
อิสระของครม.
คณะรัฐมนตรีเป็นระบบการบริหารราชการแผ่นดินสมัยใหม่ เข้าใจว่าจะถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 5
คณะรัฐมนตรีเป็นระบบการบริหารราชการแผ่นดินสมัยใหม่ เข้าใจว่าจะถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 5
โดย..นคริทร์ เมฆไตรรัตน์
ซึ่งในครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทำหน้าที่เป็นประธานของที่ประชุมเสนาบดี 12 คน เรียกว่า เสนาบดีสภา ทรงตัดสินใจ สั่งการ และติดตามงานราชการแผ่นดินทั้งปวงผ่านการประชุมของเสนาบดีสภา
เป็นที่กล่าวกันว่า การประชุมของคณะเสนาบดีหรือเสนาบดีสภามีเป็นประจำทุกสัปดาห์ ซึ่งทำให้ผู้ที่เป็นประธานสามารถสั่งการ ติดตามงาน ฯลฯ ได้โดยง่ายในทุกกระทรวง
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของไทยสามพระองค์ คือ รัชกาลที่ 5 รัชกาลที่ 6 และรัชกาลที่ 7 ได้ทรงทำหน้าที่ประธานการประชุมดังกล่าว ถ้าพระองค์เสด็จมาประชุมไม่ได้ ก็จะมอบหมายให้สมเด็จพระราชินี หรือเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ทำหน้าที่แทน ทั้งนี้พระองค์อาจทรงสั่งการเป็นพิเศษมาก็ได้ ว่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ พระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ให้กระทรวงต่างๆ ปฏิบัติเช่นไร
อย่างไรก็ดี เรื่องที่กล่าวมาข้างต้นนั้นเป็นอดีต คือผ่านพ้นไปเสียแล้ว เนื่องด้วยการเปลี่ยนแปลงการปกครองในเดือน มิ.ย. 2475 มีผลอย่างสำคัญทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นประมุขของรัฐเพียงประการเดียว
คณะเสนาบดีสภา ซึ่งได้เปลี่ยนชื่อเป็นคณะรัฐมนตรีตราบจนปัจจุบัน กลายเป็นองค์กรฝ่ายบริหารประเทศสูงสุด และข้อสำคัญ คือ มีนายกรัฐมนตรีทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมของคณะรัฐมนตรี โดยทำงานอย่างเป็นอิสระ คือ แยกออกจากประมุขของรัฐ
หลังจากนั้นเป็นต้นมา แม้นว่านายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีบางคนมีเรื่องต้องทูลเกล้าฯ ถวายรายงาน แต่ผู้เขียนก็เข้าใจว่า ประมุขของรัฐไม่ได้ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมของคณะรัฐมนตรี หรือของกลุ่มรัฐมนตรีแต่อย่างใดเลย ซึ่งแสดงให้เห็นว่า อำนาจการเมืองสมัยใหม่ได้มีการแยกออกจากกันเป็นสองระดับ ในระหว่างอำนาจเชิงพิธีการและให้คำแนะนำ กับอำนาจการเมืองเชิงบริหารสั่งการ ซึ่งต้องการการติดตามงานอย่างใกล้ชิด
จะเห็นได้ว่า คณะรัฐมนตรีเป็นองค์กรฝ่ายบริหารสูงสุด ซึ่งเป็นอิสระ คือ แยกออกจากบุคคล หรือกลุ่มบุคคลอื่นใด และบุคคลและคณะบุคคลอื่นๆ ใดไม่ควรที่จะแทรกเข้ามาสั่งการ รับรายงาน ติดตามงาน ฯลฯ จากนายกรัฐมนตรีและจากคณะรัฐมนตรี
แน่นอนว่า นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีอาจตกอยู่ภายใต้ “อิทธิพล” ของกลุ่มทุน กลุ่มผู้ให้การสนับสนุน และคณะที่ปรึกษา ฯลฯ แต่การมีอิทธิพลนั้น หมายถึงการมีอำนาจในการจูงใจ ให้ข้อมูล และหว่านล้อมให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีปฏิบัติตาม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การตัดสินใจอย่างเป็นอิสระก็ยังต้องเป็นคุณสมบัติ หรือเป็นองค์ประกอบของความเป็นคณะรัฐมนตรีอยู่ดี
อย่างไรก็ดี เมื่อไม่กี่วันมานี้ ได้มีข่าวรายงานว่า นายกรัฐมนตรีได้เรียกประชุมรัฐมนตรีในส่วนของพรรคเพื่อไทย จำนวน 30 กว่าคน เพื่อติดตามงาน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม ที่จะให้กลุ่มรัฐมนตรีดังกล่าวทำงานด้วยอย่างเป็นทีม กอปรความแข็งขัน ประสานงานกันเป็นอย่างดี และติดตามกันอย่างใกล้ชิด
แต่ก็ทำให้มีเรื่องที่ทำให้ผู้เขียนอดห่วงไม่ได้จริงๆ เพราะความแข็งขันและกระตือรือร้นของอดีตนายกรัฐมนตรี อาจมีมากเกินกว่าเหตุ ท่านได้สไกป์เข้ามาถึงที่ประชุม และกล่าวว่า “เราชนะการเลือกตั้งเข้ามานั้น ถือว่าประชาชนได้ให้โอกาสพรรคเพื่อไทยได้เข้ามาทำงาน ดังนั้นขอให้รัฐมนตรีทุกคนตั้งใจทำงาน เพราะขณะนี้ปัญหามีอยู่มาก ไม่ต้องห่วงเรื่องการต่อต้านต่างๆ ที่มีเกิดขึ้น...ไม่ต้องไปห่วงอะไร ถ้าเราเอาผลงานมาเป็นตัวตั้งในการทำงาน โดยเฉพาะเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่จะสามารถช่วยเหลือประชาชนได้มาก”
ซึ่งจะเป็นปัญหาให้ขบคิดและสงสัยกันได้มากถึงความเป็นอิสระในการตัดสินใจของคณะรัฐมนตรีในปัจจุบันกันเสียเปล่าๆ







