
ปั้นจีดีพีสูงเกินจริง งานหนักรัฐบาล
งบประมาณรายจ่ายปี 2555 ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.)
งบประมาณรายจ่ายปี 2555 ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.)
โดย...ทีมข่าวการเงิน
งบประมาณรายจ่ายปี 2555 ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี อนุมัติกรอบวงเงินรายจ่าย 2.33 ล้านล้านบาท เพิ่มจากปีงบประมาณ 2554 ที่มีวงเงิน 2.17 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.6 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 7.4%
แต่ทว่างบลงทุนที่เป็นหนึ่งใน “หัวรถจักร” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ มีวงเงิน 3.84 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงบลงทุนปีที่แล้ว 2.89 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 8.1% ขณะที่สัดส่วนงบลงทุนเทียบกับงบประมาณปี 2555 อยู่ที่ 16.5% ใกล้เคียงกับปีงบประมาณ 2554 ที่สัดส่วนงบลงทุนที่ 16.4%
แม้รัฐบาลจะมีทางออกที่จะเพิ่มการลงทุน โดยพึ่งพาการลงทุนในโครงการรัฐร่วมลงทุนกับเอกชน หรือ PPP แต่ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. ... ยังอยู่ในชั้นการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา การออกมาเป็นกฎหมายคงใช้เวลาอีกนาน
ส่วนการลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนการลงทุนของประเทศก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่อยู่ที่ประมาณ 3 แสนล้านบาท
ขณะที่งบรายจ่ายปี 2555 ที่เพิ่มขึ้นสัดส่วนงบลงทุนใกล้เคียงกับปีที่แล้ว แต่งบรายจ่ายกลับไป “โป่ง” ขึ้นที่งบรายจ่ายประจำจาก 1.66 ล้านล้านบาท ในปีงบ 2554 หรือสัดส่วน 76.8% เป็น 1.83 ล้านล้านบาท ในปีงบ 2555 หรือคิดเป็นสัดส่วน 7-9%
โดยเฉพาะงบรายจ่ายประจำที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นค่าใช้จ่ายบุคลากรที่เพิ่มจาก 7.56 แสนล้านบาท เป็น 8.86 แสนล้านบาท และงบเพิ่มขึ้นจะอยู่ในรายการรายจ่ายในการปรับเพิ่มค่าตอบแทนให้ข้าราชการระดับปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน และเพิ่มค่าตอบแทนให้ข้าราชการวุฒิ ปวส. รวมกว่า 6 แสนคน
การจัดสรรงบประมาณอุดหนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น วงเงิน 2.23 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 24.1% ของวงเงินงบประมาณ แต่นั่นก็ยังไม่เท่ากับอัตราส่วนที่กฎหมายกำหนดไว้
ขณะที่งบลงทุนดังกล่าวได้บวกรวมค่าบำรุงรักษาโครงการลงทุนเดิม และการลงทุนที่มีงบผูกพันเข้าไปด้วย จึงเรียกได้ว่างบลงทุน 3.84 แสนล้านบาท เป็นการลงทุนโครงการใหม่ “ไม่มาก” ประกอบกับการรั่วไหลของงบที่แก้ไม่ตกจากปัญหา “คอร์รัปชัน” เงินลงทุนของรัฐคงเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไม่เต็มที่
ไม่เพียงเท่านั้น รัฐบาลยังมีภาระรายจ่ายที่เพิ่มจากนโยบายสวัสดิการสังคม เช่น ค่ารักษาพยาบาลในโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค โครงการเรียนฟรีที่ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นตามจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น ขณะที่เมื่อสิ้นปีงบประมาณพบว่างบที่ตั้งไว้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายจริง และจำเป็นต้องตั้งงบชดเชยทุกปี
ส่วนการให้ค่าตอบแทน อสม. และจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เช่น อายุ 60-69 ปี ให้เบี้ยยังชีพ 600 บาท อายุ 7079 ปี เพิ่มเบี้ยเป็น 700 บาท อายุ 80-89 ปี เพิ่มเบี้ยเป็น 800 บาท และอายุ 90 ปีขึ้นไป เพิ่มเบี้ยยังชีพเป็น 1,000 บาท ยังส่งผลให้งบสวัสดิการสังคมโดยภาพรวมเพิ่มขึ้นอีก
ที่สำคัญ โครงการสวัสดิการสังคมเป็นนโยบายการเมืองที่ “ให้แล้วขอคืนไม่ได้” ส่งผลให้งบรายจ่ายสวัสดิการมีแต่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี
อีกทั้งการเพิ่มทุนกองทุนหมู่บ้านละ 1 ล้านบาท วงเงิน 8 หมื่นล้านบาท เดิมทีรัฐตั้งใจกู้เงินสถาบันการเงินของรัฐ แต่มีปัญหาว่ากฎหมายกองทุนหมู่บ้านไม่เปิดช่องให้สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง (สทบ.) กู้เงินได้ ทางออกหนึ่งที่เป็นไปได้ คือ ทยอยตั้งงบผูกพันทยอยจ่ายเพิ่มทุนให้กองทุนหมู่บ้าน
โครงการจำนำข้าวของรัฐบาลที่มีการระบุวงเงินหมุนเวียนซื้อข้าวเปลือกที่ 4.1 แสนล้านบาท แต่มีงบประมาณที่ต้องจ่ายขาดและตั้งเป็นงบปี 2555 อยู่ที่ 2.5 หมื่นล้านบาท เป็นต้น
นอกจากนี้ หากพิจารณาประมาณการรายรับที่ตั้งไว้ที่ 1.98 ล้านล้านบาท แต่มีจุดที่น่าสังเกตอยู่ คือ การตั้งประมาณการสมมติฐานอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจปี 2555 สูงถึง 4.5-5.5% ท่ามกลางความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกน่าจะสูง “เกินจริง” และทำให้ประมาณการจัดเก็บรายได้สูงกว่าความเป็นจริงด้วย
เพราะเศรษฐกิจกลุ่มยูโรโซนมีปัญหาหนี้สาธารณะเรื้อรัง และมีท่าทีที่จะลุกลามไปยัง “เสาหลัก” เศรษฐกิจยุโรป เช่น เยอรมนี ฝรั่งเศส และสเปน ส่วนสหรัฐที่กำลังย่ำแย่กับอัตราว่างงานที่ยังสูง และต้องออกมาตรการ “คิวอี 3” ซึ่งยังต้องรอดูผลว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้หรือไม่ หรือเป็นแค่ “ยืดเวลาหายใจ”
ขณะที่เศรษฐกิจในประเทศที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยมีแผนอัดเงินกระตุ้นกำลังซื้อประชาชน เช่น การเพิ่มรายได้แรงงาน การเพิ่มราคาสินค้าเกษตรผ่านโครงการรับจำนำ ซึ่งแน่นอนว่าเป็นการเพิ่มกำลังซื้อในประเทศได้ การบริโภคภายในน่าจะขยายตัวได้ดี และกระตุ้นให้เอกชนลงทุนผลิตมากขึ้นได้
ส่วนการส่งออกที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง แม้จะไม่สูงเท่ากับปี 2554 ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวในปีหน้าคงสูงกว่าปีนี้ที่ตั้งเป้ามีนักท่องเที่ยว 19 ล้านคนไม่มากนัก
แต่ข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ชี้ว่า เศรษฐกิจไทยครึ่งหลังของปี 2554 มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง และทำให้ทั้งปี 2554 เศรษฐกิจขยายตัวที่ระดับ 3.54%
ทว่ามีแต่ทว่าปัจจัยเสี่ยงต่างประเทศนั้นดูจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างหนักหน่วงและรุนแรง ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ได้แก่ ความเสี่ยงจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกทั้งสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ตลาดเงิน ตลาดทุน และอัตราแลกเปลี่ยนที่มีความผันผวนจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก
ราคาน้ำมันที่มีความผันผวน แม้ว่าราคาน้ำมันจะมีแนวโน้มลดลงตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก แต่ยังมีความเสี่ยงด้านอุปทานและการเก็งกำไร อัตราดอกเบี้ยและอัตราเงินเฟ้อที่ทรงตัวระดับสูง
ดยเฉพาะความล่าช้าในการใช้จ่ายงบประมาณปี 2555 ที่อาจชะลอออกไป ส่งผลให้การลงทุนภาครัฐขยายตัวต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ขณะที่สถานการณ์การผลิตภาคเกษตรและรายได้เกษตรกรมีความเสี่ยงที่ผลกระทบจากภัยธรรมชาติ เช่น ปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นขณะนี้
หรือแม้แต่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังส่งสัญญาณว่าอาจต้อง “ชะลอ” การปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เนื่องจากความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกมีมากขึ้น
ดังนั้น อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจปี 2555 ควรอยู่ที่ระดับ 44.5% มากกว่า
จึงต้องย้อนกลับมาดูตัวเลขประมาณการรายได้ปีงบประมาณ 2555 ว่าจะเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่ เพราะรัฐบาลลดภาษีทำโครงการประชานิยมตามที่ได้สัญญากับประชาชนไว้เมื่อหาเสียงเช่น การจัดเก็บภาษีกรมสรรพากรที่คาดว่าจะเพิ่มจาก 1.39 ล้านล้านบาท เป็น 1.62 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 16.8% ในขณะที่รัฐบาลมีนโยบายลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เหลือ 23%
ทางเดียวที่รัฐบาลจะมีรายได้ภาษีเพิ่มขึ้น การขยายฐานภาษีให้กว้างขึ้น แต่ก็ต้องดูด้วยว่า อัตราภาษีที่ลดลงนั้นต้องคุ้มค่ากับ “ต้นทุนการเลี่ยงภาษี” ของเอกชนหรือไม่
แต่หากลดภาษีแล้วเอกชนยังไม่ยอมเข้าสู่ระบบภาษี ทางออกอีกทางหนึ่งของกรมสรรพากร คือ การไปรีดภาษีกับคนบางกลุ่มที่ไม่อยู่ในฐานภาษี เช่น กลุ่มที่ทำธุรกิจส่วนตัวและไม่มีลูกจ้าง 11.7 ล้านคน หรือต้องหารายได้จากภาษีตัวอื่น เช่น ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
ส่วนการประมาณการรายได้การจัดเก็บภาษีศุลกากรกลับเพิ่มขึ้นจาก 8.84 หมื่นล้านบาท เป็น 1.05 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 10.6% ในขณะที่อัตราการนำเข้าส่งออกแทบไม่มีแล้ว จากนโยบายเปิดเขตการค้าเสรี และภาษีสรรพสามิตที่ต้องลดลงแน่นอนจากมาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เป็นต้น
ขณะที่การนำส่งรายได้เข้ารัฐของหน่วยงานอื่นๆ เช่น รัฐวิสาหกิจที่มีการประมาณการว่าตัวเลขอยู่ที่ 2.11 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2554 ในอัตรา 14.8% ถือว่ามีสัดส่วนที่ไม่มากเทียบกับรายได้รัฐที่มาจากภาษี
เป็นที่ทราบกันอยู่ว่าประเทศที่มีจีดีพีขนาด 10 ล้านล้านบาท เช่นประเทศไทย การขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการลงทุนล้วนแล้วแต่มาจาก “แรงส่งหลัก” ของเอกชนทั้งสิ้น
หากรัฐบาลดำเนินนโยบายทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนบ่อยครั้งเข้า ในที่สุดแล้วต่างชาติจะย้ายฐานการลงทุนไปที่อื่น
แต่การที่เอกชนจะมีความมั่นใจในการลงทุนหรือไม่อยู่ที่ 2 ปัจจัย คือ 1.ปัจจัยเศรษฐกิจโลก เพราะเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออก 70% ซึ่งเศรษฐกิจโลกเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ รัฐบาลจำเป็นต้องมีแผนสำรองรับมือ หากเศรษฐกิจโลกเกิดวิกฤติครั้งใหญ่อีกครั้ง แต่ในช่วง 12 ปีคงไม่แย่เท่ากับเมื่อ 3 ปีที่แล้ว
2.การสร้างบรรยากาศการเมืองภายในประเทศให้นักลงทุนมีความมั่นใจว่าสถานการณ์เมืองจะมีความสงบเรียบร้อย แต่ดูเหมือนว่ารัฐบาลชุดที่เข้ามาทำงานตาม สโลแกนที่ว่า “แก้ไข แต่ไม่แก้แค้น” กลับส่วนทางกับความเป็นจริง คือ นอกจากไม่แก้ไขแล้ว กลับสร้างชนวนที่จะก่อให้เกิดความวุ่นวายในประเทศ
เช่น การที่พวกประจบสอพลอบางคนออกมาเรียกร้อง “ขออภัยโทษ” หวังให้ “นายใหญ่” ประทับใจ ถามว่าสร้างบรรยากาศให้นักลงทุนมั่นใจหรือไม่
หรือนโยบายรัฐบาลที่คิดขึ้นจาก “ดูไบ” ก็สวนทางกันสิ้นเชิง เช่น อยากให้คนใช้ระบบขนส่งมวลชนแต่ออกมาตรการคืนเงินภาษีรถยนต์คันแรกเพื่อให้คนไปซื้อรถยนต์ และต้องอัดงบคืนภาษี 3 หมื่นล้านบาท
นโยบายสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทน เช่น น้ำมันแก๊สโซฮอล์ แต่ลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ทำให้ราคาเบนซินและแก๊สโซฮอล์จึงต่างกันไม่มาก คนก็ใช้น้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้น
แต่กระนั้นท่ามกลางความเสี่ยงและความไม่แน่นอนทั้งภายในและเศรษฐกิจภายนอก เป็นการพิสูจน์ฝีมือ “ทีมเศรษฐกิจรัฐบาล” ว่าจะพึ่งพาได้อย่างที่คนฝันไว้หรือไม่







