
เศรษฐกิจโลกล่ม ฉุดไทยจ่อลงปากเหว
วิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐและกลุ่มยุโรปที่แก้ปัญหาแบบไม่สะเด็ดน้ำ ตัดเนื้อร้ายออกไม่หมด
โดย...ทีมข่าวการเงิน
วิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐและกลุ่มยุโรปที่แก้ปัญหาแบบไม่สะเด็ดน้ำ ตัดเนื้อร้ายออกไม่หมด ทำให้เกิดวิกฤตศรัทธาลุกลามอย่างรวดเร็วไปทั้งโลก
นักลงทุนทั่วโลกต่างเชื่อว่าเศรษฐกิจสหรัฐโดยเฉพาะเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศยุโรปจะต้องทรุดแย่ลงไปมากว่านี้ เพราะมาตรการต่างๆ ยังเป็นยาไม่แรง และไม่ดีพอที่จะหยุดยั้งเชื้อร้ายให้ตายได้
ความเชื่อยังฝังลึกลงไปว่า เศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปจะแย่ลงมากกว่านี้ ถึงขั้นเป็นเงาร้ายหลอกหลอนคนตลอดเวลา จึงทำให้มีการเทขายอย่างหนักในตลาดหุ้น พันธบัตร และทองคำ สินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ ไปทั่วทั้งโลก เพราะไม่มั่นใจในสถานการณ์เศรษฐกิจที่เกิดขึ้น
ทำให้ทุกคนชิงออกจากตลาดการลงทุนต่างๆ เพื่อให้ได้กำไรสูงสุด ขาดทุนน้อยสุด เก็บเงินสดไว้กับตัวมากที่สุด เพื่อรอดูสถานการณ์เศรษฐกิจโลกว่าจะแย่ไปกว่านี้มากน้อยขนาดไหน
โดยวิกฤตในสหรัฐที่ยังแก้ไม่ตก ทั้งเรื่องการขาดดุลงบประมาณและการค้าจำนวนมหาศาล ปัญหาการว่างงานจำนวนมาก มาตรการอัดฉีดเงินจำนวนมากกระตุ้นเศรษฐกิจยังไม่ได้ผล ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐมีแต่ทรงกับทรุด จะดีขึ้นได้ก็เป็นไปอย่างเชื่องช้าไม่ทันการณ์
ขณะที่เศรษฐกิจของประเทศในยุโรปก็มีปัญหาหนี้ล้นพ้นตัว ปัญหาจากไม่กี่ประเทศได้ลุกลามออกไปหลายประเทศ และยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดปัญหาดังกล่าวได้ ไม่แน่อาจเห็นปรากฏการณ์ “ชักดาบ” ของรัฐบาลในบางประเทศ ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงที่จะนำพาไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจโลกรอบใหม่
ความหวาดผวาวิกฤตในสหรัฐและกลุ่มยุโรปสะท้อนชัดเจนมากขึ้นทุกวันว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่ภาวะล่มสลายหายนะในไม่ช้านี้ หากยังไม่มีนโยบายการแก้ไขที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
ตลาดหุ้นจึงตกอย่างหนักทั่วโลก มีการเทขายพันธบัตร ขายสินทรัพย์เพื่อขนเงินกลับประเทศ แม้แต่การลงทุนในทอง น้ำมัน ก็ยังถูกแรงเทขายหนีตายกันอลหม่านในแทบทุกประเทศเหมือนกัน
ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เชื่อกันว่า ทองคำเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุดในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ
ประเทศไทยที่เป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจโลก ไม่สามารถหนีมรสุมเศรษฐกิจโลกที่รุนแรงครั้งนี้ให้รอดพ้นไปได้ อยู่ที่ว่าจะหาทางเตรียมตัวกับมาตรการรับมือผ่อนสถานการณ์จากหนักให้เป็นเบา ให้เสียหายมากเป็นเสียหายน้อยได้อย่างไร
วิกฤตเศรษฐกิจรอบใหม่กำลังสั่นคลอนทำลายเศรษฐกิจไปทุกหย่อมหญ้า
เงินทุนไหลออกยังรุนแรง ตลาดหุ้นไทยใน 2-3 วันที่ผ่านมา ดัชนีหายไปกว่า 100-150 จุด นักลงทุนขนเงินออกนอกประเทศแบบทันทีเหมือนเลือดไหล
ค่าเงินบาทของไทยอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วจาก 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ไปอยู่ที่ 31.20 บาทต่อเหรียญสหรัฐแล้ว
แม้แต่ตลาดพันธบัตรก็มีนักลงทุนต่างประเทศขายทิ้ง ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนดีดสูงขึ้น เพราะต้องการดึงนักลงทุน แต่ก็ไม่สามารถสยบความกังวลของนักลงทุนต่างประเทศที่ขนเงินออกนอกประเทศได้
ในตลาดพันธบัตรนั้นมีการขายทิ้งกันเป็นแสนล้านบาทเข้าไปแล้วในรอบระยะเวลาเพียงไม่กี่วันนี้
สภาพที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นไทยและตลาดพันธบัตรของไทยจะเกิดปัญหาตามมา เมื่อไม่มีเงินนักลงทุนต่างประเทศ ตลาดหุ้นไทยก็ป่วยไข้ไม่มีแรงกำลังวังชา ขณะที่ตลาดพันธบัตรก็มีปัญหาต้นทุนสูง การกู้เงินของรัฐบาลต้องแบกภาระเพิ่ม กระทบไปถึงเอกชนที่ออกหุ้นกู้ก็หนีไม่พ้นต้องมีต้นทุนเพิ่มขึ้น
ในด้านการส่งออกของไทยก็คงหนีไม่พ้น แม้ว่าจะได้รับอานิสงส์จากค่าเงินบาทอ่อนบ้าง แต่ว่าเศรษฐกิจโลกที่ตกต่ำทำให้การบริโภคลดลงเพราะคนจนลง จึงต้องลดการนำเข้าสินค้าจากประเทศผู้ผลิต ทำให้การส่งออกไทยได้รับผลกระทบเต็มๆ
ไม่แน่ว่าการส่งออกที่ทำสถิติส่งออกเดือนละ 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ อาจกลายเป็นประวัติศาสตร์ และก็เป็นไปได้ยากอีกต่อไป
ขณะที่แรงดีดสะท้อนจากวิกฤตที่ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง ทำให้สินค้านำเข้าแพงขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันก็ย่อมทำให้ราคาขายในประเทศเพิ่ม เป็นสัญญาเงินเฟ้อรอบใหม่ กระทบเสถียรภาพเศรษฐกิจ
เศรษฐกิจโดยรวมของไทยที่คาดว่าจะโตได้4-5% ต่อปี เริ่มมีปัญหาไม่แน่ว่าจะทำได้ตามเป้าหมายได้หรือไม่ หรืออาจทำได้แค่ 2-3% ก็เป็นไปได้ ถ้าขนาดของกำลังซื้อของโลกทรุดหนักเช่นนี้ต่อไป
เงาร้ายวิกฤตเศรษฐกิจไทยจึงวิ่งตามก้นเศรษฐกิจโลก สถานการณ์เช่นนี้รัฐบาลจะต้องทิ้งเรื่องอื่น โดยเฉพาะปัญหาการเมือง เพื่อเอาเวลามาดูแลเศรษฐกิจภายในประเทศมากขึ้น
เพราะลำพังไม่มีปัญหาเศรษฐกิจโลกมากระทบ ประเทศไทยตอนนี้ต้องอ่วมจากปัญหาน้ำท่วมที่ยังแก้ไขไม่ตก ส่งผลทำให้เกษตรกรไม่มีรายได้ เพราะพืชผลเสียหาย
พอมีวิกฤตภายนอกมากระทบอีกทำให้เศรษฐกิจทรุดตัวลงมาได้ง่าย หากไม่รีบรับมือ อาจทำให้ทุกอย่างทรุดตัวลงจึงเกิดปรากฏการณ์เศรษฐกิจซบก็เป็นไปได้
รัฐบาลต้องตระหนักว่า การที่ตลาดหุ้นไทยตกอย่างหนัก ไม่ใช่คนเล่นหุ้นจะจนลงอย่างเดียวเท่านั้น ผู้ประกอบการอาชีพโบรกเกอร์ก็จะมีปัญหาตามมา ด้วยไม่มีรายได้ เพราะตลาดหุ้นซึมไม่ฟื้นไข้ บริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่ที่ขับเคลื่อนประเทศก็อยู่ในตลาดนี้
ภาษีที่หลวงนำมาใช้จ่ายกันอย่างสนุกมือ 80% มาจากกลุ่มที่ซื้อขายหุ้นกันนี่แหละ
คนเล่นทองเป็นอีกพวกก็กำลังจนตามมาได้ เพราะขาดทุนจากที่เก็งกำไรว่าทองจะขึ้นไป 2,000 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ตอนนี้อยู่ที่ 1,600-1,700 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ และอาจทรุดหนักไปถึงต่ำกว่า 1,000 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์
ที่จะตามมาคือระบบการเงินของไทย การที่ผู้ประกอบการมีปัญหาการส่งออก ก็จะเป็นปัญหาหนี้เสียของสถาบันการเงินตามมา
ถ้าเป็นเช่นนี้นโยบายของรัฐบาลก็จะมีปัญหา หากเศรษฐกิจตกต่ำไม่โตเท่าที่คิด แน่นอนว่ารายได้ย่อมไม่พอจ่าย
สถานการณ์ต่างๆ ที่เริ่มโหมเข้ามาเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องรับมืออย่างไม่ประมาทแม้แต่เพียงเสี้ยววินาที ไม่เช่นนั้นอาจจะรับมือไม่อยู่ พาเศรษฐกิจไทยไปอยู่ก้นเหวตามเศรษฐกิจโลกไปในที่สุด
เพราะวิกฤตจากภายนอกประเทศล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้เลย
สิ่งที่ทำได้ดีที่สุด คือการเตรียมพร้อม หาเครื่องไม้เครื่องมือรองรับกับปัญหาที่จะเกิดขึ้น
นโยบายการคลังของรัฐบาลต้องมีการปรับเปลี่ยน 360 องศา รับมือสถานการณ์ในอนาคต การรัดเข็มขัดเก็บเงินเป็นกระสุนไว้ในยามที่จำเป็นและคุ้มค่าที่สุด
นโยบายประชานิยม ลด แลก แจก แถมต่างๆ ต้องได้รับการทบทวนและระงับเป็นการด่วน
การลดเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงทำให้ราคาน้ำมันถูกเกินจริง ไม่ส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน และต้องเป็นหนี้อีก 2 หมื่นล้านบาท ถึงเวลาที่ต้องกลับมาดูความคุ้มค่าใหม่
โครงการเพิ่มเงินกองทุนหมู่บ้าน 7 หมื่นล้านบาท เป็นเรื่องที่ต้องคิดใหม่ว่า ควรเก็บเงินไว้รับมือวิกฤตรอบใหม่ หรือว่าต้องการแจกเงินลงไปเพื่อสร้างกำลังซื้อ
ต้องเลิกหาเสียงทางการเมืองมากกว่าคิดถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่แท้จริง หากรัฐบาลไม่เร่งปรับตัวรับมือกับวิกฤตที่มาถึงตัวแล้ว เห็นทีไม่ใช่แต่เศรษฐกิจที่จมอยู่ก้นเหวเท่านั้น แต่รัฐบาลเองก็คงหนีไม่พ้นตกเหวล้มตายไปด้วยเช่นกัน







