
น้ำท่วม-การเมืองระอุ
ลุ้นระทึกต่อเนื่องกับสถานการณ์น้ำท่วมในปัจจุบันที่ยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
ลุ้นระทึกต่อเนื่องกับสถานการณ์น้ำท่วมในปัจจุบันที่ยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
โดยสรุปสถานการณ์ล่าสุดมีจังหวัดที่ประสบอุทกภัยทั้งสิ้น 26 จังหวัด ได้แก่ สุโขทัย พิจิตร พิษณุโลก นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม ปทุมธานี นนทบุรี อุบลราชธานี ยโสธร เลย ขอนแก่น มหาสารคาม ศรีสะเกษ ฉะเชิงเทรา นครนายก ตาก สระแก้ว และปราจีนบุรี รวม 165 อำเภอ 1,095 ตำบล 6,915 หมู่บ้าน
ความเสียหายจากน้ำท่วมรอบนี้ส่งผลให้ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 408,783 ครัวเรือน 1,412,357 คน มีผู้เสียชีวิต 102 คน สูญหาย 2 คน พื้นที่การเกษตร 4,043,993 ไร่ พื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ บ่อปลา 67,618 ไร่ กุ้ง ปู หอย 2,284 ไร่ สัตว์ได้รับผลกระทบ 3,042,185 ตัว น้ำท่วมเส้นทางไม่สามารถสัญจรผ่านได้ แยกเป็นทางหลวง 24 สายใน 10 จังหวัด ทางหลวงชนบท 49 สายใน 19 จังหวัด
ส่วนที่ต้องจับตาเป็นพิเศษเวลานี้ คือโอกาสที่ฝนที่จะตกต่อเนื่องในหลายพื้นที่จนทำให้ปริมาณน้ำในลุ่มน้ำต่างๆ เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีภาวะน้ำล้นตลิ่งอยู่แล้ว ในส่วนของพื้นที่ฝั่งตะวันออกแม่น้ำเจ้าพระยา เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีระดับกักเก็บน้ำเต็มความจุ 100% แล้ว จึงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดรองรับฝนระลอกใหม่ 18-19 ก.ย.นี้ ทั้งสภาพน้ำเหนือและน้ำฝน หรือสภาพความมั่นคงแข็งแรงของตัวอาคารชลประทาน
มาตรการบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้น คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้แต่งตั้งคณะทำงานบริหารจัดการน้ำและการเตือนภัยในพื้นที่ 25 ลุ่มน้ำ เป็นคณะทำงานร่วมจาก 5 กระทรวง คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงไอซีที และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดูแลบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ เบื้องต้นจะผันน้ำอย่างเป็นระบบผลักดันลงสู่ทะเลโดยเร็วเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่เร่งด่วน อาทิ การทำเส้นทางน้ำ หรือวอเตอร์เวย์ หากพื้นที่ไหนน้ำพัดถนนขาด ควรเปลี่ยนเป็นสร้างสะพานแทน
สำหรับช่วง 15 วันหลังจากนี้ รัฐบาลจะเร่งหาหนทางพิเศษเพื่อระบายน้ำสู่ทะเลเพื่อป้องกันน้ำท่วมพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ส่วนแนวทางแก้ไขปัญหาระยะยาวจะเน้นดูแลพื้นที่หลังน้ำลด โดยมีระบบจัดการทำเสา เทปูน อาศัยความร่วมมือจากนักเรียนอาชีวะและทหารในพื้นที่ รวมถึงจัดงาน “รวมพลังไทยช่วยภัยน้ำท่วม” ที่มี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เปิดรับบริจาคผ่านกองทุน เงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งมียอดรวมบริจาคทั้งสิ้น 360 ล้านบาท
ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความล่าช้าและไม่ทั่วถึงในการให้ความช่วยเหลือเยียวยา ยิ่งลักษณ์ เป็นประธานการประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรับมือสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยมี ยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย อธิบดีกรมชลประทาน ผวจ.นนทบุรี และรองผู้ว่าฯ กทม. เตรียมแผนรับมือกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น โดยจะมีการติดตามประสานงานอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ในส่วนปัญหาความขัดแย้งของชาวบ้านในบางพื้นที่ เป็นเรื่องรายละเอียดที่แต่ละจังหวัดต้องไปบริหารจัดการ
ส่วนประเด็นการเมืองที่น่าสนใจในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา หนีไม่พ้นปมร้อนไทยเขมร เมื่อ ยิ่งลักษณ์ เดินทางไปเยือนกัมพูชาพบปะ ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 15 ก.ย.นั้น ผู้นำทั้งสองเห็นชอบร่วมกันในด้านต่างๆ ที่จะทำให้มีความร่วมมือที่ดีและการพัฒนาทั้งในด้านการค้าขาย ท่องเที่ยว และปัญหาเขตแดน ส่วนประเด็นเรื่องการปล่อย วีระ สมความคิด และราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ ที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำเปรย์ซอร์นั้น ฮุนเซน บอกว่า กำลังตรวจดูเรื่องนี้ แล้วอาจจะเสนอกษัตริย์กัมพูชาเพื่อขอให้บรรเทาโทษ เนื่องจากจำเป็นต้องเคารพกฎหมายของกัมพูชา
สำหรับในประเด็นที่เกี่ยวกับปัญหาเขตแดน ทั้งสองฝ่ายมีความเห็นให้กองทัพของสองประเทศพบปะกันเพื่อให้บรรยากาศดีขึ้น และควรมีการปรับลดกำลังของทั้งสองฝ่ายตามแนวชายแดนลง และประเด็นร้อนอย่างเรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลที่มีผลประโยชน์มหาศาลนั้น ฮุนเซน ประกาศว่าจะมีการเจรจาอย่างเปิดเผยตามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ปี 2544 และกลไกที่มีอยู่ ขณะที่ฝ่ายไทยยังไม่มีการประกาศท่าทีชัดเจนใดๆ
จนล่าสุด ยิ่งลักษณ์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ในนามของหัวหน้ารัฐบาล ขอยืนยันว่าพื้นที่ 4.6 ตร.กม.เป็นดินแดนของไทย ซึ่งรัฐบาลนี้จะแก้ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนโดยวิถีทางการทูตตามหลักฐานและกฎหมายระหว่างประเทศ เพราะรัฐบาลมีหน้าที่ปกป้องดินแดนและรักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านไปในเวลาเดียวกัน แต่ยังต้องจับตาต่อเนื่องไปยังการเยือนกัมพูชาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ว่าจะเห็นอะไรชัดเจนขึ้นหรือไม่
แถมสอดรับกับความเคลื่อนไหวภายในประเทศไทยสัปดาห์นี้ดูจะยุ่งวุ่นวายอยู่กับเรื่องฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งถูกมองว่าเชื่อมโยงต่อไปถึงการโยกย้ายข้าราชการล็อตล่าสุด เริ่มที่เด้ง ชาติชาย สุทธิกลม อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ไปเป็นรองปลัดกระทรวงยุติธรรม และดัน พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ผู้ที่อยู่เบื้องหลังคดีเงินบริจาคจนนำมาสู่การฟ้องยุบพรรคประชาธิปัตย์ ให้เป็นอธิบดีกรมราชทัณฑ์คนใหม่ ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องออกมาปัดว่าการโยกย้ายครั้งนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการขอพระราชทานอภัยโทษ
อย่างไรก็ตาม อีกด้านหนึ่งนำมาสู่การคัดค้าน ซึ่ง นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ผู้ประสานงานกลุ่มเครือ ข่ายพลเมืองอาสาปกป้องแผ่นดิน หรือกลุ่มเสื้อหลากสี ได้ตั้งโต๊ะรวบรวมรายชื่อคัดค้านการยื่นทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาให้ พ.ต.ท.ทักษิณ พ้นจากความผิดอีกด้วย ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา
เรื่องวุ่นในรัฐบาลยังไม่จบ เมื่อล่าสุดมีแนวคิดตั้งคณะกรรมการอิสระว่าด้วยหลักนิติธรรมแห่งชาติ (คอนธ.) ขึ้นมา โดยให้ “อุกฤษ มงคลนาวิน” อดีตประธานรัฐสภา เป็นประธานจัดระเบียบ กลไกระบบศาล กระบวนการยุติธรรม และองค์กรอิสระ จนนำมาสู่การวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงของเป้าหมายที่แท้จริงของคณะกรรมการชุดนี้ และอำนาจหน้าที่ที่ดูจะเข้าไปแทรกแซงกระบวนการทำงานขององค์กรอิสระที่อาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ
ปิดท้ายด้วยเรื่องร้อนประจำสัปดาห์ เกิดเหตุระเบิดคาร์บอมบ์และรถจักรยานยนต์บอมบ์กลางเมืองสุไหงโกลก จ.นราธิวาส รวม 3 จุด เมื่อเวลาประมาณ 18.40 น. วันที่ 16 ก.ย. จุดแรกใช้รถยนต์ซุกระเบิดถล่มบริเวณข้างโรงแรมเมอร์ลิน ถนนเจริญเขต จุดที่ 2 ใช้รถจักรยานยนต์ซุกระเบิดถล่มบริเวณหน้าสมาคมแต้จิ๋ว ถนนเจริญเขต จุดที่ 3 รถจักรยานยนต์บอมบ์ถล่มหน้าโรงแรมปาร์คสัน ถนนเจริญเขต ซึ่งทั้งสามจุดถือเป็นย่านใจกลางเมืองย่านเศรษฐกิจการค้าสำคัญและแหล่งชุมชน แรงระเบิดทำให้เกิดเพลิงลุกไหม้อย่างรุนแรง ประชาชนแตกตื่นหนีตายกันโกลาหล
ยอดความเสียหายล่าสุดพบว่ามีผู้เสียชีวิต 4 คน บาดเจ็บ 74 คน โดย พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ รองโฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า) กล่าวว่า คนร้ายก่อเหตุหวังเอาคืนเจ้าหน้าที่ที่กดดันปราบปรามยาเสพติดอย่างหนัก ซึ่งเชื่อมโยงกับผู้ก่อการร้ายในพื้นที่ภาคใต้







