
นโยบายหาเสียงต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้
ต้องยอมรับว่า ตลอดระยะเวลาที่มีการเลือกตั้งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
ต้องยอมรับว่า ตลอดระยะเวลาที่มีการเลือกตั้งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
โดย..ปานปรีย์ พหิทธานุกร
กลุ่มการเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สามารถเอาชนะการเลือกตั้งมาโดยตลอด ส่วนใหญ่เชื่อว่ามาจากนโยบายของพรรคที่โดนใจประชาชนผู้ลงคะแนนเสียง และหลายนโยบายก็เกิดผลดีต่อสังคม แม้บางนโยบายจะยังไม่บรรลุผลเท่าที่ควร
ประเด็นสำคัญในเวลานี้ที่หลายฝ่ายในสังคมกำลังตั้งคำถามก็คือ นโยบายหาเสียงที่ใช้มาตลอด 10 ปีนี้ ถึงแม้จะทำให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้นจริง แต่เป็นนโยบายที่ทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศแข็งแรงขึ้นจริงหรือไม่ เพราะทุกวันนี้ปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจนก็ยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะปัญหาการกระจายรายได้ กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ก็เป็นปัญหาสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข
หากย้อนไปดูตัวสัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาคของรายได้ หรือ Gini Coefficient ซึ่งจัดทำขึ้นโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในวันนี้เทียบกับเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ตัวเลขก็แทบไม่แตกต่างกันมากเท่าไหร่ ซึ่งหมายความว่านโยบายที่ผ่านมาอาจทำให้คนมีรายได้มากขึ้น มีอำนาจในการซื้อเพิ่มขึ้น แต่กลับไม่ทำให้ความเหลื่อมล้ำลดลงไปได้ ในเมื่อสัดส่วนช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนที่ผ่านไป 10 ปี ก็ยังเหมือนเดิม
จึงพอจะสรุปได้ว่า นโยบายประชานิยม มีผลต่อการชนะการเลือกตั้งของพรรคการเมืองทุกครั้งเท่านั้น แต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะสามารถสร้างเสถียรภาพและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญได้ เพราะความจริงที่ปรากฏอยู่ต่อหน้าคือ ความเหลื่อมล้ำในสังคมยังคงดำรงอยู่เช่นเดิม
แสดงว่านโยบายเดิมของพรรคไทยรักไทย ที่ต่อเนื่องมาถึงพรรคเพื่อไทยวันนี้ อาจไม่สามารถ “เจาะลึก” เข้าไปแก้ไขปัญหาในเชิงโครงสร้างได้ จึงอยากให้รัฐบาลใหม่เข้าไปแก้โจทย์ตรงนี้ให้ได้
ที่น่าเป็นห่วงในเวลานี้คือ สถานการณ์เศรษฐกิจโลกจะมีผลต่อนโยบายด้านเศรษฐกิจของเรา ซึ่งเรื่องสำคัญที่ไม่สามารถละเลยได้ก็คือ วิกฤตการณ์หนี้สาธารณะที่เกิดขึ้นในสหรัฐและสหภาพยุโรป กำลังสั่นคลอนเสถียรภาพเศรษฐกิจของโลกอยู่ในขณะนี้ หากยังแก้ไขปัญหาไม่ได้ อีกไม่นานผลกระทบก็จะมาถึงประเทศไทยอย่างแน่นอน
ดังนั้น รัฐบาลใหม่ต้องระมัดระวังเรื่องการใช้เงินเกินตัว อย่าสร้างหนี้สินให้กับประเทศจนล้นพ้นตัว ต้องใช้เงินเพื่อความสามารถในการผลิต ความสามารถในการแข่งขันที่มีความชัดเจนเพียงพอต่อการเพิ่มรายได้ของประเทศ บางนโยบายหากเห็นว่ายังไม่ใช่เวลาเหมาะสมที่จะทำ ก็ไม่สมควรดึงดัน เพราะอาจกลายเป็นการสร้างปัญหาที่ใหญ่กว่าสำหรับประเทศชาติในอนาคตได้
นอกจากนี้ ประเด็นที่รัฐบาลใหม่ควรให้ความสำคัญในอันดับต้นๆ ก็คือ เรื่องการศึกษา เพราะนอกจากจะเกี่ยวข้องกับความเหลื่อมล้ำแล้ว จะเห็นได้ว่า วันนี้คุณภาพการศึกษาของเด็กไทยเราตกต่ำลงมาก หากวัดจากคะแนนสอบ ONET, ANET ของเด็กไทย จะเห็นได้ว่า ยิ่งสอบคะแนนยิ่งต่ำกว่ามาตรฐาน
ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ (Programme for International Student AssessmentPISA) ซึ่งเป็นมาตรฐานการสอบที่จัดทำโดย OECD (Organization for Economic Cooperation and Development) หากเทียบกับประเทศอื่นๆ แล้ว ของเราก็ยังต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวในการปฏิรูปการศึกษาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา
และอาจมองได้ว่า ประเทศไทยยังขาดนโยบายด้านการศึกษาที่ถูกต้อง ขาดทิศทางการปฏิรูปที่ชัดเจน
ผมอยากเห็นรัฐบาลใหม่มีนโยบายด้านการศึกษาที่ชัดเจน ต้องแก้ไขปัญหาที่หมักหมมมา และมีวิสัยทัศน์เพียงพอที่จะวางแนวนโยบายการศึกษาให้ทันสมัย ทันความก้าวหน้าของโลก
การมีนโยบายประเทศที่ดี ไม่ใช่เพียงเน้นการเพิ่มรายได้ให้แก่คนบางกลุ่ม หรือลดรายจ่ายให้กับคนบางกลุ่มเท่านั้น แต่ต้องสามารถเชื่อมโยงแต่ละนโยบายเข้าด้วยกันได้
ที่สำคัญทุกนโยบายต้องคำนึงถึงภาพรวมด้านโครงสร้างประเทศ และสามารถสร้างดุลยภาพให้เกิดขึ้นกับทุกภาคส่วนทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองได้
วันนี้ประชาชนคนไทยได้ฝากความหวังไว้กับรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าจะใช้ทุกนโยบายของพรรคร่วมรัฐบาลแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศชาติในภาพรวมให้ได้ตามที่สัญญาตอนหาเสียงเอาไว้
ฉะนั้น หากพรรคการเมืองไม่ได้เขียนนโยบายไว้เพื่อเอาชนะการเลือกตั้งเท่านั้น ก็ต้องพิสูจน์ให้ได้ด้วยการกระทำว่า นโยบายหาเสียงเหล่านั้นแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้อย่างแท้จริง!







