
เปิดแฟ้มผู้นำในเงามืด อั๊วนี่แหละ นาย ก. ตัวจริง
กลายเป็น “สไกป์” บันลือโลกสะท้านแผ่นดินไทยไปแล้ว สื่อเมืองไทยแทบทุกฉบับพร้อมเพรียงพาดหัวข่าว
กลายเป็น “สไกป์” บันลือโลกสะท้านแผ่นดินไทยไปแล้ว สื่อเมืองไทยแทบทุกฉบับพร้อมเพรียงพาดหัวข่าว
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
กลายเป็น “สไกป์” บันลือโลกสะท้านแผ่นดินไทยไปแล้ว สื่อเมืองไทยแทบทุกฉบับพร้อมเพรียงพาดหัวข่าว หลังจากในระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อไทยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สวมบทบาท “นายกฯสไกป์” สั่งงานตรงจากต่างบ้านต่างเมือง เสมือนประหนึ่งเป็น “นายกรัฐมนตรีตัวจริง” แทนที่ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เจ้าของเก้าอี้นายกฯ ที่กำลังดำรงตำแหน่งเพียงในนาม
เป็นปรากฏการณ์ที่กำลังจุดชนวนคำถามขึ้นว่า เมืองไทยเข้าสู่ยุคผู้นำ 2 คนแล้วหรือ ในเมื่ออำนาจการตัดสินใจจริงๆ นั้น กลับอยู่กับบุคคลที่ไม่มีตำแหน่งทางการเมืองใด หนำซ้ำยังติดคดีไม่รับโทษอยู่เสียด้วย ส่วนนายกฯ ตัวจริงอาจจะมีหน้าที่แค่ “รับโพย”
หันไปพิจารณาการบ้านการเมืองในต่างประเทศ อาจจะกล่าวได้ว่า มีบางชาติบางประเทศเช่นกัน ที่เข้าข่ายมีนายกรัฐมนตรีเงา คอยสอดแทรกส่งอิทธิพลบริหารบ้านบริหารเมืองยิ่งกว่าผู้นำตัวจริงเสียอีก
ตัวอย่างแรก หนีไม่พ้นเพื่อนบ้านอย่าง สิงคโปร์ ประเทศเล็กๆ ปลายติ่งคาบสมุทรมาลายา อันเป็นที่รู้กันดีว่าอิทธิพลของอดีตนายกรัฐมนตรี ลีกวนยู นั้นมีมากมายก่ายกองล้นเกาะเล็กๆ แห่งนี้มากแค่ไหน
ลีกวนยู ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแห่งสิงคโปร์มาตั้งแต่วันที่ 3 มิ.ย. 2502 มาจนถึงวันที่ 28 พ.ย. 2533 สิริรวมแล้ว กว่า 31 ปี
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า เมื่อลงจากอำนาจทันทีแล้ว ลีกวนยูจะวางมือจากการเมืองในทันใด แต่ลียังคงรั้งตำแหน่งรัฐมนตรีอาวุโสและรัฐมนตรีที่ปรึกษาเรื่อยมา ทั้งในยุคอดีตนายกรัฐมนตรี โก๊ะจ๊กตง และนายกรัฐมนตรีลีเซียนลูง คนปัจจุบัน
ว่ากันว่า ลีกวนยู ยังคงมีอำนาจการตัดสินใจอย่างสูงมากภายในพรรคกิจประชาชน หรือพรรค พีเอพี ตลอดเวลา จนถูกมองว่าอำนาจการตัดสินใจใดๆ ก็ตามของสิงคโปร์นั้นจะต้องผ่านการกรองจากลีก่อนทั้งนั้น
จนในที่สุด เพิ่งจะกลางปี 2554 นี้เองที่ลีกวนยูประกาศวางมือทางการเมืองอย่างแท้จริง สิริรวมแล้วเป็นนายกฯ ตัวจริงนาน 31 ปีและเป็นนายกฯ ในเงาต่ออีก 21 ปี รวมแล้ว ประเทศสิงคโปร์อยู่ภายใต้ร่มเงาของคนชื่อลีกวนยู นานถึง 52 ปี!
กล่าวถึงลีกวนยูแล้ว จะไม่เอ่ยชื่อ มหาเธร์ โมฮัมหมัด ก็ไม่ได้ เพราะถือว่า “เก๋าเกม อยู่นานคงกระพัน” พอๆ กัน
มหาเธร์ โมฮัมหมัด ครองอำนาจเหนือแผ่นดินมาเลเซียตั้งแต่วันที่ 16 ก.ค. 2524 จนถึงวันที่ 31 ต.ค. 2546 รวมแล้ว 22 ปี เป็นนายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดของมาเลเซีย
แน่นอนว่า อิทธิพลของมหาเธร์ภายในพรรคสหมาเลย์แห่งชาติ หรืออัมโนนั้น ถือว่า “แน่นขนัด” อย่างที่สุด อำนาจการตัดสินใจในทุกนโยบายของรัฐบาลต้องผ่านคนชื่อมหาเธร์
ว่ากันว่า มาเลเซียพัฒนาแซงหน้าเพื่อนบ้านอย่างไทยได้ก็เพราะคนนี้นี่แหละ
การลงจากตำแหน่งของมหาเธร์ในปลายปี 2546 นั้น ไม่ได้หมายความว่าได้วางมือจากการเมืองไปด้วย โดยคนที่รู้เรื่องนี้ดีก็คืออดีตนายกรัฐมนตรี อับดุลเลาะห์ อาหมัด บาดาวี ทายาททางการเมืองของมหาเธร์นั่นเอง
การพยายามแทรกแซงในนโยบายรัฐบาลสมัยบาดาวีของมหาเธร์นั้น ถึงกับทำให้ผู้นำตัวจริงและผู้นำเงาแตกคอกันอย่างหนัก มหาเธร์ลุยกดดันและโจมตีบาดาวีให้พ้นจากตำแหน่งในโทษฐานไม่เชื่อฟังตัวเอง
การทะเลาะกับมหาเธร์นั้น ไม่ถือว่าเป็นเรื่องดีนักสำหรับบาดาวี เพราะมหาเธร์แม้จะไม่ได้รั้งตำแหน่งผู้นำแล้ว แต่ยังมีอิทธิพลอยู่ในพรรคอัมโนแบบสุดๆ ดังนั้นการทะเลาะกับมหาเธร์จึงเท่ากับเป็นการตัดตอนอนาคตทางการเมืองของตัวเองแท้ๆ
และก็จริงอย่างว่า บาดาวีก็ไม่สามารถครองเก้าอี้นายกรัฐมนตรีได้ยาวนานเช่นมหาเธร์ ในที่สุดก็อยู่ในตำแหน่งได้เพียง 5 ปีครึ่ง ระหว่างวันที่ 31 ต.ค. 25463 เม.ย. 2552
และนายกรัฐมนตรีคนต่อมาจนถึงปัจจุบันก็คือ นายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัค ผู้ซึ่งมหาเธร์ได้ประกาศสนับสนุนให้ก้าวขึ้นมาเสียบเก้าอี้ของบาดาวีมาตลอดนั่นเอง
ถือเป็นอีกหนึ่งมหากาพย์ของผู้นำเงาที่มีอิทธิพลเหนือนายกรัฐมนตรีตัวจริงที่โลกต้องจดจำ
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าทั้ง “ลีกวนยู” และ“มหาเธร์” จะได้รับเครดิตยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งชาติ ที่สร้างประเทศให้สิงคโปร์และมาเลเซียเจริญรุ่งเรืองแซงหน้าเพื่อนบ้าน ก้าวขึ้นมาอยู่ในระดับแถวหน้าของเอเชียและของโลกได้
ทว่า ลักษณะการปกครองของทั้งสิงคโปร์และมาเลเซีย แม้ว่าจะระบุว่าเป็นระบอบประชาธิปไตย แต่แท้จริงแล้วไม่ต่างกับระบอบเผด็จการ ที่อำนาจการปกครองแท้จริงอยู่ที่ตัวผู้นำและพรรครัฐบาลของทั้งสองประเทศที่ผูกขาดอำนาจมานับสิบๆ ปีเท่านั้น
การปกครองภายใต้พรรคพีเอพี ของสิงคโปร์ และภายใต้พรรคอัมโนของมาเลเซีย ที่ใช้นโยบายเอาใจและตามใจประชาชนหมู่มาก ประกอบกับการใช้กฎหมายความมั่นคงภายใน (Internal Security Act) เป็นเครื่องมือสกัดกั้นศัตรูทางการเมืองมาเป็นสิบๆ ปี ทำให้ฝ่ายค้านทั้งสองประเทศแทบจะกลายเป็นหมัน แทบจะไม่มีบทบาทใดๆ ทั้งสิ้น และทำให้การปกครองของชาติกลายเป็นรูปแบบเผด็จการอย่างกลายๆ
“ตระกูลลีกวนยู คือเจ้าของเกาะสิงคโปร์ฉันใด พรรคอัมโนก็คือเจ้าของมาเลเซียฉันนั้น!”
ไม่ต่างจากจีน ที่มีทั้งตำแหน่งประธานาธิบดีและตำแหน่งนายกรัฐมนตรีควบคู่กันไปในการบริหารประเทศ ตลอดจนที่จีนยังมีสภาแห่งชาติ (National Party Congress) อันเป็นศูนย์รวมของประชาชนทั่วประเทศที่จะประชุมกันปีละ 1 ครั้ง เป็นการแสดงออกถึงความเป็นประชาธิปไตยอย่างเสแสร้งของจีน
เพราะแม้ว่าจีนจะมีผู้นำประเทศถึง 2 คนตามตำแหน่ง และมีรัฐสภาแห่งชาติอันเป็นตัวแทนของประชาชนทุกหมู่เหล่า แต่สภานั้นกลับถูกวิจารณ์ว่าเป็นเพียง “สภาตรายาง” เพราะอำนาจการตัดสินใจในนโยบายของชาติ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจหรือการเมือง ไม่ใช่อยู่ที่ใครคนใดคนหนึ่ง และไม่ได้อยู่ที่ประชาชนด้วย แต่ขึ้นอยู่กับพรรคคอมมิวนิสต์จีน อันเป็นสถาบันการปกครองสูงสุดของประเทศเท่านั้น
เช่นเดียวกันกับรัฐบาลพม่าชุดปัจจุบัน ที่แม้จะตะโกนบอกโลกว่าเป็นรัฐบาลพลเรือนชุดแรกจากการเลือกตั้งเมื่อเดือน พ.ย.ปีที่แล้ว แต่ก็ไม่มีใครเชื่อ เพราะอำนาจการบริหารบ้านเมืองแท้ๆ ไม่ได้อยู่กับคนที่ชื่อว่า เต็งเส่ง ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ยังอยู่กับ พล.อ.อาวุโสตานฉ่วย ผู้นำทหารสูงสุด และอดีตประธานสภาเพื่อการพัฒนาและสันติภาพแห่งรัฐ (เอสพีดีพี) ที่แม้ว่าจะประกาศล้มเลิกไปแล้ว แต่ก็ยังมีอำนาจชี้เป็นชี้ตายได้ในทุกตารางนิ้วของพม่า
รูปแบบการปกครองแบบเผด็จการเช่นนี้ทั้งในสิงคโปร์ มาเลเซีย และจีนนั้น สุดท้ายแล้วจะนำประเทศสู่ความสำเร็จหรือไม่นั้นถือว่าเป็นเรื่องของการเสี่ยงดวงล้วนๆ ว่าผู้นำตัวจริงที่อยู่ในเงามืดจะมีธรรมาภิบาล โปร่งใส และทำเพื่อชาติมากเพียงใด
เพราะ ถ้าดี ก็ถือว่าโชคดีไป เหมือนสิงคโปร์ มาเลเซีย และจีน ที่ประเทศพัฒนาเดินหน้าเอาๆ
แต่ถ้าหากโชคร้าย เจอคนชั่ว เห็นแต่ประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง เต็มไปด้วยการทุจริตคอร์รัปชัน
สุดท้ายแล้ว ก็คงหนีไม่พ้น ตามรอย“พม่าโมเดล”
คนไทย จะเลือกแบบไหนกันดี!







