
เอดีบีมองเศรษฐกิจไทยเริ่มหด
เอดีบี ชี้เศรษฐกิจไทยชะลอ ลดการขยายตัวของจีดีพีปีนี้ลงเหลือ 4% และปีหน้า 4.5%
เอดีบี ชี้เศรษฐกิจไทยชะลอ ลดการขยายตัวของจีดีพีปีนี้ลงเหลือ 4% และปีหน้า 4.5%
นางลักษมณ อรรถาพิช เศรษฐกรประจำประเทศไทย ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) กล่าวว่า เอดีบี ได้ปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทยปีนี้เหลือ 4% จากเดิมที่มองไว้ 4.5% และในปี 2555 ลดการขยายตัวของจีดีพี เหลือ 4.5% จากเดิม 4.8%
ทั้งนี้ เป็นผลกระทบจากปัจจัยเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าของไทยยังไม่ฟื้นตัว สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมหลักสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น (จี3) รวมถึงเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าของไทยเริ่มเติบโตช้าลง ส่งผลให้อุปสงค์ในต่างประเทศเริ่มชะลอ ทำให้การส่งออกเริ่มลดลง
นอกจากนี้ ปัญหาน้ำท่วมและแนวโน้มที่สูงขึ้นของเงินเฟ้อและดอกเบี้ย ยังส่งผลให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในประเทศลดลงในครึ่งปีแรกด้วย ทำให้ตัวเลขการเติบโตในช่วงครึ่งแรกปีนี้โตได้ต่ำกว่าที่เอดีบีเคยคาดการณ์ไว้
เอดีบียังได้ปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อรอบนี้ใหม่ โดยปรับเงินเฟ้อปีนี้จากเดิมที่คาดไว้ 3.5% เพิ่มเป็น 3.8% และปีหน้าจากเดิมที่ 3% เพิ่มเป็น 3.2% ซึ่งมองว่าเงินเฟ้อเกิดจากหลายปัจจัย ไม่ได้เป็นผลจากการดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลอย่างเดียว แต่เพราะการดำเนินนโยบายลักษณะนี้รัฐบาลและทุกพรรคการเมืองได้ส่งสัญญาณในลักษณะนี้ไม่ต่างกันอยู่แล้วตั้งแต่หาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งมีผลต่อราคาสินค้าปรับสูงขึ้นบ้าง แต่การขึ้นก็มาจากต้นทุนของผู้ผลิตด้วย คาดว่าต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นนี้ จะส่งผลต่อราคาสินค้าชัดเจนขึ้นในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้
นางลักษมณ กล่าวว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ หากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกก็ไม่แปลก เพราะดอกเบี้ยแท้จริงของไทยยังติดลบอยู่ ขณะเดียวกันปลายปีนี้เงินเฟ้อก็ยังมีโอกาสปรับสูงขึ้นอีก ตามต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น แต่เชื่อว่า กนง.คงต้องดูผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกด้วย ถ้าการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปแย่ลงมาก อาจจะต้องนำไปพิจารณาเพื่อปรับทิศทางการดำเนินนโยบายดอกเบี้ยก็เป็นได้
นายเคร็ก สเตฟเฟนเซนผู้อำนวยการเอดีบี กล่าวว่า ไม่คิดว่าเศรษฐกิจโลกจะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยซ้ำซ้อน (DoubleDip Recession) แต่น่าจะเป็นการปรับตัวเพื่อหาทางออก ซึ่งยังมีแนวทางที่จะแก้ไขได้อีกมากอย่างไรก็ตามมองว่าการดำเนินนโยบายของรัฐบาลในการพยามเพิ่มกำลังซื้อให้อยู่ในมือประชาชนมากขึ้น รวมถึงการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน ไม่ถือเป็นการทำลายกลไกลการเนินธุรกิจของภาคเอกชน เพราะถึงที่สุดการจะทำตามนโยบายได้หรือไม่ ยังขึ้นอยู่กับกลไกลของภาคเอกชนด้วย และการปรับขึ้นค่าจ้างระดับนี้คงไม่ทำให้ทุนต่างชาติย้ายฐานการผลิตหนีจากไทย เพราะค่าจ้างบริษัทต่างชาติในปัจจุบันก็อยู่ระดับนี้หรือสูงกว่าอยู่แล้ว อีกอย่างไทยก็ต้องการยกระดับเศรษฐกิจไม่ให้พึ่งพิงรายได้ราคาถูก ซึ่งตราบใดที่โครงสร้างเศรษบกิจไทยยังอำนวยความสะดวกให้ทุนต่างชาติได้ไม่น่าจะมีการย้ายฐานการผลิตหนีจากไทย
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุลผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงการปรับลดลดคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ(จีดีพี)ปีนี้ จาก 4.5% ลดงเหลือ 4% และปีหน้าจาก 4.8% ลดลงเหลือ 4.5% ของธนาคารพัฒนาเอเชีย(เอดีบี)ว่า ธปท.ก็มองแนวโน้มจีดีพีไทยใกล้เคียงกับประมาณการของเอดีบี แต่ ธปท.จะพิจารณาปรับลดคาดการณ์จีดีพีไทยหรือไม่นั้น ธปท.มีกำหนดตารางการทำงานและการประเมินผลที่ชัดเจนอยู่แล้ว ซึ่งจะมีการแถลงผลการประเมินครั้งหน้าในวันที่ 28 ต.ค.ปีนี้
ในสัปดาห์หน้า ธปท.และกระทรวงการคลังจะหารือแนวทางในการกำหนดกรอบเงินเฟ้อที่เหมาะสมในปี







