
สภาตลาดทุนจี้ทบทวนนโยบาย
ผลพวงจากดัชนีหุ้นไทยที่ดิ่งลงอย่างหนักติดต่อกัน 3 วัน จนทำให้ดัชนีหุ้นไทยวูบหายไปแล้วกว่า 125 จุด
ผลพวงจากดัชนีหุ้นไทยที่ดิ่งลงอย่างหนักติดต่อกัน 3 วัน จนทำให้ดัชนีหุ้นไทยวูบหายไปแล้วกว่า 125 จุด
หรือ 13.8% มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) หายไปแล้วกว่า 1 ล้านล้านบาท เพราะนักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรป จึงเทขายหุ้นอย่างหนักเพื่อถือเงินสดและมีการขนเงินออกไป
ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า สภาตลาดทุนต้องการให้รัฐบาลรีบเรียกความเชื่อมั่นคืนกลับนักลงทุน เพราะขณะนี้นักลงทุนตื่นตระหนก โดยไม่สนใจปัจจัยพื้นฐาน แม้ว่าเศรษฐกิจไทยไม่ได้มีปัญหา สภาธุรกิจตลาดทุนไทยจึงเสนอมาตรการให้รัฐบาลพิจารณาด่วน เพื่อช่วยยับยั้งผลกระทบและความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากวิกฤตการเงินที่กำลังบานปลายอย่างหนัก
ประการแรก ขอให้รัฐบาลควรทบทวนและลำดับความสำคัญของนโยบายต่างๆ ที่ได้ประกาศไปช่วงก่อนการเลือกตั้ง เพราะขณะนั้นเศรษฐกิจโลกยังไม่มีปัญหาวิกฤตยุโรปและสหรัฐรุนแรงเท่าตอนนี้ รัฐบาลอาจจำเป็นต้องเก็บงบประมาณบางส่วน เพื่อใช้กระตุ้นเศรษฐกิจหากเกิดวิกฤตการเงินโลกรอบใหม่
ประการที่สอง ขอทบทวนนโยบายที่จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต เช่น ค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ที่ให้เริ่มมีผลบังคับใช้อย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะหากขึ้นค่าจ้างแรงงานในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัวอาจทำให้ผู้ประกอบการเลือกที่จะลดต้นทุน ด้วยการปลดคนงานแทน เพราะต้นทุนแรงงานคิดเป็น 20-80% ของภาคธุรกิจ
ประการที่สาม เร่งรัดการดำเนินนโยบายการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน เพราะเป็นหนทางหนึ่งช่วยกระตุ้นให้เกิดการลงทุนจากเอกชน แต่ในช่วง 45 ปีที่ผ่านมา แทบทุกรัฐบาลมีแต่นโยบายประชานิยม ซึ่งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเท่านั้น
ประการที่สี่ ควรมีกำหนดเวลาที่ชัดเจนว่าจะมีการประกาศลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เป็น 2023% เมื่อไหร่ เพราะตลาดทุนไม่มีความมั่นใจว่าจะยังมีนโยบายนี้อยู่หรือไม่ ถ้ามีการประกาศใช้จริงจะช่วยลดแรงเทขายหุ้น และยังจะช่วยเพิ่มมูลค่าหลักทรัพย์ได้ด้วย
ประการที่ห้า แนะให้รัฐบาลจัดตั้งกองทุนลักษณะเดียวกับกองทุนวายุภักษ์ เพื่อเข้าลงทุนในบริษัทที่มีพื้นฐานดีแต่ถูกเทขายอย่างรุนแรง ทำให้มูลค่าหุ้นส่วนใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ปรับลดลงต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานมาก
ประการที่หก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะต้องทบทวนนโยบายการเงิน และหากสามารถชะลอการขึ้นดอกเบี้ยออกไปก่อน ก็จะช่วยลดความผันผวนในตลาดทุนได้
ประการที่เจ็ด รัฐบาลต้องรักษาวินัยทางการคลังอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้การขาดดุลทางการคลังและหนี้สาธารณะเพิ่มมากหรือเร็วจนเกินไป
ไพบูลย์ ประเมินว่า ตลาดทุนโลกมีแนวโน้มที่จะยังคงเผชิญกับภาวะความผันผวนที่รุนแรงไปอีกระยะหนึ่ง เนื่องจากนักลงทุนยังขาดความเชื่อมั่นในมาตรการแก้ปัญหาวิกฤตหนี้สาธารณะในกลุ่มสหภาพยุโรป ซึ่งมักจะซื้อเวลา หรือแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามากกว่าที่จะออกมาตรการแบบเบ็ดเสร็จ ที่จะสามารถทำให้วิกฤตจบลงได้ ทำให้วิกฤตลุกลามไปยังสเปนและอิตาลีที่มีพื้นฐานทางเศรษฐกิจแข็งแกร่งกว่า กรีซ โปรตุเกส และไอร์แลนด์ รวมไปถึงวิกฤตศรัทธาที่กำลังเกิดขึ้นในตลาดทุนโลก เป็นการตอกย้ำถึงความล้มเหลวของมาตรการในช่วงที่ผ่านมา
ไพบูลย์ชี้ว่าสิ่งที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด คือโอกาสที่วิกฤตหนี้สาธารณะในกลุ่มอียูจะบานปลายจนกลายเป็นวิกฤตการเงินโลกรอบสองเริ่มมีสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าองค์กรที่มีส่วนสำคัญในการแก้ไขปัญหาอย่างเช่น ธนาคารกลางยุโรปและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ยังคงเลือกที่จะดำเนินนโยบายการแก้ปัญหาในลักษณะเดิม ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงตลาดทุนโลกรวมถึงตลาดหุ้นไทยคงหลีกหนีไม่พ้นที่จะต้องเผชิญกับแรงขายที่รุนแรงต่อไปอีก
วิธีเดียวที่จะสามารถเรียกความเชื่อมั่นจากตลาดทุนให้กลับคืนมาได้ และป้องกันไม่ให้วิกฤตรอบนี้ขยายวงออกไป คือ จะต้องมีการร่วมมือกันของนานาประเทศ ไม่เฉพาะแต่ 3 องค์กรหลักของยุโรป เช่น เยอรมนี ฝรั่งเศส อังกฤษเท่านั้น แต่จะต้องรวมไปถึงสหรัฐและประเทศที่สำคัญในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ ที่ยังมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ดี เช่น บราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน ร่วมมืออัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ตลาดเงินพร้อมๆ กัน และออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มทุนให้กับธนาคารพาณิชย์ที่อ่อนแอ
นอกจากนี้ ต้องแยกประเทศที่ประสบปัญหาสภาพคล่อง เช่น สเปน อิตาลี ออกจากประเทศที่อยู่ในสถานะล้มละลายเช่นกรีซให้ชัด จากนั้นก็ต้องยอมให้ประเทศที่อยู่ในสถานะล้มละลายทำการผิดนัดชำระหนี้และปรับโครงสร้างหนี้เพื่อให้เดินหน้าต่อไปได้







