
สะพานลอยร่วงจราจรอัมพาตมาตรการกู้ภัยง่อย
เหตุการณ์ระทึก รถเครน 18 ล้อขนาดยักษ์ ซึ่งมีวิฑูรย์ สุขบำรุง อายุ 42 ปี
โดย...กันติพิชญ์ ใจบุญ
เหตุการณ์ระทึก รถเครน 18 ล้อขนาดยักษ์ ซึ่งมีวิฑูรย์ สุขบำรุง อายุ 42 ปี เป็นโชเฟอร์จาก บริษัท เหรียญเฮง ขับรถไปเกี่ยวสะพานลอยร่วงลงมาทั้งแผง พังทลายลงมากระแทกกับพื้นถนน บริเวณถนนกาญจนาภิเษก ฝั่งขาเข้า แขวงฉิมพลี เขตตลิ่งชัน กทม. จนเป็นเหตุให้ถนนทั้งเส้นถูกปิดตายทั้ง 4 ช่องทางจราจร ยวดยานพาหนะไม่สามารถวิ่งสัญจรไปมาได้ ทำให้การจราจรทั้งเส้นเป็นอัมพาตทันที
ชาวบ้านที่ต้องเดินทางผ่านเส้นทางนี้บ่นระงมกันทั้งบาง บรรดาผู้ปกครองที่พาบุตรหลานไปส่งโรงเรียนต้องโดดลงจากรถเมล์ไปอาศัยวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างกันเป็นแถว
ชาวบ้านสงสัย เหตุใดจึงไม่มีการแจ้งเตือนให้ประชาชนหลีกเลี่ยงเส้นทางแต่เนิ่นๆ ปล่อยให้รถไปกระจุกตัวอยู่ในเส้นทางวิบากโดยไม่สามารถขยับหนีไปไหนได้
หลายคำถามผุดขึ้นว่า มาตรการกู้ภัยพิบัติฉุกเฉินบนท้องถนนของเจ้าหน้าที่รัฐไม่มีน้ำยาเลยเชียวหรือ
เหตุเกิดตั้งแต่เวลาตี 3 ของวันที่ 16 ก.ย. แต่ปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปนับสิบกว่าชั่วโมง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงจะสามารถเคลื่อนย้ายคานสะพานลอยที่ร่วงหล่นลงมาออกจากถนนได้
โชเฟอร์รถเครนยืนตื่นตระหนก เล่าเหตุการณ์ให้ตำรวจฟังว่า ก่อนเกิดเรื่องระทึกขวัญ ตัวเองได้ขับรถมาจาก จ.นครปฐม เพื่อเตรียมนำอิฐมาส่งแถวท่าอิฐ จ.นนทบุรี หลังส่งของเสร็จแล้วก็ขับรถกลับ จ.นครปฐม เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุได้ยินเสียงดังสนั่นหวั่นไหว รู้สึกตกใจ เมื่อลงมาดูก็เห็นเครนกระเด้งอ้าขึ้นจนไปชนกับสะพานลอยพังถล่มลงมา โชคดีที่สะพานไม่หล่นทับตัวเองจนเสียชีวิต
วิฑูรย์ บอกว่า เรื่องที่เกิดขึ้นถือเป็นอุบัติเหตุครั้งใหญ่ตั้งแต่ขับรถมา โดยน่าจะเกี่ยวข้องกับระบบไฮดรอลิกที่ขัดข้องมากกว่า เพราะปกติถ้าจะยกดัมพ์จะต้องยกคันชักขึ้น ซึ่งก็ต้องใช้แรงพอสมควรจึงจะยกดัมพ์ได้ ไม่ใช่เป็นระบบสัมผัสที่มืออาจจะเผลอไปโดน แต่หลังเกิดอุบัติเหตุครั้งใหญ่ขึ้น ตัวเองกลับตกเป็นเป้า
ขณะที่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ หน่วยกู้ภัย ทางหลวง หรืออีกหลายหน่วยงานที่เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาในการขนย้ายคานสะพานลอยขนาดยักษ์ออกจากเส้นทาง ใช้เวลาเหยียบ 12 ชั่วโมงในการเคลื่อนย้าย กว่าที่รถยนต์ของประชาชนจะใช้สัญจรไปมาได้ ไล่มาตั้งแต่เวลา 03.00 น. จนถึงที่สุดสามารถเคลียร์เส้นทางได้ในเวลา 14.00 น.
แน่นอนเสียงบ่นด่าจากประชาชนผู้ใช้ถนนย่อมประเคนเข้าใส่ราวกับก้อนอิฐ เพราะพวกเขาติดแหงกอยู่บนถนนนับ 10 กิโลเมตร ไม่สามารถขยับไปไหนได้
คำถามที่ตามมาคือ ระบบจัดการอุบัติเหตุทางถนนในภาวะฉุกเฉิน ทางเจ้าหน้าที่มีความพร้อมเพียงใด และการประชาสัมพันธ์เส้นทางเป็นไปด้วยความล่าช้าหรือไม่ เพราะเหตุใดประชาชนต้องมาติดอยู่บนถนนจากเหตุการณ์ดังกล่าวจำนวนนับร้อยๆ คัน
เรื่องนี้เจ้าของพื้นที่อย่าง พ.ต.ท.ปรีชา กองแก้ว รอง ผกก.สน.ตลิ่งชัน อธิบายว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมด้วยหน่วยกู้ภัยได้เร่งกู้สะพานลอยที่หล่นลงมา ซึ่งทำให้การจราจรติดขัดอย่างมาก แต่การกู้สะพานลอยเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากสะพานลอยมีขนาดใหญ่ โดยเจ้าหน้าที่ต้องใช้รถยกขนาด 70 ตัน แต่ก็ยังไม่สามารถกู้ออกมาได้ โดยเฉพาะคานสะพานลอยที่มีน้ำหนักมากถึง 60 ตัน
เรื่องนี้บ่งบอกได้หรือไม่ว่า อุปกรณ์ของเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอที่จะรับมือกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ ถึงขนาดต้องไปขอยืมรถจากบริษัทเอกชนอย่าง บริษัท ซิโนไทย เพื่อขอรถยกขนาด 150 ตัน มายกคานสะพานลอยออกไป
ยงยศ วรรณประดิษฐ ผู้อำนวยการสำนักงานบำรุงทางธนบุรี เจ้าของทรัพย์สินที่เสียหายคือ “สะพานลอย” เดินทางมาดูการเคลื่อนย้ายด้วยตัวเอง
เขาเล่าถึงปัญหาว่า สะพายลอยดังกล่าวมีความยาวประมาณ 30 เมตร ตัวคานสะพานลอย 2 คาน รวมน้ำหนักประมาณ 60 ตัน มูลค่าความเสียหายประมาณ 5 ล้านบาท คานสะพานขวางช่องทางด่วนและทางคู่ขนานที่จะมุ่งหน้าไปยัง จ.นครปฐม บางแค และสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ทำให้รถยนต์ที่จะสัญจรผ่านไปไม่ได้ 100% จำเป็นต้องให้ผู้สัญจรเลี่ยงเส้นทาง
“ผมให้ทางเจ้าหน้าที่กรมทางหลวงและสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กทม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำการตัดเหล็กคานสะพานเพื่อเลื่อนคานให้เปิดเส้นทางตั้งแต่เวลาประมาณตี 3ตี 4 ใช้เวลากว่า 6 ชั่วโมง จึงเปิด 1 ช่องทางคู่ขนาน เพราะต้องรอรถเครนจากทางภาคเอกชนมาช่วยสนับสนุน เนื่องจากรถเครนที่มีอยู่ไม่สามารถใช้ยกได้” ยงยศ กล่าว
นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่นายหนึ่ง ของกองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) ชี้แจงถึงการแก้ปัญหาที่มีความล่าช้าในการเคลื่อนย้าย และเรื่องประชาสัมพันธ์เส้นทางจราจรที่ยังขาดประสิทธิภาพว่า เรื่องนี้จะโทษตำรวจฝ่ายเดียวก็คงไม่ถูกนัก เพราะหน้าที่ของตำรวจก็เพียงแค่ไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ และอำนวยความสะดวกในเรื่องเส้นทางจราจรเท่านั้น
“เราไม่มีสิทธิไปช่วยเขายกสิ่งของที่กีดขวางถนนออก อีกทั้งเครื่องไม้เครื่องมือเราก็ไม่มี” นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ กล่าว
อย่างไรก็ตาม นายตำรวจนายนี้ยอมรับว่า ปัญหาเรื่องการประชาสัมพันธ์เส้นทางมีความล่าช้ามาก แต่อีกทางหนึ่งคือ ทางวิทยุสถานีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น จส.100 หรือคลื่นข่าวต่างๆ ก็มีการออกประกาศแจ้งเหตุอยู่แล้ว แต่ทั้งนี้ต้องมองอีกมุมหนึ่งว่า ประชาชนอาจจะไม่ได้ฟังหรือไม่ หรือคนที่มีบ้านพักอยู่แถวนั้น หรือเดินทางผ่านเส้นทางถนนนี้มาโดยตลอดเป็นประจำอาจไม่สามารถเลี่ยงเส้นทางได้ กลายเป็นปัญหาทางกายภาพทันที ซึ่งตำรวจไม่สามารถไปช่วยขยับรถยนต์ให้เคลื่อนได้
“เราไม่อยากจะไปวิจารณ์ แต่เรื่องนี้ต้องรับผิดชอบด้วยกันทั้งหมด เพราะประเด็นคือการเคลื่อนย้ายที่เป็นปัญหา อีกทั้งทราบมาว่าเครื่องมือของทางหลวงก็มีไม่เพียงพอ ต้องใช้ตามมีตามเกิด เมื่อเกิดเหตุการณ์ใหญ่ๆ ขึ้นมา ก็กลายเป็นปัญหาทันที”
ด้านวีระ เรืองสุขศรีวงศ์ อธิบดีกรมทางหลวง ชี้แจงถึงปัญหาที่เกิดขึ้นว่า กรมทางหลวงต้องขออภัยที่เกิดความล่าช้าในการเคลื่อนย้ายคานสะพานลอย แต่อีกมุมหนึ่งก็อยากให้เข้าใจกรมทางหลวงเช่นกัน เพราะเจ้าหน้าที่ได้เร่งเต็มฝีมือแล้ว
“ตั้งแต่เกิดเหตุ ผมระดมลูกน้อง ปลุกให้ตื่น รีบเอารถเครนมายกออกทันที แต่กว่าจะเดินทาง กว่าจะไปยืมรถเครนขนาดใหญ่ของ บริษัท ซิโนไทย มาช่วยก็ช้าไปเสียแล้ว แต่ต้องเข้าใจว่ารถเครนขนาดใหญ่เดินทางได้ช้า เมื่อมาถึงก็เข้าสู่ช่วงสายไปแล้ว อีกทั้งรถก็ติด ต้องกั้นรถยนต์เพื่อให้รถเครนสามารถเข้ามาในพื้นที่ได้” วีระ กล่าว
วีระ กล่าวว่า เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่จะยกคานสะพานลอยทั้งชิ้นก็ไม่สามารถทำได้ เพราะคำนวณดูแล้วจะเกิดอันตราย ต้องมีการตัดคานออกเป็น 3 ชิ้น เพื่อให้ถ่วงดุลน้ำหนักกัน
“ยอมรับว่าเครื่องมือของกรมทางหลวงมีไม่เพียงพอ เพื่อรองรับกับปัญหาขนาดใหญ่เช่นนี้แน่นอน อีกทั้งมันเป็นเรื่องไม่คาดฝัน ใครจะคิดว่าสะพานลอยจะร่วงหล่นลงมา แต่เรื่องอุปกรณ์ทางเราก็สามารถหยิบยืมกันได้กับหน่วยงานอื่นๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ฉะนั้น ไม่จำเป็นต้องสิ้นเปลืองงบประมาณไปซื้อหาซึ่งเราก็ทำเต็มที่ อยากขอความเห็นใจด้วย” อธิบดีกรมทางหลวง อธิบาย
นี่คือบทเรียนจากอุบัติภัยฉุกเฉินบนท้องถนน ที่หน่วยงานรัฐอาจต้องทบทวนมาตรการกู้ภัยครั้งใหญ่ เพราะเหตุการณ์ไม่คาดฝันอาจไม่ได้มีแค่ครั้งเดียว







