posttoday
ตัวเลขที่ฟ้องไทยต้องปรับตัวด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ตัวเลขที่ฟ้องไทยต้องปรับตัวด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

21 กันยายน 2554

พูดกันถึงเรื่องความสามารถในการแข่งขันของไทยแล้วว่าค่อนข้างจะอยู่ในอันดับที่ต่ำกว่าครึ่ง

พูดกันถึงเรื่องความสามารถในการแข่งขันของไทยแล้วว่าค่อนข้างจะอยู่ในอันดับที่ต่ำกว่าครึ่ง

โดย..พวงรัตน์ อัสวพิศิษฐ์ 

แถมถ้าดูโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแล้ว ไทยก็แทบจะรั้งท้ายเอาเลยทีเดียว คืออยู่ในอันดับ 50 กว่าจาก 59 ประเทศ แล้วก็วิเคราะห์กันไปแล้วถึงสาเหตุบางประการที่ไทยถูกจัดขึ้นๆ ลงๆ อยู่ในอันดับรั้งท้ายนี้เป็นเวลาหลายปีแล้ว ซึ่งผู้เขียนคงไม่ย้อนกลับไปกล่าวถึงอีก เดี๋ยวจะวกไปวนมาอยู่ตรงนี้เหมือนอันดับของประเทศไทยจะยุ่งกันใหญ่ แต่ที่แน่ๆ และน่าจะพูดถึงอีกนิดคือ เรื่องของการวิเคราะห์นี้ไม่ใช่ผู้เขียนวิเคราะห์เอง แต่รวบรวมมาจากที่นักวิชาการทั้งหลายรวมถึงภาคเอกชนที่อยู่ในวงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และวงการที่ทำวิจัยและพัฒนา ท่านศึกษาและวิเคราะห์กันไว้ ท่านไม่ใช่แค่วิเคราะห์วิจารณ์กันอย่างเดียวแล้วไม่ทำอะไร แต่ต้องเรียกว่ามีความตื่นตัว กังวล และพยายามผลักดันกันทีเดียว โดยเฉพาะที่เห็นได้จากการพยายามเสนอแนวทางแก้ปัญหาจากหลายฝ่าย ในการอภิปรายในเวทีการประชุมปี 2011 เรื่องความสามารถในการแข่งขันของไทย

ข้อเสนอหนึ่งที่มีการพูดกันมากก็ คือ เรื่อง 3P หรือ PPP (PublicPrivate Partnership) คือ การร่วมลงทุนระหว่างเอกชนกับรัฐบาลและเห็นกันว่ามีน้อยมาก เนื่องจากเอกชนไทยบางส่วนไม่สนใจลงทุนในการวิจัยและพัฒนา แต่ยังคงรับจ้างผลิต นอกจากนี้ก็ยังมีปัญหาการขาดแรงจูงใจจากรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทุน เรื่องภาษี เรื่องการให้สิทธิความเป็นเจ้าของผลงานวิจัย

ที่ผู้เขียนจะย้ำคือ PPP ในที่นี้หมายถึง PPP ในการวิจัยพัฒนา ไม่ใช่ PPP ในการลงทุนการผลิตสินค้า หรือบริการเพียงอย่างเดียว และเดิมทีก็ตั้งใจว่า ในคราวนี้จะเขียนปัญหาในเรื่องของกลางน้ำและปลายน้ำ แต่พอดีมีคำถามเข้ามาเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี ก็เลยจะขอนำตัวเลขบางตัวในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีมาดูกันเล่นๆ เรียกว่า ตัวเลข หรืออันดับที่ไทยถูกจัดเข้าไว้ในเรื่องนี้มันฟ้อง

ที่จริงเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์นั้น เขา หรือ IMD (Institute For Management and Development) มีหลายเรื่องมาก บางเรื่องก็ได้จากการสำรวจ (Survey) บางเรื่องก็ได้จากการทำศึกษาวิจัย เช่น เรื่องการลงทุนในโทรคมนาคม ค่าใช้จ่ายในการใช้โทรศัพท์มือถือ การใช้คอมพิวเตอร์ การมีคอมพิวเตอร์ต่อคน วิศวกร (Qualified Engineers) การลงทุนร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน การให้ทุนในการพัฒนาเทคโนโลยี ค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการทำวิจัยและพัฒนา เปอร์เซ็นต์ในการทำวิจัยและพัฒนาเมื่อเทียบกับจีดีพี (Gross Domestic Product) ค่าใช้จ่ายของธุรกิจ หรือภาคเอกชนในการทำวิจัยและพัฒนา นิสิต นักศักษา ที่จบทางด้านวิทยาศาสตร์ บทความทางด้านวิทยาศาสตร์ การทำวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์ สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ฯลฯ เรียกว่าถ้าเขียนก็เขียนกันจนเมื่อยมือก็ยังไม่หมด

ลองมาดูตัวเลข หรืออันดับที่เกี่ยวข้องสำคัญๆ บางตัวกันดีกว่า เริ่มกันจาก

ค่าใช้โทรศัพท์มือถือในปี 2009 ไทยถูกเป็นอันดับ 3 รองจากฮ่องกงและอินเดีย คือใช้ 0.06 เหรียญสหรัฐต่อนาที ในช่วงที่ไม่เร่งด่วน และเป็นการโทร.ในประเทศ ขณะที่ญี่ปุ่นแพงที่สุด คือ 2 เหรียญสหรัฐต่อนาที ขณะที่อินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ก็ยังเป็นอันดับที่ 7, 8 และ 9 ตามลำดับ สหรัฐเองยังอยู่อันดับที่ 24 เรื่องนี้น่าจะเป็นความภาคภูมิใจของผู้บริโภคไทยได้

การมีคอมพิวเตอร์ต่อหัว โดยเขาคิดจำนวนคอมพิวเตอร์ต่อคน 1,000 คน ซึ่งเขาได้ตัวเลขมาจากอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งอาจมีความคลาดเคลื่อนบ้าง แต่จะอย่างไรก็ตาม เราก็ตกมาที่อันดับ 51 ต่ำกว่ามาเลเซียซึ่งอยู่ที่อันดับ 35 และสิงคโปร์ซึ่งอยู่ที่อันดับ 15 ส่วนฟิลิปปินส์กับอินโดนีเซียนั้นเกือบรั้งท้าย คือ อันดับ 57 และ 58 ตามลำดับ

วิศวกร (Qualified Engineers) ไทยจัดอยู่ในอันดับ 37 มีวิศวกรที่ Qualified ในตลาดแรงงาน 0.48 คน ต่ำกว่าสิงคโปร์และมาเลเซีย

การลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐกับเอกชน ในเรื่องการวิจัย ที่ผู้เขียนได้กล่าวถึงไปแล้วในเรื่องของ PPP (PublicPrivate Partnership) ปรากฏว่าไทยอยู่ในอันดับที่ 37 ต่ำกว่าฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียเสียอีก ไม่ต้องพูดถึงสิงคโปร์กับมาเลเซีย เพราะเขาทิ้งเราห่างมาก คือ สิงคโปร์นั้นอยู่ในอันดับ 4 และมาเลเซียอยู่ในอันดับ 5

เห็นได้ว่าสิ่งที่ผู้เกี่ยวข้องและนักวิชาการกังวลนั้น มีเค้ามูลขึ้นเรื่อยๆ ลองมาดูค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนาว่าเป็นกี่เหรียญสหรัฐ และเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีกันดีกว่า

ค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนาของไทยอยู่ในอันดับที่ 45 เป็นมูลค่า 627 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2009 ต่ำกว่ามาเลเซียกับสิงคโปร์ แต่สูงกว่าฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียที่อยู่เกือบรั้งท้าย

ค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนาที่คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของจีดีพีนั้น ในปี 2009 ไทยอยู่ในอันดับ 53 เหนือกว่าฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย เพียง 2 ตำแหน่ง ซึ่งอยู่ที่อันดับ 56 และ 57 ตามลำดับ และก็อย่างที่ได้เคยกล่าวไว้แล้วว่า ค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนาต่อจีดีพีนั้น เรามีเพียง 0.24 เปอร์เซ็นต์ในปี 2009 ส่วนฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย มีเพียง 0.10 และ 0.05 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ส่วนสิงคโปร์และมาเลเซีย ไม่ต้องพูดถึงอีกนั่นแหละ สิงคโปร์นั้นใช้ถึง 2.27 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ส่วนมาเลเซียก็ 0.84 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี

เหนื่อยไหมท่านผู้อ่าน ตัวเลขมันฟ้อง เดี๋ยวมาดูเรื่องอื่นกันในคราวหน้า กลัวว่าจะเหนื่อยหนักกันเข้าไปอีกเสียแล้ว  

 

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI