
นสัมพันธ์รากหญ้าไทย-กัมพูชา รับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
ปัญหาขัดแย้งเขตแดนไทยกัมพูชา ที่ลุกลามบานปลายถึงขั้นใช้กำลังทางทหารและนำขึ้นสู่ศาลโลก
ปัญหาขัดแย้งเขตแดนไทยกัมพูชา ที่ลุกลามบานปลายถึงขั้นใช้กำลังทางทหารและนำขึ้นสู่ศาลโลก
ส่งผลต่อความสัมพันธ์สองประเทศอย่างยิ่ง แม้หลังพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ความหมางใจของผู้นำสองประเทศจะผ่อนคลายลงและมีสัญญาณเชิงบวกมากขึ้น แต่ก็เป็นความสัมพันธ์บนความเสี่ยงทางการเมือง เปลี่ยนรัฐบาลเมื่อไหร่ ความหมางใจต่อกันก็อาจปะทุขึ้นอีก
ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิด จึงจำเป็นต้องสานสัมพันธ์กันในระดับประชาชนต่อประชาชนให้แน่นแฟ้น ซึ่งนี่คือแนวคิดของสมาคมมิตรภาพไทยกัมพูชา และเมื่อช่วงต้นเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ปกศักดิ์ นิลอุบล อดีตเอกอัครราชทูตสวีเดนและเลขานุการ รมว.ต่างประเทศ ในฐานะนายกสมาคมมิตรภาพไทยกัมพูชา ได้นำคณะกรรมการสมาคม เยี่ยมเยือนจังหวัดชายแดนกัมพูชา ด้านภาคตะวันออก เพื่อหารือกรอบความร่วมมือต่อกัน
“กิจกรรมของสมาคมเน้นความร่วมมือ 6 ด้าน คือ การศึกษา วัฒนธรรม สาธารณสุข ท่องเที่ยวและกีฬา เศรษฐกิจ และประวัติศาสตร์” ปกศักดิ์ อธิบายถึงนโยบายของสมาคม โดยเฉพาะกิจกรรมหนึ่งของการเดินทางครั้งนี้ คือ การร่วมจัดงานสัมมนา “การดำเนินธุรกิจระหว่างไทยกัมพูชา เมื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน”
“จากการเยี่ยมเยือน เราพบว่าเศรษฐกิจชายแดนของทั้งสองประเทศมีความก้าวหน้าและขยายตัวไปอย่างรวดเร็วมาก โดยเฉพาะที่ จ.จันทบุรี และด้าน จ.ตราด แสดงถึงความสัมพันธ์ที่ดีของประชาชนตามแนวชายแดนทั้งสองประเทศ ยิ่งกว่านั้นในการสัมมนาที่จัดขึ้น ฝ่ายกัมพูชาก็ได้ส่งตัวแทนหอการค้า 7 จังหวัด ประกอบด้วย เสียมราฐ พระตะบอง พนมเปญ บันเตียเมียนเจย เกาะกง สีหนุวิลล์ และกำปอด เข้ามาร่วมสัมมนาด้วย ซึ่งถือเป็นความสัมพันธ์อันดีที่จะร่วมกันศึกษากฎระเบียบ รองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 นี้”
และเพื่อให้กิจกรรมที่ดำเนินไว้มีความต่อเนื่อง ในโอกาสต่อไปสมาคมมิตรภาพไทยกัมพูชา จะสนับสนุนให้มีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการหอการค้าของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะการค้าชายแดน เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสองฝ่ายได้เรียนรู้ร่วมกันว่า ควรมีการพัฒนากฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศอย่างไร
“การเยือน จ.จันทบุรี พบว่าที่ อ.โป่งน้ำร้อน ซึ่งติดกับจังหวัดพระตะบอง และไพลิน ของกัมพูชา โรงเรียนตามแนวชายแดนของไทยก็มีการสอน 2 ภาษา คือ ไทยและกัมพูชา ซึ่งสมาคมก็ยินดีที่จะสนับสนุน ขณะที่การท่องเที่ยว เชื่อว่าหากท่าเรือที่ อ.แหลมสิงห์ เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จะเป็นจุดเชื่อมการท่องเที่ยวไทยกัมพูชาที่เกาะกงและสีหนุวิลล์ รวมทั้งเวียดนาม ขณะเดียวกันก็จะเป็นจุดขนส่งสินค้าที่สำคัญแห่งหนึ่ง ในการเชื่อมต่อการค้าจากไทยไปยังจีน ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่าปีละกว่า 3,000 ล้านบาท”
ขณะที่การร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา เพื่อเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 ทูตปกศักดิ์ เห็นว่า กิจกรรมต่างๆ ของสมาคมจะสอดคล้องกับเป้าหมายของอาเซียน โดยเน้นความสัมพันธ์ในระดับประชาชนกับประชาชน เพราะรัฐบาลมีวาระมาแล้วก็ไป แต่ประชาชนจะอยู่ตลอดไป ดังนั้นหากความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนต่อประชาชนดี ก็จะช่วยให้ด้านอื่นๆ ดีไปด้วย
“จริงๆ แล้วในแง่ของภาคประชาชน ในจังหวัดชายแดนก็อยู่กันมานานไม่มีปัญหาอะไร นโยบายรัฐบาลก็เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินไป แต่ระดับประชาชนคงต้องดำเนินไปอย่างราบรื่น โดยมีความเข้าใจอันดีต่อกัน”







