posttoday
ครบ5ปี19ก.ย.คนไทยหัวใจประชาธิปไตย

ครบ5ปี19ก.ย.คนไทยหัวใจประชาธิปไตย

18 กันยายน 2554

เอแบคเผยครบ5ปีรัฐประหารสังคมไทยมองระบบประชาธิปไตยดีกว่าการปกครองรูปแบบอื่นแม้มีปัญหามาก

เอแบคเผยครบ5ปีรัฐประหารสังคมไทยมองระบบประชาธิปไตยดีกว่าการปกครองรูปแบบอื่นแม้มีปัญหามาก

ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ 2 ประเด็นสำคัญวันนี้ เรื่อง วันครบรอบรัฐประหาร 19 ก.ย. คนไทยคิดอย่างไรต่อประชาธิปไตย และการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมของรัฐบาลเปรียบเทียบรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ และรัฐบาลอภิสิทธิ์ จำนวน4,869ตัวอย่าง ทั่วประเทศ ระหว่างวันที่1-17ก.ย.2554

ในโอกาสครบรอบวันรัฐประหาร 19ก.ย.พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 93.2 มองว่าการมีรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยในประเทศไทยเป็นสิ่งที่ค่อนข้างดี ถึง ดีมาก ในขณะที่ร้อยละ 6.8 ระบุไม่ค่อยดี ถึง ไม่ดีเลย เมื่อถามถึงทัศนคติต่อแนวคิดที่ว่า การปกครองแบบประชาธิปไตยดีกว่า การปกครองรูปแบบอื่น แม้จะมีปัญหามากมายทั้งในเรื่องการคอรัปชั่น และความไม่เป็นธรรมในสังคม คำตอบที่ได้รับจากประชาชนที่ถูกศึกษาครั้งนี้คือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 89.2 เห็นด้วย ถึงเห็นด้วยอย่างยิ่ง ว่าการปกครองแบบประชาธิปไตยดีกว่าการปกครองรูปแบบอื่นแม้มีปัญหามากมาย
         
นอกจากนี้ เมื่อถามว่ารู้สึกอย่างไรต่อการปกครองแบบประชาธิปไตย พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 88.7 ชอบถึงชอบมาก ในขณะที่ร้อยละ 11.3 ไม่ค่อยชอบถึงไม่ชอบเลย
         
ประเด็นที่น่าสนใจคือ เมื่อถามถึงทัศนคติต่อแนวคิดที่ระบุว่า การปกครองแบบประชาธิปไตยทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศเป็นไปในทิศทางที่แย่มาก พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 61.7 ไม่เห็นด้วย ถึง ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งต่อแนวคิดดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เกินกว่า 1 ใน 3 หรือร้อยละ 38.2 เห็นด้วยถึงเห็นด้วยอย่างยิ่ง
         
เมื่อถามถึงทัศนคติต่อแนวคิดที่ว่า การปกครองแบบประชาธิปไตยไม่เอื้อต่อการรักษาระเบียบวินัยของคนในชาติ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 61.0 ไม่เห็นด้วย ถึง ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ในขณะที่ร้อยละ 7.8 เห็นด้วยถึงเห็นด้วยอย่างยิ่ง นอกจากนี้ เมื่อถามถึงทัศนคติต่อแนวคิดที่ว่า การปกครองแบบประชาธิปไตยจะทำให้เกิดการชุมนุมและความวุ่นวายต่างๆ ในสังคม พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 66.0 ไม่เห็นด้วย ถึง ไม่เห็นด้วยเลย ในขณะที่ร้อยละ 34.0 เห็นด้วยถึงเห็นด้วยอย่างยิ่ง
         
ประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือ เกินกว่าครึ่งหรือร้อยละ 53.9 ระบุความเชื่อมั่นต่อการปกครองแบบประชาธิปไตยจะลดลง ถ้ารัฐบาลภายใต้การนำของนางสาวยิ่งลักษณ์เอื้อต่อผลประโยชน์เฉพาะคนและเฉพาะกลุ่ม ในขณะที่ร้อยละ 46.1 ระบุไม่ลดลง นอกจากนี้ ประชาชนร้อยละ 51.9 ยังมองว่าความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นความพยายามจะทำเพื่อประโยชน์ของคนบางคน บางกลุ่ม ในขณะที่ร้อยละ 48.1 มองว่าทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม
         
ผลสำรวจยังได้สอบถามเกี่ยวกับ ปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในพื้นที่ที่อยู่อาศัยของประชาชนผู้ถูกศึกษาครั้งนี้ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 77.3 มีปัญหาน้ำท่วม โดยระบุว่า อดีตไม่เคยท่วมเพิ่งจะมาท่วมปีนี้ / น้ำท่วมบางปี / ท่วมเกือบทุกปี และมีปัญหาน้ำท่วมทุกปี ในขณะที่เพียงร้อยละ 22.7 ไม่เคยมีปัญหาน้ำท่วมเลย
         
สิ่งที่น่าพิจารณาคือ กลุ่มประชาชนผู้ที่กำลังอยู่ในพื้นที่ที่มีปัญหาน้ำท่วมขณะนี้ เกินกว่าครึ่งหรือร้อยละ 53.6 ระบุไม่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาล หน่วยงานราชการหรือองค์กรต่างๆ เลย เพราะพักอาศัยห่างจากเส้นทางคมนาคมหลัก และการแจกจ่ายช่วยเหลือก็อยู่กับกลุ่มเดิมๆ กลุ่มเครือญาติของแกนนำชุมชนเวียนเทียนกันได้รับซ้ำๆ ไม่กระจายให้ทั่วถึงในพื้นที่ห่างไกล เป็นต้น ในขณะที่ร้อยละ 46.4 ระบุได้รับความช่วยเหลือ เมื่อประเมินเปรียบเทียบแนวทางการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมระหว่างรัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับ รัฐบาลภายใต้การนำของนางสาวยิ่งลักษณ์ พบว่า ได้คะแนนเฉลี่ยออกมาเท่ากันคือ 5.8 คะแนนจากคะแนนเต็ม 10 คะแนน
         
ดร.นพดล กล่าวว่า ผลสำรวจครั้งนี้ได้ค้นพบว่า คนไทยมีหัวใจรักประชาธิปไตยโดยยืนยันได้จากการพิสูจน์ด้วยคำถามทั้งทางบวกและทางลบ แต่ถ้ารัฐบาลทำงานเอื้อประโยชน์ให้กับคนบางคนหรือคนเฉพาะกลุ่มก็จะกลายเป็นรัฐบาลที่ทำให้คนไทยจำนวนมากต้องอกหัก พักความเป็นประชาธิปไตยไปได้เช่นกัน จึงต้องระวังความรู้สึกของชาวบ้านบ้างว่าเวลา 1 เดือนมันจะนานเหมือน 1 ปี เพราะถ้าประชาชนอยู่อย่างเป็นทุกข์ประชาชนก็จะรู้สึกว่ายาวนานเกินไป
         
คนที่เข้าสู่ตำแหน่งและมีอำนาจไม่ว่าเป็นข้าราชการหรือนักการเมืองน่าจะระวังเรื่องการวางตัวในลักษณะ ยกตนข่มท่าน เหินห่างจากประชาชน พิธีรีตองมากมาย ไปไหนมาไหนต้องมีคนล้อมหน้าล้อมหลัง ประชาชนเข้าถึงยากแตกต่างไปจากช่วงหาเสียงเลือกตั้งและช่วงไม่มีตำแหน่งสำคัญ ภาพลักษณ์เหล่านี้จะทำให้ชาวบ้านเขารู้สึกว่าพวกท่านนั่นแหละคืออำมาตย์ตัวจริงใช่หรือไม่
         
ทั้งๆ ที่คำว่าอำมาตย์เป็นคำที่ฝ่ายการเมืองบางกลุ่มหยิบยกขึ้นมาหวังผลบางอย่าง ทำให้ชาวบ้านเป็นเพียงทางผ่านสู่อำนาจและผลประโยชน์ของฝ่ายการเมือง และเมื่อได้ตามที่สมหวังแล้ว นักการเมืองและข้าราชการจำนวนมากก็มองทุกข์ของประชาชนไปอีกแบบต่างไปจากช่วงเวลาหาเสียงเลือกตั้ง เพราะเดี๋ยวนี้หลายคนไม่ลงพื้นที่ไม่ยอมให้ชาวบ้านเข้าพบด้วยข้ออ้างว่า “ติดภารกิจ” และเวลาเดินผ่านกลุ่มประชาชนไปที่แม้แต่เหลียวหลังหันมาดูแววตาอันเป็นทุกข์ของพวกเขาสักนิดก็หามีไม่ เพราะมีบอร์ดี้การ์ดและวอลเปเปอร์ปิดทางเข้าออกไว้หมดด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยหลังจากมีอำนาจ
        
 นี่คือข้อมูลสำรวจและแนวคิดที่ส่งสัญญาณไปยังผู้ที่เป็นรัฐบาลเอาไว้ล่วงหน้าเพื่อพิจารณาบริหารจัดการอารมณ์ความรู้สึกของประชาชน หรือว่าควรตีกลับไปให้ชาวบ้านพิจารณาทำใจว่า “ตถตา” อ่านว่า ตะถะตา-มันเป็นเช่นนั้นเอง
         
“ยิ่งไปกว่านั้น ความพยายามที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญจะแบ่งแยกคนไทยออกเป็นสองฝักสองฝ่ายมากพอๆ กันในตอนนี้จนอาจกลายเป็นชนวนที่ทำให้ไฟแห่งความขัดแย้งรุนแรงปะทุขึ้นมาได้อีก แต่ถ้าหากรัฐบาลต้องการทำให้เกิดขึ้น ก็น่าจะค่อยเป็นค่อยไปโดยมุ่งทำงานให้ได้ใจแรงศรัทธาจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศก่อน เพราะล่าสุด รัฐบาลภายใต้การนำของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีได้คะแนนประเมินการช่วยเหลือประชาชนผู้เดือดร้อนจากภัยพิบัติน้ำท่วม “ไม่แตกต่าง” ไปจากการทำงานของรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ ดังนั้น จึงต้องเร่งแก้ไขอย่างรวดเร็วฉับไวและทั่วถึง และที่น่าเป็นห่วงคือ ความเคลือบแคลงสงสัยในหมู่ประชาชนเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางว่ารัฐบาลกำลังเร่งทำอะไรให้กับใครบางคนหรือคนบางกลุ่มโดยมีวาระซ่อนเร้นหรือ Hidden Agenda ทางการเมืองหรือไม่” ผอ.เอแบคโพลล์ กล่าว
         

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา