
2555 อเทริกา ยุโรป..วึม อาเซียน..โต
ในช่วงครึ่งแรกของเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นทั่วโลกผันผวนมาก
ในช่วงครึ่งแรกของเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นทั่วโลกผันผวนมาก
โดย..วีรพงษ์ ชุติภัทร์
โดยมูลค่าการตลาดของตลาดหุ้นทั่วโลกหายไปกว่า 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ดัชนีดาวโจนส์ลดลงกว่า 5.6% ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีลดลงไปถึง 5% ในขณะที่ดัชนี FTSE 100 ของอังกฤษ ก็ลดลงไป 3.4%
ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดจากปัญหาหนี้สาธารณะของสหรัฐและประเทศในกลุ่มยูโรโซน อย่างไรก็ตามยังไม่มีสถิติตัวเลขใดที่ชี้ว่าจะมีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของกลุ่มประเทศอาเซียนอย่างมีนัยเลย นอกจากนั้น “อาเซียน” ยังมีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นอีกด้วย โดยมีปัจจัยสนับสนุน ดังนี้
1.สหรัฐมีแนวโน้มที่จะเข้าสู่ภาวะ ‘Double Dip Recession’
บทความเรื่อง “World Economy : Back to the Brink ?” ที่เขียนโดย Robin Bew ซึ่งเป็น Chief Economist ของ The Economist วารสารเศรษฐศาสตร์ชื่อดังของอังกฤษ ได้ตีแผ่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากสหรัฐได้ถูก “เอสแอนด์พี” สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือของโลก ประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือจาก AAA ลงเหลือ AA+
เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้เป็นแค่เหตุการณ์ที่ทำให้สหรัฐจะประสบปัญหาอัตราดอกเบี้ยที่อาจเพิ่มขึ้นในการออกพันธบัตรครั้งต่อๆ ไป หรืออาจทำให้คนอเมริกันต้องกู้เงินในอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นเท่านั้น แต่อาจทำให้เศรษฐกิจของอเมริกาเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า “Double Dip Recession” หรือการเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยอีกครั้งหนึ่งหลังจากการเกิดวิกฤต “ซับไพรม์” ในปี 2551
ประกอบกับการใช้จ่ายเงินงบประมาณจำนวนมากๆ ของรัฐบาลอเมริกาต่อจากนี้ไป...จะเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว เนื่องจากได้ทำข้อตกลงกับสภาคองเกรสในการลดงบประมาณในอนาคต ดังนั้นในระยะสั้นอเมริกาจึงได้แต่ประคองเศรษฐกิจของตนให้ผ่านพ้นการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปลายปีหน้าไปก่อน
2.ปัญหาหนี้สาธารณะในกลุ่มประเทศยูโรโซน...มิใช่เรื่องสั้น...แต่เป็นตำนาน
จอร์จ โซรอส อดีตนักค้าเงินที่เคยโจมตีค่าเงินปอนด์ และค่าเงินในภูมิภาคเอเชียรวมทั้งไทยด้วย ได้ออกมาวิจารณ์ว่า กรีซและโปรตุเกสควรจะลาออกจากการเป็นสมาชิกในกลุ่มยูโรโซน เนื่องจากทั้งสองประเทศมีหนี้สาธารณะมากเกินไป และหากทั้งสองประเทศยังจะดึงดันที่จะใช้เงินสกุลยูโรเป็นเงินสกุลหลักอยู่ ปัญหาหนี้ของทั้งสองประเทศและอีกหลายประเทศที่มีภาระหนี้สูงก็ยังคงจะบั่นทอนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของกลุ่มยูโรโซนต่อไป ซึ่งผมมองว่าจะยังไม่มีประเทศไหนลาออกจากการเป็นสมาชิกของกลุ่มยูโรโซนอย่างแน่นอน ดังนั้นเงินลงทุนที่ปกติจะลงทุนในสหรัฐและยุโรป...จึงต้องหาที่ลงทุนใหม่ ซึ่งต้องเป็นตลาดที่กำลังเติบโตอยู่
3.เงินเยนแข็งค่า...โอกาสของอาเซียนอีกครั้ง
หากพอจำกันได้ นับตั้งแต่ปี 2529-2534 ราคาที่ดิน บ้าน และหุ้นในประเทศไทยราคาถีบตัวสูงขึ้นหลายเท่าตัว บางคนไปจองรถตอนเช้า...พอตกเย็นใบจองหมื่นบาทก็ขายได้ 5 หมื่นบาท โดยมีเหตุผลที่สำคัญมากข้อหนึ่งคือ ข้อตกลง “พลาซาแอกคอร์ด” ที่ทำกันระหว่างญี่ปุ่นกับกลุ่มมหาอำนาจ จี5 ที่นำโดยสหรัฐในขณะนั้น บังคับให้ญี่ปุ่นยอมให้ค่าเงินของตนมีค่าแข็งขึ้นจาก 242 เยนต่อเหรียญสหรัฐ ในปี 2528 ไปอยู่ที่ 120 เยนต่อเหรียญสหรัฐ ในปี 2531
ผลก็คือบรรดาโรงงานอุตสาหกรรมในญี่ปุ่นต้องย้ายฐานการผลิตครั้งใหญ่เข้ามาในไทยและประเทศในแถบอาเซียน ทำให้บ้าน ที่ดิน หุ้น ของประเทศในกลุ่มนี้สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์
เหตุการณ์ที่คล้ายกัน...อาจจะเกิดขึ้นอีก... ต้นเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา รัฐมนตรีการคลังของญี่ปุ่นได้ออกมาประกาศว่า เขาได้สั่งการให้ใช้เงินจำนวน 1 ล้านล้านเยน เพื่อเข้าไปแทรกแซงตลาดการเงิน เพื่อให้เงินเยนมีค่าอ่อนลง เงินเยนในปีนี้มีค่าแข็งสุดอยู่ที่ 76.29 เยนต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นอัตราแลกเปลี่ยนที่เกือบจะแข็งค่าที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2
ปัญหาการแข็งค่าของเงินเยนได้ส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตสินค้าชั้นนำของญี่ปุ่นจำนวนมาก Akio Toyoda ประธานบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ได้ออกมากล่าวหลังจากผลประกอบการของบริษัทลดลงเพราะค่าเงินเยนที่แข็งขึ้นว่า “เราจะไม่ยอมย้ายฐานการผลิตจากญี่ปุ่นไปที่อื่น เพราะปัญหาค่าเงินเยนแข็ง แต่หากกำไรของเราได้รับผลกระทบ...เราอาจถูกบังคับให้ทำเช่นนั้น”
4.ปี 2012...ปีทองของเศรษฐกิจอาเซียน
บทความเรื่อง “Asia Cars : NissanThinking Big” ของหน่วยงาน Economist Intelligent Unit (EIU) กล่าวถึงแผนการของนิสสันในการขยายงานที่ชื่อว่า “Nissan Power 88” โดยตั้งเป้าจะขยายส่วนแบ่งตลาดรถยนต์โลกจาก 5.8% ในปี 2554 ไปเป็น 8% ในปี 2560 นั่นคือ จะต้องขายให้ได้ 7.2 ล้านคัน ในปี 2560 ซึ่งต้องขายเพิ่มขึ้นอีก 3 ล้านคัน จากปีปัจจุบัน
แน่นอนว่า...ตลาดเป้าหมายของนิสสันจะต้องไม่ใช่กลุ่มประเทศยูโรโซนและสหรัฐ และไม่ใช่ตลาดใหญ่อย่างจีนและอินเดีย แต่นิสสันเล็งที่จะเข้าไปเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่มประเทศอาเซียนเป็นหลัก
Toru Hasegawa ประธาน Nissan Motor Asia Pacific กล่าวไว้ว่า “เราเห็นการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) และยอดขายของตลาดเหล่านี้จะสูงกว่าครึ่งหนึ่งของยอดขายทั่วโลก ตลาดอาเซียนเป็นหนึ่งในตลาดเกิดใหม่ ดังนั้นนิสสันจึงให้ความสำคัญแก่ตลาดนี้เป็นอย่างยิ่ง” โดยนิสสันยังมีแผนที่จะตั้งสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคอาเซียนให้อยู่ที่ประเทศไทยอีกด้วย
สอดคล้องกับคำกล่าวของ Phil Tighe ประธาน Ford Motors AsiaPacific ที่ว่า “เราจะให้ความสำคัญกับตลาดไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนาม ในฐานะที่เป็นตลาดหลักเช่นเดียวกับจีน” ทำให้ไทยน่าจะมีโอกาสในการเป็นฐานการผลิตหลักของรถยนต์ยี่ห้อต่างๆ เพื่อส่งขายไปทั่วโลก แม้ว่าปัจจุบันจะมีปัญหาเศรษฐกิจมากมายรุมเร้าโลกใบนี้อยู่ก็ตาม
ทำให้นึกถึงคำกล่าวของ John F. Kennedy อดีตประธานาธิบดีของสหรัฐ ที่กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า “In a crisis, be aware of the danger but recognize the opportunity” แปลตามความได้ว่า “ในวิกฤต...ให้พึงระวังถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้น ในขณะเดียวกันก็อย่าลืม...มองหาโอกาสที่ผ่านเข้ามาด้วย”
ในวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในยุโรปและสหรัฐในขณะนี้ รัฐบาลไทย...จึงควรหาจุดยืนและแนวทางในการค้นหาโอกาส เพื่อให้ภาคธุรกิจของไทยสามารถเข้าไปแข่งขันบนเวทีโลกได้ และเพื่อให้ปี 2555 เป็นปีทองของเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง







