็นอย่างมาก
นอกจากนั้นแล้วรัฐบาลจีนยังได้เป็นผู้เสนอให้มีการเซ็นสัญญาร่วมมือระหว่างกลุ่มประเทศอาเซียนกับจีนในข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างจีนกับอาเซียน หรือที่เรียกว่า China-ASEAN Free Trade Area (China-ASEAN FTA) ซึ่งได้สรุปตกลงกันเป็นที่เรียบร้อยไปแล้วตั้งแต่เมื่อปี 2002 และปัจจุบันกำลังอยู่ในช่วงของการดำเนินการลดภาษีสินค้าระหว่างกันจนเป็นศูนย์ในปี 2015
ส่วนในด้านความพยายามรื้อฟื้นสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านด้านพรมแดนตะวันตก ซึ่งได้แก่ กลุ่มอดีตประเทศสหภาพโซเวียตเช่น รัสเซีย คาซัคสถาน คีร์กีซสถาน ทาจิกิสถาน รวมทั้งอุซเบกิสถาน ผู้นำจีนก็สามารถใช้การทูตบนรอยยิ้มดึงเอาประเทศที่กล่าวมาเข้ามารวมกลุ่มเป็นประเทศพันธมิตรภายใต้องค์กรที่ชื่อว่า องค์กรความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Co-operation Organization–SCO) ได้เป็นผลสำเร็จในปี 2001
ผู้เขียนเห็นว่า ปัจจุบันเรามีผู้นำประเทศไทยเป็นสุภาพสตรีและมีรอยยิ้มที่สวยสะดุดตาอยู่แล้ว การใช้การทูตบนรอยยิ้มสร้างภาพลักษณ์และประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ คงจะไม่เป็นเรื่องที่เหลือบ่ากว่าแรงนะครับ







